ฆ่าลูก สท.ภูเก็ต พ่อไม่เชื่อคนร้ายมีแค่ 1 พยานแฉ ปิดไฟถนนยิงทิ้ง วิญญาณวนเวียน รอความเป็นธรรม (คลิป)

จากกรณีเมื่อเวลาประมาณ 03.40 น. วันที่ 19 ม.ค.62 ร.ต.อ.ชาตรี ชูวิเชียร รอง สว.(สอบสวน) สภ.วิชิตได้รับแจ้งเหตุคนถูกยิงเสียชีวิตบริเวณ ถนนรัตนโกสินทร์ 200 ปี อ.เมืองภูเก็ต โดยพบร่างผู้เสียชีวิตคือ นายธีรศักดิ์ แซ่อ๋อง อายุ 29 ปี ลูกชายของ นายเจริญ แซ่อ๋อง สมาชิกสภาเทศบาลตำบลรัษฏาเขต 1 อ.เมือง ภูเก็ต (อ่าน : ผีเข้าสั่งยุติเผาศพลูก สท.ดัง เชื่อเฮี้ยนถูกดักยิงดับ ฆาตกรส่อลอยนวล)

วันที่ 24 ม.ค. 62 รายการต่างคนต่างคิด ตอน ฆ่าลูก สท. วิญญาณเฮี้ยนขอความเป็นธรรม ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์อมรินทร์ ทีวี ช่อง 34 ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 18.50 น. เชิญ คุณเจริญ แซ่อ๋อง พ่อผู้เสียชีวิต, คุณชัยณรงค์ ปิลวาสน์ ญาติผู้เสียชีวิต, คุณธีรพร แซ่อ๋อง พี่สาวผู้เสียชีวิต, คุณมะลิวรรณ อาพนม ภรรยาผู้เสียชีวิต และคุณรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม มาร่วมพูดคุยในรายการ

คุณเจริญ แซ่อ๋อง พ่อผู้เสียชีวิต

คุณชัยณรงค์ เปิดเผยว่า สาเหตุของเรื่องดังกล่าว ทราบว่าเป็นการขับรถปาดหน้ากัน จากนั้นทั้งสองฝ่ายจึงเรียกนัดเพื่อมาเคลียร์เรื่องราว แต่กลับพบว่าเมื่อหลานชายเดินทางไปหาอีกฝ่ายกลับถูกยิงกระทั่งเสียชีวิต

ซึ่ง คุณเจริญ ยืนยันว่า ลูกชายเดินทางไปเคลียร์กับอีกฝ่ายเพียงลำพัง แต่กลับพบว่าคนร้ายนำพวกมาด้วยถึง 4 คน ทั้งยังมีการเตรียมการกันเป็นอย่างดี เนื่องจากพบว่า มีการดับไฟถนนก่อนที่ลูกชายของตนจะเดินทางมาถึงบริเวณจุดเกิดเหตุ และไฟถนนสว่างขึ้นเองในเวลาครึ่งชั่วโมงต่อมา เรื่องดังกล่าวนี้มีพยานยืนยันชัดเจน

ตนยืนยันว่า ลูกชายของตนไม่มีอริที่ไหน และยังเป็นที่รักในหมู่เด็ก ๆ อีกด้วย และเรื่องที่ลูกชายของตนจะเป็นผู้ที่ทำตัวกร่างใส่คนอื่นก่อน ตนก็ยืนยันว่าเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากตนไม่ได้เลี้ยงดู และสั่งสอนลูกมาอย่างนั้น

คุณชัยณรงค์ กล่าวต่อว่า ตนไม่ทราบว่าหลานชายมีปมปัญหาอย่างอื่นหรือไม่ แต่พบว่าก่อนหน้านี้หลานชายเคยมีปัญหาเรื่องคู่แข่งทางธุรกิจร้านซ่อมรถกับคู่กรณีมาก่อน ตนจึงคาดว่าอาจเป็นอีกปมประเด็นหนึ่ง

