แฉยับ! ธุรกิจขายฝันลวงวัยโจ๋ขายยาผิวขาวแล้วรวย อึ้งยุให้โกหกแม่ ดูดเงินมาลงทุน (คลิป)

หลังจากเพจเฟซบุ๊ก “แหม่มโพธิ์ดำ” โพสต์เรื่องราวของผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง ออกมาเปิดโปงธุรกิจขายฝัน อวดอ้างขายผลิตภัณฑ์คอลลาเจนที่ทำให้ผิวขาว แถมยังทำทุกทางให้คนตกเป็นเหยื่อ โดยเอาความหวังอยากรวยมาเป็นเครื่องมือล่อ อ้างพาเที่ยวเมืองนอก ถ่ายรูปลงโซเชียล อวดรถหรูป้ายแดงหลายคัน สุดท้ายแล้วกลายเป็นเหยื่อถูกกินค่าหัว พร้อมถามว่าจริงๆ แล้วใครกันแน่ที่รวย จนกลายเป็นเรื่องที่หลายคนพูดถึงในสังคมออนไลน์ ตามที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น

วันนี้(3 ธ.ค.) น.ส.เดียร์ (นามสมมติ) ผู้เสียหาย เปิดเผยกับทีมข่าวว่า ขณะที่กำลังจะเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่ง ตนและเพื่อนถูกรุ่นพี่คนหนึ่ง ส่งข้อความมาทางเฟซบุ๊ก พร้อมชักชวนให้ไปฟังอบรมธุรกิจ โดยอ้างว่าเป็นธุรกิจโปรโมทสินค้า ตนและเพื่อนจึงตกลงเข้าร่วม วันแรกอบรม 5 ชั่วโมง เสียค่าสมัครสมาชิก 300 บาท จะต้องอบรมให้ครบ 5 วัน ในช่วงระหว่างที่อบรมจะมีเจ้าของบริษัท และผู้ที่อ้างว่าประสบความสำเร็จจากธุรกิจ บรรยายถึงเงินรายได้ที่จะได้รับ

น้องเดียร์ ยังบอกอีกว่า ผู้ที่ชักชวนจะเสนอให้เข้าเป็นสมาชิกในตำแหน่งแอมบาสเดอร์ และต้องลงเงินทุน 36,000 บาท หากเงินไม่พอ จะแนะนำให้ไปขโมยเงินพ่อแม่ พร้อมกับให้นำของมีค่า เช่น โทรศัพท์มือถือไปจำนำ หรือแนะนำให้ไปโกหกพ่อแม่ว่า จะต้องนำเงินไปเรียนภาคฤดูร้อน

รวมทั้งผู้ที่ชวนให้ร่วมลงทุนธุรกิจ จะพูดกดดันให้ตนเองโทรศัพท์ ไปขอเงินจากผู้ปกครอง โดยน้องเดียร์ ได้ทยอยจ่ายงวดแรกให้กับผู้ชักชวนเป็นเงิน 19,000 บาท ส่วนเงินที่เหลืออีก 17,000 บาท ได้บอกกับคนชักชวนว่า จะนำไปให้ภายหลัง

น้องเดียร์ (นามสมมติ)

หลังจากนำเงิน 19,000 บาท ไปจ่ายเป็นค่าสมัครสมาชิกของบริษัทแล้ว ผู้ชักชวนได้บอกให้ตนถ่ายรูปพร้อมกับถือเงินจำนวนนั้นไว้ในมือ บอกให้เขียนข้อความไปโพสต์ว่า ประสบความสำเร็จจากการทำธุรกิจ

ส่วนผลิตภัณฑ์ที่ได้รับ ผู้ชวนลงทุนบอกให้โพสต์ว่า เป็นของสั่งจองจากลูกค้า ทั้งๆ ที่ตนเพิ่งจะเปิดบิล และยังไม่มีลูกค้าการสั่งจองสินค้า

นอกจากนี้ผู้ชักชวนรายดังกล่าวยังบังคับให้ไปถ่ายรูปกับรถสปอร์ตของ นายกิต เจ้าของบริษัท รถจะจอดอยู่หน้าบริษัทจำนวน 4 คัน พร้อมกับมีการบอกว่า สามารถนั่งบนรถได้เหยียบรถ หรือขึ้นไปนั่งบนหลังคารถได้ แต่จะต้องโพสต์รูปลงเฟซบุ๊ก เพื่อหาคนเข้ากลุ่มธุรกิจต่อจากตัวเอง

ภายหลังจากที่ตน เข้าร่วมธุรกิจได้ประมาณ 2 เดือน ญาติได้ตักเตือนว่า ระวังโดนหลอก จึงตัดสินใจเลิกทำงาน พร้อมกับบล็อกเฟซบุ๊ก และไลน์ของคนในเครือข่าย ส่วนเงินลงทุนที่ค้างอีก 17,000 บาท ตนตัดสินใจไม่นำไปจ่ายให้บริษัท

