แม่โจ๋ “ดอนคิง” ป้องลูก ยกพวกทืบอริ ชี้อีกฝ่ายห้าวเบิ้ลเครื่องใส่ ยันลูกดีติดคุก 9 เดือน (คลิป)

จากกรณีผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ “ประพันธ์ ตระเวณข่าว” โพสต์คลิปวิดีโอ และรูปภาพ พร้อมข้อความระบุว่า “2 หนุ่มโรงงานขับรถมอเตอร์ไซค์ไปกดเงินที่ตู้เอทีเอ็ม ร้านสะดวกซื้อที่หน้าปากซอย รถมอเตอร์ไซค์เกิดเสียเลยเร่งเครื่องยนต์เสียงดัง กลุ่มวัยรุ่นไม่พอใจตามมารุมทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัส ในซอยข้างโรงพยาบาลพระประแดง ชุมชนหลังวัดกลางสวนย่านพระประแดง”

นายดนุพล ด้วงกัน หรือเบนซ์ ผู้บาดเจ็บ

วันนี้ (19 ก.พ.) ทีมข่าวได้ลงพื้นที่ชุมชนมอญเดิงฮะโมก อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าว และได้พบกับ นายดนุพล ด้วงกัน หรือ เบนซ์ ผู้บาดเจ็บ เล่าว่า ในวันเกิดเหตุ (17 ก.พ.) เวลาประมาณ 23.00 น. ตนได้ขับขี่รถจักรยานยนต์ไปกับ นายทศพร อยู่ยอด หรือ นายพร เพื่อมากดเงินที่ตู้เอทีเอ็ม บริเวณปากซอยซึ่งเป็นร้านสะดวกซื้อ

ภาพคลิปเหตุการณ์ทะเลาะวิวาท

ขณะที่กำลังจะสตาร์ทรถกลับ ได้เร่งเครื่องเพราะรถตนไม่ค่อยดี จะต้องใช้วิธีสตาร์ทเท้า และเร่งเครื่องเพื่อไม่ให้เครื่องยนต์ดับ หลังจากนั้นได้มีกลุ่มวัยรุ่นประมาณ 5-6 คน อยู่หน้าร้านสะดวกซื้อ ตะโกนบอกว่า ให้ขับรถดีๆ จากนั้นตนและเพื่อนอีกคน ได้กลับมาที่บ้านของรุ่นพี่อีกคนหนึ่ง แต่วัยรุ่นกลุ่มดังกล่าวได้เดินตามมารุมทำร้าย

นายดนุพล เปิดเผยว่า กลุ่มวัยรุ่นไม่ได้พูดอะไรกับตน ก่อนที่จะเข้ามารุมทำร้าย คาดว่ากลุ่มคนร้ายคงไม่จะพอใจที่ตนเร่งเครื่องรถจักรยานยนต์ ที่ผ่านมาตนเคยเจอกับวัยรุ่นกลุ่มนี้ แต่ไม่ได้มีปัญหาอะไรกันมาก่อน พร้อมทั้งไม่ทราบว่ากลุ่มคนร้ายไปมีเรื่องกับใครมาก่อนหน้านี้หรือไม่

สภาพใบหน้าของนายดนุพล ด้วงกัน หรือเบนซ์

นายเบนซ์ เปิดเผยอีกว่า รถจักรยานยนต์คันดังกล่าวเป็นรถของรุ่นพี่อีกคนหนึ่ง ซึ่งตนและเพื่อนยืมมาใช้ในวันเกิดเหตุ  ขณะเดียวหลังถูกรุมทำร้าย ตนมีอาการบวมที่ดวงตา ใบหน้า และบริเวณกราม ส่วนเพื่อนอีกคน อาการบาดเจ็บค่อนข้างสาหัส ต้องเอ็กซเรย์ร่างกายซึ่งทางครอบครัวเพื่อน ได้แจ้งความไว้แล้วที่ สภ.สำโรงใต้ จ.สมุทรปราการ

นายดนุพล ด้วงกัน ได้พาผู้สื่อข่าวไปดูจุดเกิดเหตุ

เรื่องคดีความทราบว่า คนร้ายได้เข้ามอบตัว 4 คน ส่วนตัวมองว่า คนร้ายทำรุนแรงเกินไป เพราะไม่เคยมีเรื่องกันมาก่อน ตอนนี้ทางแพทย์ให้หยุดทำงาน 5-6 วัน ทำให้ตนได้รับผลกระทบเพราะขาดรายได้ เนื่องจากตนทำงานโรงงาน