คุณธีรพร แซ่อ๋อง พี่สาวผู้เสียชีวิต

ขณะที่ คุณธีรพร เปิดเผยว่า ขณะนำร่างของน้องชายขึ้นเมรุ ระหว่างทางตนเกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน อีกทั้งเมื่อทราบว่าเพื่อน ๆ ของน้องชายมีการเบิ้ลเครื่องเพื่อส่งผู้ตายเป็นครั้งสุดท้ายนั้น ตอนแรกตนก็ไม่อยากให้ทำ แต่หลังจากเพื่อนของน้องชายเบิ้ลเครื่องยนต์จบไม่ถึง 5 นาที ตนก็หันไปตะโกนว่าต้องการให้มีการเบิ้ลเครื่องรถอีก และเสียงดังมากกว่านี้อีก ขณะนั้นตนรู้สึกแปลกประหลาดมาก กระทั่งต้องบอกให้สามีนำลูกออกห่างจากตัว

ต่อมา เมื่อมีการเปิดหน้าศพให้ญาติได้อำลาเป็นครั้งสุดท้าย ตนก็ยิ่งรู้สึกใจสั่น และระหว่างนั้นได้กลิ่นแปลก ๆ และอึดใจต่อมาตนจึงตะโกนว่า “ไม่ไป” ขณะนั้นยอมรับว่ารู้สึกตัว แต่ควบคุมร่างกายไม่ได้ มือและเท้าชาไปหมด

หลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น ยอมรับว่ารู้สึกกลัว และพยายามทำใจไม่ให้คิดถึงน้องชาย

ด้าน คุณเจริญ เปิดเผยว่า ตนตั้งใจจะฌาปนกิจลูกชาย แต่กลับเกิดเหตุการณ์ประหลาดขึ้นกับลูกสาวของตน ก่อนที่จะนำร่างของลูกชายขึ้นสู่เมรุ โดยพบว่าลูกสาวมีอาการผิดแปลกไป และมีลักษณะนิสัยคล้ายลูชาย ทั้งที่ลูกสาวของตนเป็นคนเรียบร้อย ขี้อาย สุขภาพร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง ตนจึงเชื่อว่า ณ ขณะนั้นอาจเป็นลูกชายของตนเองซึ่งมาเรียกร้องความเป็นธรรม ญาติจึงตัดสินใจนำศพของลูกชายออกจากเมรุ

ขณะนี้ตนเก็บร่างของลูกชายไว้ที่วัด เพื่อเรียกร้องความยุติธรรม และจะเผาจนกว่าคดีจะเกิดความโปร่งใส ตนยังคงเชื่อในระบบยุติธรรม เพียงแต่ที่ผ่านมา เรื่องราวก็เริ่มมีความผิดปกติขึ้นเรื่อย ๆ อีกทั้งเจ้าหน้าที่ยังไม่มีการชี้แจงข้องสงสัยของญาติกลับมาแม้แต่น้อย

รายการต่างคนต่างคิด ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์อมรินทร์ ทีวี ช่อง 34 เวลา 18.50 น.

โดย คุณเจริญ กล่าวอีกว่า หลังจากที่คนร้ายเดินทางมามอบตัว กระทั่งได้รับการประกันตัว ฝ่ายญาติไม่ทราบเรื่องที่เกิดขึ้นแม้แต่น้อย แม้แต่หน้าตาของผู้ต้องหาก็ยังไม่ทราบ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ไม่ได้แจ้งแก่ครอบครัว ทั้งที่เจ้าหน้าที่ก็เดินทางมาที่งานศพของลูกชายตน

นอกจากนี้ ทราบว่า มีผู้ก่อเหตุมากกว่า 1 คน เนื่องจากพบว่ามีประจักษ์พยานผู้เห็นเหตุการณ์ อีกทั้งยังทราบว่า เรื่องดังกล่าวนี้อาจมีคนมีสีเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่กลับพบว่า จากข่าวที่นำเสนอออกไป ผู้ที่เดินทางมามอบตัวไม่ยอมบอกยศตำแหน่ง ใช้เพียงคำว่า นาย ทำให้ตนเห็นว่าคดีของลูกชายเริ่มมีอะไรแปลกขึ้นเรื่อย ๆ

นอกจากนี้ ประจักษ์พยานรายเดียวกันนี้ ได้เล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ตนฟังตั้งแต่ต้นจนจบ โดยให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า รถของผู้ก่อเหตุทั้งมีด้วยกัน 2 คัน โดยคนร้ายยิงปืนออกมาจากในรถ ขณะนั้นรถของลูกตนยังไม่ทันจะดับเครื่องเลยด้วยซ้ำ