น้องมิว (นามสมมติ)

ส่วนน้องมิว (นามสมมติ) เพื่อนของน้องเดียร์ ผู้เสียหาย เปิดเผยว่า ลักษณะของธุรกิจดังกล่าวคล้ายกับแชร์ลูกโซ่ หากสามารถนำคนเข้ามาร่วมธุรกิจได้ ตนจะได้รับเงินด้วย ทางบริษัทจะมีเว็บไซต์ให้สามารถตรวจเช็คด้วยว่า ขณะนี้ตัวเองกำลังอยู่ในอันดับที่เท่าใดของกลุ่ม

น้องมิว ได้บอกว่า ตนได้เสียค่าสมัครสมาชิกไปเป็นเงินจำนวน 19,500 บาท เพราะถูกคนชักชวน พูดจากดดัน ที่จะให้ตนนำของมีค่าไปจำนำ ซึ่งผู้ชักชวนจะพาไปจำนำ แต่ตนไม่ทำ จึงได้โกหกพ่อแม่ว่าจะนำเงินไปเรียนค่าฤดูร้อน พร้อมยอมรับว่า รู้สึกผิดที่โกหกพ่อแม่

ขณะเดียวกัน น้องมิว เปิดเผยอีกว่า ผู้ชักชวนยังบอกให้ตนหาเครือข่ายมาร่วมทำธุรกิจ ซึ่งจะเน้นไปที่กลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยเอกชนที่ค่อนข้างมีฐานะ

นอกจากนี้ น้องมิว ยังได้นำผลิตภัณฑ์ที่ได้รับหลังจากการเป็นสมาชิกมาให้ทีมข่าวดู เช่น กลูต้า คอลลาเจน ยาลดน้ำหนัก ครีมทาผิว ผงโกโก้ ผงกาแฟ และยาดีท็อก หลังจากที่นำสินค้าไปขายในอินสตาแกรม กลับไม่มีคนสนใจซื้อ รวมถึงไม่ได้รับค่าตอบแทนจากบริษัท

น้องมิว ยังเปิดเผยอีกว่า จำนวนคนในทีมมีทั้งหมด 30-40 คน แต่ละทีมจะมีทั้งอยู่ในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด โดยแต่ละทีมจะมีการรวมกลุ่ม ด้วยการทำกิจกรรมพาไปดูหนัง และจัดปาร์ตี้ น้องมิวยืนยันว่า วิทยากรที่อบรมจะคอยบอกอยู่เสมอว่า หากทำงานในตำแหน่งสูงๆ ของบริษัท จะมีเงินไปเที่ยวที่ต่างประเทศแน่นอน เนื่องจากได้รับค่าตอบแทนจำนวนมาก

น.ส.ส้ม (นามสมมติ)

ส่วนทางด้าน น.ส.ส้ม (นามสมมติ) อายุ 22 ปี ผู้เสียหายอีกราย เปิดเผยว่า ตนอยากหารายได้เสริมในการขายของออนไลน์ และมีคนรู้จักแนะนำให้ขายคอลลาเจนกับบริษัทแห่งหนึ่ง โดยให้เปิดบิลซื้อสินค้าดังกล่าว ราคารวม 7,500 บาท จะได้เป็นตัวแทนจำหน่าย ตนเห็นว่าน่าสนใจจึงทดลองลงทุน จากนั้นเจ้าหน้าที่บริษัทดังกล่าว ได้ไลน์มาแนะนำว่า ควรเพิ่มเงินเป็น 36,000 บาท เพื่อจะมีรายได้ที่มั่นคง ตนจึงตัดสินใจเพิ่มเงินลงทุน ก่อนที่พนักงานรายดังกล่าวจะชักชวนให้ตนลาออกจากงานหลัก เพื่อทำธุรกิจนี้อย่างจริงจัง

โดยใช้วิธีการโน้มน้าวว่า จะมีรายได้ 80,000 บาท ต่อเดือน สามารถซื้อรถยนต์ได้อย่างที่ตัวเองต้องการ เพราะส่วนตัวตนอยากซื้อรถอยู่แล้ว จึงตัดสินใจลาออกจากงาน พร้อมกับย้ายไปอยู่ที่จังหวัดหนึ่งทางภาคใต้ เพื่อทำงานดังกล่าว

