“ชูวิทย์” พ้นคุก เผย “พุทธอิสระ” หลบหน้าตลอด – ลูกชายภูมิใจ พ่อรับผิด วางแผนเที่ยวทะเล

วันที่ 21 ก.ค. 61 นายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ อดีตหัวหน้าพรรครักประเทศไทย ได้รับการปล่อยตัวออกจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร หลังครบกำหนดโทษ 1 เดือน ตามคำพิพากษา ของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางเมือง ในคดีแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินเป็นเท็จ

นายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ ได้รับการปล่อยตัวออกจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร

นายชูวิทย์ ได้ทักทายผู้สื่อข่าวด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม พร้อมเปิดเผยว่า ตลอดระยะ 1 เดือนที่ผ่านมา ตนขอขอบคุณ ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร, ผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชทัณฑ์ และอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ซึ่งทำให้กรมราชทัณฑ์ได้เปลี่ยนไป ขอชื่นชมในเรื่องความสะอาดและเป็นระเบียบเรียบร้อยมากขึ้น

นายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ อดีตหัวหน้าพรรครักประเทศไทย

ส่วนในเรื่องอนาคตของตนที่จะกลับไปทำงานในแวดวงสื่ออีกครั้งหรือไม่นั้น คงจะได้ทราบในวันจันทร์นี้ ถ้ามีโอกาส ตนก็อยากจะกลับไปทำหน้าที่อีกครั้ง ซึ่งก็รู้สึกเสียดายเหมือนกันที่ไม่ได้ไปทำหน้าที่ในช่วงสถานการณ์ถ้ำหลวง จ.เชียงราย เบื้องต้น ตนอาจจะขอไปพักผ่อนก่อน เพราะ 1 เดือนที่ดูงานมา ตนก็รู้สึกเหนื่อย แต่ทั้งนี้ตนเคยติดคุกมาแล้ว 3 ครั้ง ครั้งนี้จึงถือเป็นปกติ สำหรับเรื่องสุขภาพร่างกายก็ค่อนข้างดี เพราะได้กินนอน ค่อนข้างเป็นเวลา ได้ออกกำลังกาย เช่นเดียวกับผู้ต้องขังคนอื่นๆ ซึ่งการถูกคุมขังครั้งนี้ ตนก็ไม่ได้รู้สึกแตกต่างกับครั้งที่ผ่านมานัก

นอกจากนี้ นายชูวิทย์ ยังกล่าวถึงอดีตพระพุทธะอิสระด้วยว่า ไม่ต้องกลัวตน หากไม่สบายก็ต้องหาหมอ พอเห็นตนก็หลบไม่กล้าที่จะออกมาเจอ ทั้งที่การอยู่ข้างในห้องคุมขัง ศักดิ์ศรีเสมอกันทุกอย่าง ใครจะเคยเป็นรัฐมนตรี ด็อกเตอร์ หรือพระผู้ใหญ่ พออยู่ข้างในก็เป็นนักโทษทุกคน
ทั้งนี้ นายชูวิทย์ ยังระบุว่า สำหรับคดีนี้ ศาลให้เลือกว่าจะสารภาพหรือปฏิเสธ ตนก็เลือกที่จะรับสารภาพ เพราะตนคิดว่าหากสู้ก็ติดคุกแน่ แต่ถ้าแพ้ขึ้นมา ก็อาจจะส่งผลให้ต้องติดคุกนาน เรื่องบัญชีทรัพย์สินของตน เนื่องด้วยเป็นคนที่มีทรัพย์สินเยอะ การยื่นบัญชีทีพย์สินก็อาจจะเกิดความผิดพลาดได้ ฉะนั้น คนเรารู้ตัวดีว่าทำผิดหรือถูก ถ้าจะทำให้กระบวนการยุติธรรมง่ายขึ้นก็เพียงแค่ยอมรับผิด เมื่อท่านรับผิด โทษที่ต้องได้รับก็ลดเหลือกึ่งหนึ่ง
นายชูวิทย์ บอกด้วยว่า วันนี้ตนอยากที่จะไปทานอาหารทะเล หรือสูดอากาศบริสุทธิ์ เพราะอากาศด้านในห้องคุมขังนั้นค่อนข้างที่จะอึดอัด

นายต้นตระกูล กมลวิศิษฎ์ หรือต้น ลูกชายคนโตของนายชูวิทย์

ขณะเดียวกัน นายต้นตระกูล กมลวิศิษฎ์ หรือต้น ลูกชายคนโตของนายชูวิทย์ เผยว่า ตนภูมิใจทุกครั้งที่คุณพ่อตนยอมรับผิด และขอให้ภายหลังจากนี้ไม่ต้องกลับเข้าไปจำคุกอีก ซึ่งเมื่อคุณพ่อได้ออกมาแล้ว ก็มีประสงค์ว่าอยากไปทะเลและเมืองที่มีอากาศหนาว ตนจึงคาดว่าอาจจะพาไปพักผ่อนที่ต่างประเทศ

keyboard_arrow_up