 หลังจากนั้นทีมข่าวเดินทางไปยังซอยโรงเหล็ก เพื่อพูดคุยกับ นายทศพร อยู่ยอด หรือ นายพร ผู้บาดเจ็บอีกรายที่เพิ่งจะออกจากโรงพยาบาล เปิดเผยว่า เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 ก.พ. ที่ผ่านมา วันเกิดเหตุตนได้ไปส่งนายเบนซ์ ที่บ้าน จากนั้นได้ขับรถกลับมากดเงินที่ตู้เอทีเอ็ม ซึ่งตนสังเกตเห็นกลุ่มคนร้ายอยู่หน้าร้านสะดวกซื้อ แต่ไม่ได้สนใจอะไร พอมาถึงหน้าบ้านของรุ่นพี่ นายเบนซ์ เข้าไปในบ้านส่วนตนยืนรออยู่หน้าบ้าน จนกระทั่งถูกกลุ่มวัยรุ่นประมาณ 6-7 คน เข้ามารุมทำร้าย
นายทศพร อยู่ยอด หรือ “นายพร”

โดยก่อนเกิดเหตุ ได้มีคนชื่อ “คิง” ที่คาดว่าน่าจะเป็นหัวหน้ากลุ่ม เดินเข้ามาถามว่า “เกี่ยวเปล่าๆ” ซึ่งตนก็งงเพราะไม่รู้ความหมายของคำถามดังกล่าว จากนั้นนายคิง ก็ต่อยตนทันทีพร้อมกับพูดว่า “กูอ่ะ ดอนคิงๆ” ตนจึงกระโดดถีบนายคิงกลับไป จากนั้นกลุ่มผู้ก่อเหตุประมาณ 6-7 คน ได้กรูกันเข้ามาทำรุมร้ายตน

นายพร ยอมรับว่า ตนโดนทำร้ายหนักสุดเพราะตนต่อสู้ เนื่องจากคิดว่าไม่ได้ทำผิดอะไร จากที่ตนได้ดูจากคลิปคิดว่ากลุ่มคนร้ายพยายามที่จะเอาชีวิตตนมากกว่า ไม่น่าจะเป็นเพียงแค่การสั่งสอน และความจริงตนก็ไม่ได้มีปากเสียงกับวัยรุ่นกลุ่มนั้น และไม่ได้ยินว่ากลุ่มวัยรุ่นพูดอะไรบ้างในช่วงที่อยู่หน้าร้านสะดวกซื้อ

นายพร ยืนยันว่า ไม่รู้จักกลุ่มผู้ก่อเหตุ เพราะตนไม่ได้อยู่ในชุมชนดังกล่าว และตนอยากจะถามเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า เหตุใดจึงปล่อยตัวกลุ่มคนร้ายไปง่ายๆ เพราะหากตนอาการสาหัสกว่านี้ ก็จะปล่อยตัวไปแบบนี้หรือ อยากให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ จับตัวคนร้ายให้ได้ทุกคน เพราะหากมีปากเสียงจริงๆ คนร้ายน่าจะทำรุนแรงกับตนมากกว่านี้

ตอนนี้ทางครอบครัวได้ไปแจ้งความในข้อหาทำร้ายร่างกายเพียงข้อหาเดียว ส่วนร่างกายตนมีบาดแผลที่บริเวณหัว และใบหน้า โดยแพทย์ได้ทำการเอ็กซเรย์ร่างกาย และเย็บแผลประมาณ 10 เข็ม

นายพร ยังกล่าวด้วยว่า ตนติดใจที่กลุ่มคนร้ายทำรุนแรงเกินกว่าเหตุ และกระทำเหมือนบ้านป่าเมืองเถื่อน ตนก็อยากฝากถึงผู้ก่อเหตุว่า บ้านเมืองมีกฎหมาย ไม่ใช่นำกฎของตัวเอง หรือกฎหมู่เป็นที่ตั้ง ยอมรับว่าโกรธกลุ่มวัยรุ่น ที่ทำร้ายตนขนาดนี้ ยังไงตนยังอยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ นำกลุ่มคนร้ายมาลงโทษตามกฎหมาย

ผู้ต้องหาเข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ด้าน พ.ต.ท.รัฐวัตต์ อยู่พิพัฒน์ รองผู้กำกับการสอบสวน สภ.สำโรงใต้ จ.สมุทรปราการ เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวผ่านทางโทรศัพท์ว่า ขณะนี้มีคนร้าย 4 คน เข้ามอบตัว และยอมรับว่าทำร้ายร่างกาย นายทศพร อยู่ยอด เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้สอบปากคำผู้ก่อเหตุ และอยู่ระหว่างเรียกตัวผู้ที่เกี่ยวข้องในเหตุการณ์มาสอบปากคำเพิ่มเติมด้วย

ขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหา ทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บสาหัส ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้อยู่ที่ดุลยพินิจของศาล หลังจากนี้จะเรียกให้ทางผู้บาดเจ็บเข้ามาสอบปากคำเพิ่มเติมกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกครั้ง

นางพยอม ไกรวิชชา มารดาของนายสุรศักดิ์ กอหาญ หรือ นายดอนคิง

จากนั้นทีมข่าวได้เดินทางไปยังซอยชุมชนบ้านหญ้าแพรก และได้พูดคุยกับ นางพยอม ไกรวิชชา แม่ของนายสุรศักดิ์ กอหาญ หรือ ดอนคิง หัวหน้ากลุ่มวัยรุ่นที่ก่อเหตุ โดยนางพยอม กล่าวว่า ตนทราบข่าวหลังจากดูโทรทัศน์ จึงโทรศัพท์ไปสอบถามนายดอนคิง ซึ่งลูกชายเล่าให้ตนฟังว่า ขณะที่ยืนอยู่หน้าร้านสะดวกซื้อ ได้มีผู้ชาย 2 คน ขับขี่รถจักรยานยนต์มา แล้วเบิ้ลรถใส่พร้อมพูดว่า “ทำไมจะเบิ้ลไม่ได้ เพราะถิ่นกู” ซึ่งตนเชื่อว่าลูกชาย พูดความจริง เพราะลูกไม่เคยโกหก และคู่กรณียังพูดกับกลุ่มของลูกตนด้วยว่า “กูจะเบิ้ลมีอะไร มึงอยากเจอกู มึงตามมา” ลูกตนจึงได้เดินตามไปเอาเรื่องกับคู่กรณี

นางพยอม เปิดเผยว่า ถ้าอีกฝ่ายพูดจาดีๆ ไม่ไปตะคอกใส่ลูกตน ไม่เบิ้ลรถใส่ และไม่ท้าทายให้ตามมาที่บ้าน ก็คงจะไม่เกิดเรื่อง ตนจึงอยากให้คิดดูว่าใครเป็นคนผิด

นางพยอม แม่ของดอนคิง บอกอีกว่า ปกติลูกชายจะไม่ค่อยไปยุ่งกับใคร และไม่เคยมีเรื่องกับใคร เป็นคนพูดเพราะนิสัยดี แต่ถ้าไม่ผิดจะไม่ยอมใคร พร้อมยอมรับว่าลูกเป็นคนใจร้อน

ขณะเดียวกัน นางพยอม ยอมรับก่อนหน้านี้ลูกชาย เคยมีคดีเกี่ยวกับยาเสพติด ติดคุกอยู่ 9 เดือน ส่วนปืนที่เคยมีก็ถูกตำรวจยึดไปแล้ว แต่อาวุธมีดที่มีอยู่ เจ้าหน้าตำรวจไม่ได้ยึดไป ซึ่งตนไม่ทราบว่าอยู่ที่ไหน

นางพยอม กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาลูกชาย ไม่เคยไปเกเร ก้าวร้าวกับใคร ส่วนกลุ่มเพื่อนของลูกที่ก่อเหตุด้วยกัน ตนไม่รู้จัก ตนขอยืนยันว่าลูกชายเป็นคนดี และเพื่อนก็เป็นคนดี ยกมือไหว้ผู้ใหญ่ตลอด และไม่ยุ่งกับใคร พร้อมยังกล่าวอีกว่า “ถ้าไม่มีหมามากัดก่อน มันก็ไม่เจ็บ”

ทั้งนี้ตนไม่รู้สึกกลัวที่ลูกชายจะโดนคดี ถึงจะเสียเงินประกันตัวก็ไม่เป็นไร พร้อมเปิดเผยอีกว่า ตอนที่เห็นข่าวก็ไมได้รู้สึกตกใจ เพราะลูกตนไม่ใช่คนเกเร ตนเลี้ยงมากับมือรู้ว่า ลูกไม่ดื้อ และไม่ใช่คนโกหก ส่วนตัวอยากจะไปดูหน้าคนเจ็บเหมือนกัน อยากจะตบปากสักที เพราะถ้าไม่ไปหาเรื่อง หรือท้าลูกตนก่อน ก็คงไม่เกิดเรื่อง โดยตนมองว่า จะมาท้าเขาทำไมถ้าท้าแล้วไม่สู้เขา

keyboard_arrow_up