บริเวณหน้าบริษัท

ช่วงแรกทางบริษัทได้สั่งให้ตนเขียนรายชื่อเพื่อนหรือคนรู้จัก พร้อมเบอร์ติดต่อ 20 รายชื่อต่อวัน ก่อนโทรศัพท์ให้ชักชวนและลงทุน จะมีบทให้พูดทำนองที่ว่า “สนใจมาร่วมทำงานหรือไม่ เป็นงานที่รายได้ดี” เมื่อชักชวนเสร็จ ต้องไปเพิ่มเพื่อนทางเฟซบุ๊ก วิธีการเลือกคือเลือกบุคคลที่โปร์ไฟล์ดี มีการงานมั่นคง หากทักไปแล้วมีคนสนใจ จะมีการนัดให้มาที่บริษัท ต้องจ่ายเงิน 300 บาท เพื่อเข้าอบรม โดยจะมีวิทยากร รวมถึงคนมาพูดวิธีการ ประกอบธุรกิจดังกล่าว แล้วทำให้ตัวเองรวย ด้วยคำพูดโน้มน้าวให้สนใจ และคล้อยตาม ขณะเดียวกันหากใครไม่มีเงิน เจ้าหน้าที่จะแนะนำให้ไปยืมบุคคลอื่น หรือเอาทรัพย์สินไปจำนำ

น.ส.ส้ม บอกว่า เมื่อลงทุนไป 36,000 บาทตอนแรก ได้คอลลาเจน 25 กล่อง เดือนแรกมีรายได้ประมาณ 9,000 บาท จากการชักชวนพี่สาว และหลานให้มาลงทุน แต่ไม่ใช่รายได้จากการขายสินค้า

หลังจากนั้น ตนอยากได้เงินเพิ่ม จึงเปิดบิลแบบ วีไอพี ตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่บริษัท จำนวนเงิน 140,000 บาท โดยไปกู้ยืมเงินคนอื่น มาลงทุน ขณะเดียวกันได้ชักชวนเพื่อน และคนรู้จักมาสมัคร ทำให้ตนมีรายได้ถึง 70,000 บาท น.ส.ส้ม เปิดเผยอีกว่า ผู้ที่ชักชวนคนอื่นมาสมัครสมาชิก จะได้ค่าหัวคิว 4,500 บาท ต่อคน แต่หลังจากชวนคนรู้จักหมดแล้ว ไม่สามารถหาผู้ลงทุนได้ ตนจึงไม่มีรายได้

โดย น.ส.ส้ม เปิดเผยอีกว่า รายได้หลักไม่ได้มาจากการขายของตามที่กล่าวอ้าง แต่เป็นรายได้จากการหาคนมาลงทุนต่อ

ขณะที่ทำงานนี้ รู้สึกว่าเสียเงินไปมาก ตนเองอยากได้คืน จึงพยายามชวนคนอื่นมาเข้าร่วม สุดท้ายทำงานนี้ ได้ประมาณ 7-8 เดือน แต่ไม่มีเงินใช้ บางวันถึงขั้นไม่มีเงินซื้อข้าวกิน จึงตัดสินใจลาออก เมื่อบอกทางบริษัทว่าจะขอลาออก อีกฝ่ายกลับอ้างว่า เหตุที่เราไม่ได้เงินตามเป้า เพราะไม่ยอมทำงาน ทั้งที่ตนทำทุกอย่างที่แนะนำแล้ว

นอกจากนี้ น.ส.ส้ม บอกว่า บุคคลที่เข้ามาทำงานในบริษัทดังกล่าว จะต้องเปลี่ยนรูปโปร์ไฟล์เฟซบุ๊กให้ดูดี และสั่งห้ามทำตัวจน ให้แต่งตัวแต่งหน้าให้ดูบุคลิกดี ห้ามกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปให้คนอื่นเห็น เมื่อเข้าบริษัทใหญ่ที่กรุงเทพฯ จะให้พนักงานทุกคนถ่ายรูปคู่กับรถหรูของประธานบริษัท หรือรถหรูของแม่ทีมที่มีรายได้สูง เพื่อนำไปลงเฟซบุ๊กให้ดูน่าเชื่อถือ

โดยตนก็เคยถ่ายภาพในลักษณะดังกล่าว โพสต์ลงในเฟซบุ๊กส่วนตัว พร้อมเขียนแคปชั่นทำนองให้กำลังใจตัวเอง เพื่อนบางคนที่ไม่รู้ก็อาจจะคิดว่าเป็นรถของตน

ต่อมา ทีมข่าวได้เดินทางไปที่บริษัทดังกล่าว เป็นอาคารพาณิชย์สูงประมาณ 6-7 ชั้น โดยมีพนักงานบริษัทประมาณ 5-6 คน อยู่ด้านใน แต่ไม่สามารถให้ข้อมูลได้ อ้างว่าหลังจากนี้ผู้บริหารเตรียมจัดงานแถลงข่าว เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม จากการสังเกตลานจอดรถหน้าตึก กลับไม่พบรถหรู ที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า อาจเป็นรถเช่าแต่อย่างใด จากการสอบถามพนักงานในบริษัทระบุว่า ไม่ทราบเรื่องรถคันดังกล่าว

keyboard_arrow_up