ซึ่งข้อมูลที่ตนได้จากพยานดังกล่าว ตนได้อัดเสียงไว้ใช้เป็นหลักฐานเรียบร้อยแล้ว

คุณชัยณรงค์ ปิลวาสน์ ญาติผู้เสียชีวิต

ซึ่ง คุณชัยณรงค์ กล่าวอีกว่า ผู้ต้องหาที่มามอบตัวนั้น ปฏิเสธข้อกล่าวหา อีกทั้งปืนที่นำมามอบแก่เจ้าหน้าที่นั้นก็มีลักษณะไม่ตรงกับปลอกกระสุนที่พบในที่เกิดเหตุ ตนจึงคาดว่าหากเรื่องนี้มีการดำเนินคดีไปถึงศาล ผู้ต้องหาอาจจะหลุดคดีความได้โดยง่าย ส่วนหลานชายของตนก็ต้องตายฟรี

อีกทั้งเมื่อครอบครัวพยายามไถ่ถามความคืบหน้าของคดี เจ้าหน้าที่ก็ไม่ยอมบอกรายละเอียดอะไรกลับมา แจ้งเพียงว่า ดำเนินการอยู่ ทำนั้น

คุณมะลิวรรณ อาพนม ภรรยาผู้เสียชีวิต

ด้าน คุณมะลิวรรณ ก่อนเกิดเหตุ ประมาณ 20.00 – 21.00 น. แฟนตนออกจากบ้านไปโดยอ้างว่าจะไปลองรถจักรยานยนต์ ตนก็ไม่ได้ผิดสังเกตอะไร เนื่องจากแฟนทำธุรกิจซ่อมรถจักรยานยนต์ จึงมักนำรถจักรยานยนต์ออกไปลองเป็นประจำ กระทั่งมาทราบจากเพื่อนอีกทีว่าแฟนตนเสียชีวิตแล้ว

โดยหลังเกิดเหตุ ตนเห็นบาดแผลที่ขมับของแฟนแล้ว จึงรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่โหดร้ายอย่างมาก

คุณรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม

ด้าน ทนายรณณรงค์ แสดงความคิดเห็นว่า คดีดังกล่าวนี้ หากพบว่ามีพยานหรือหลักฐานเพิ่มเติม ญาติของผู้เสียหายควรรีบแจ้งให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเพิ่มเติม ซึ่งหากเจ้าหน้าสืบทราบว่าเหตุดังกล่าวเป็นการเตรียมการเพื่อมายิงผู้ตาย ก็จะสามารถดำเนินคดีกับบุคคลภายในรถได้ อีกทั้งยังจะต้องสืบว่า มีการวางแผนหรือแบ่งหน้าที่กันด้วยหรือไม่

ส่วนเรื่องดับไฟ และภาพในกล้องวงจรปิดนั้น แม้ว่าภาพบริเวณจุดเกิดเหตุอาจจะบันทึกได้ไม่ชัดหรือขาดหายไป แต่ก็ยังมีภาพในมุมอื่นให้เจ้าหน้าที่สามารถสืบทราบได้อยู่แล้ว

ซึ่ง คุณมะลิวรรณ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า หลังเกิดเรื่อง เจ้าหน้าที่ตำรวจก็เรียกสอบแต่พยานฝั่งผู้ตาย แทบไม่ได้เรียกพยานฝั่งผู้ก่อเหตุมาให้ข้อมูล

อีกทั้ง ทนายรณณรงค์ กล่าวต่อว่า คดีดังกล่าวนี้เจ้าหน้าที่ควรสอบพยานเพิ่มเติม แต่หากครอบครัวของผู้เสียหายไม่มั่นใจในการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ ก็สามารถเดินทางไปเรียกร้องให้กองปราบฯ เข้ามาดูแลได้

ตนก็เห็นว่าเรื่องนี้แปลก เนื่องจากปกติแล้ว หากเกิดคดีกับลูกของนักการเมืองท้องถิ่น เจ้าหน้าที่ก็มักจะรีบช่วยเหลืออยู่แล้ว แต่ทั้งนี้ หากไม่มั่นใจในความปลอดภัยของพยานก็สามารถนำไปสอบสวนที่กองปราบฯ หรือนำตัวไปสอบสวนที่โรงพักอื่นได้ หากมีคำสั่งจากเบื้องบน

สุดท้าย คุณเจริญ กล่าวว่า ตนก็ต้องการให้เจ้าหน้าที่กองปราบช่วยติดตามดำเนินคดีของลูกชายตน เพราะไม่มั่นใจการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจในท้องที่อีกแล้ว

keyboard_arrow_up