พิสูจน์หลักฐานลงพื้นที่ หาเบาะแส ‘อบต.สาว’ เพิ่ม ด้านพ่อเครียดหนักจนล้มป่วย

พ่อ ผอ.กองการศึกษาที่หายตัวเตรียมตั้งทนายเพื่อเป็นโจทก์ร่วม ส่วนพี่สาว ผอ.อ้อย ยื่นหนังสือขอทราบความคืบหน้าของคดี ขณะที่เช้านี้ทีมพิสูจน์หลักฐานและ ตำรวจเตรียมตรวจพื้นที่พบเบาะแสซ้ำ

กรณีที่ได้มีการนำเสนอข่าว น.ส.จุฑาภรณ์ อุ่นอ่อน อายุ 37 ปี ผอ.กองการศึกษาอบต.ชำ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ได้หายตัวไปอย่างลึกลับ โดยมีผู้ต้องสงสัย คือ ร.อ.ศุภชัย ภาโส ทหารสังกัดกรมทหารราบที่ 6 จ.อุบลราชธานี ซึ่งได้ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ล่าสุดชุดสืบสวน ภ.จว.ศรีสะเกษ ได้ลุยป่าเขต อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี เพื่อค้นหาร่องรอยของ น.ส.จุฑาภรณ์ พบรองเท้าถูกเผากลางป่าหลายคู่ แต่นายวิทยา เกษแก้ว อายุ 37 ปี สามีของ น.ส.จุฑาภรณ์ ยืนยันว่า ไม่ใช่รองเท้าของภรรยาตน

โดยเช้าวันนี้เจ้าหน้าที่ทีมพิสูจน์หลักฐาน และตำรวจ สภ.น้ำยืน จะเข้าค้นหาซ้ำกับพื้นที่เมื่อคืน บริเวณห่างจากพลาญเสือประมาณ 10 กิโลเมตร ก่อนถึงช่องบก และเนิน 500 ซึ่งเป็นเขตหวงห้ามทางทหาร กองร้อยทหารพรานที่ 2308 กรมทหารพรานที่ 23 หลังพบเบาะแสรองเท้าผู้หญิงถูกเผา รวมทั้งพบเบาะแสเป็นร่องรอยครูดหินของช่วงล่างรถยนต์ เพื่อขยายผลการสอบสวนต่อไป โดยทีมทั้งหมดจะเข้าปฎิบัติการณ์ในพื้นที่ช่วงบ่ายวันนี้

ซึ่งพิกัดนี้เป็น 1 ใน 3 จุด ที่ชุดคลี่คลายคดีตั้งเป็นข้อสงสัย เนื่องจากพบสัญญานโทรศัพท์ของ นส.จุฑาภรณ์ อุ่นอ่อน อยู่บริเวณนี้ นานถึง 3 ชั่วโมง

ขณะที่เช้าวันนี้ นายโชคชัย สายแก้ว นายก อบต.เสาธงชัย พร้อมด้วยบรรดาญาติพี่น้องของนายบุญเลิศ จำนวนมาก ได้พากันทยอยมาเยี่ยม และให้กำลังใจ พ่อและแม่ของ น.ส.จุฑาภรณ์ โดยมีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจมาคอยรักษาความปลอดภัยให้กับครอบครัวอย่างเต็มที่ ขณะที่นายบุญเลิศ พ่อผู้สูญหาย อยู่ในสภาพอาการเคร่งเครียด จนทำให้ความดันโลหิตขึ้นสูงมากเกือบ 200 ต้องนอนพักผ่อนเพื่อรักษาตัวตามแพทย์สั่ง

นายบุญเลิศ อุ่นอ่อน พ่อ น.ส.จุฑาภรณ์ บอกว่า ตนทำได้เพียงรอฟังข่าวที่คาดว่าจะเป็นจุดที่อ้อยหายตัวไป รวมทั้งพากันไปค้นหาตามจุดที่หมอดู และคนเข้าทรงได้บอกเอาไว้ และตนได้หารือกับญาติพี่น้องเตรียมแต่งตั้งทนายความเพื่อขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ร่วมในคดีนี้ โดยกำลังหาทนายความฝีมือดีที่สุดมาเป็นทนายความ จะได้เรียกร้องความเป็นธรรมจากศาลยุติธรรมให้กับลูกสาวของตนที่หายตัวไป

นอกจากนี้ พี่สาวและอาของ น.ส.จุฑาภรณ์ได้เดินทางไปที่สถานีตำรวจภูธรกันทรลักษ์และสถานีตำรวจภูธรบึงมะลูอ.กันทรลักษ์จ.ศรีสะเกษ เพื่อยื่นหนังสือขอทราบความคืบหน้าของคดีนี้ รวมทั้งมีการสอบถามว่าผู้ต้องหารายนี้มีการกระทำผิดร่วมกับพลเรือนจะมีการแจ้งความกับพลเรือนที่เกี่ยวข้องในการกระทำผิดด้วยหรือไม่อย่างไร

ทั้งนี้ มีรายงานว่าอัยการ จ.กันทรลักษ์ ได้ให้ข้อแนะนำโดยการทำหนังสือขอทราบความคืบหน้าคดีและขอทราบเขตอำนาจศาลไปยังศูนย์ดำรงธรรม จ.ศรีสะเกษ ผบก.ศรีสะเกษ ผกก.สภ.กันทรลักษ์ และผกก.สภ.บึงมะลู และเรื่องนี้อัยการได้ให้คำชี้แนะทางด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ความเป็นธรรมกับผู้เสียหายตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ส่วนการดำเนินการสอบสวนนั้น เป็นอำนาจหน้าที่ของพนักงานสอบสวนที่จะต้องดำเนินการต่อไป.

keyboard_arrow_up