“ครูหยุย” ชี้ สั่งย้าย ครูข่มขืนเด็กไม่ใช่การลงโทษ จ่อแก้ กม.เอาผิดเพิ่ม 2 เท่า

วันที่ 20 ก.ค. 61 นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ หรือ ครูหยุย กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก สะท้อนเรื่องครูโรงเรียนแห่งหนึ่ง ย่านคลองเตย กรุงเทพมหานคร มีพฤติกรรมก่อเหตุข่มขืนกระทำชำนักเรียนในโรงเรียน กว่า 20 คน นานกว่า 4 ปี แม้ตลอดระยะเวลาจะมีการร้องเรียนถึงพฤติกรรมของครูคนนี้จนตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัย แต่ครูคนดังกล่าวก็ยังกลับมาทำงานตามปกตินั้น ครูหยุยมองว่า การกระทำดังกล่าวถือเป็นการกระทำที่รุนแรงมาก เนื่องจากการข่มขืนเป็นเรื่องรุนแรงอยู่แล้ว โดยเฉพาะการกระทำต่อเด็ก และกระทำโดยคนใกล้ชิด เช่น พ่อแม่ข่มขืนลูก ครูข่มขืนลูกศิษย์ โดยการกระทำดังกล่าวทำให้วิชาชีพครูได้รับผลกระทบด้วยเนื่องจากเป็นเรื่องที่รุนแรง เป็นหลักปฏิบัติที่โลกทั้งโลกยอมกันไม่ได้และมีโทษทางกฎหมายที่รุนแรงมาก ยิ่งถ้าหากเป็นข้าราชการ หรือคนใกล้ชิดกับเด็ก ศาลมักจะตัดสินโทษหนัก

นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ หรือ ครูหยุย กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก

สำหรับก่อนหน้านี้ที่มีการสั่งย้ายครูพละคนดังกล่าวนั้น นายวัลลภ กล่าวว่า การสั่งย้ายไม่ใช่บทลงโทษ เป็นเพียงมาตรการแรกของระบบราชการ โดยหากมีบุคคลถูกร้องเรียนโดยที่ยังไม่ได้มีการตรวจสอบว่ากระทำผิดจริงหรือไม่ จะมีมาตรการที่ต้องดำเนินการทันทีคือตั้งกรรมการสอบสวน ซึ่งการตั้งกรรมการสอบเพียงอย่างเดียวอาจจะถูกมองว่าไม่ยุติธรรมนักสำหรับผู้ถูกกระทำ จึงมีการให้ออกจากพื้นที่นั้น ซึ่งหากเป็นการร้องเรียนเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศ การย้ายมักจะไม่ใช่ย้ายไปอยู่สถานศึกษาอื่น แต่จะเป็นการให้ย้ายไปอยู่สำนักงานต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม ก็มีการเปิดให้เจ้าทุกข์สามารถร้องทุกข์ดำเนินคดีทางอาญาได้ ซึ่งระหว่างนี้ผู้ถูกร้องเรียนก็มีสิทธิ์ที่จะต่อสู้คดี แต่หากศาลตัดสินว่ากระทำผิดจริงและถูกจำคุกจะถือว่าพ้นจากราชการทันที

ครูผู้ก่อเหตุ

สำหรับทางออกของเรื่องที่เกิดขึ้น นายวัลลภ กล่าวว่า เรื่องคนใกล้ชิดล่วงละเมิดเด็กเป็นเรื่องที่มีมานานในสังคม จึงมีการพยายามให้พ่อแม่เป็นผู้เลี้ยงดูเด็กตั้งแต่ยังเล็ก เนื่องจากพ่อแม่ที่เลี้ยงดูเด็กมาตั้งแต่ยังเล็กมักจะไม่ละเมิดลูกตนเอง แต่ผู้ที่ละเมิดจะเป็นคนที่ไม่ได้เลี้ยงมาตั้งแต่เด็ก หรือเคยมีประวัติติดคุก ติดยาเสพติด ซึ่งครูก็เป็นอีกคนที่ใกล้ชิดกับเด็ก จึงมีการเพิ่มโทษผู้กระทำผิดต่อเด็กให้หนักขึ้น โดยขณะนี้กำลังมีการขอแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 276 และมาตรา 277 เรื่องการละเมิด โดยหากเป็นการล่วงละเมิดต่อเด็กหรือคนพิการโทษจะหนักขึ้น 2 เท่า

เมื่อถามว่าสถานศึกษาควรมีมาตรการป้องกันอย่างไรไม่ให้เกิดเหตุครูล่วงละเมิดเด็กอีก นายวัลลภ กล่าวว่า ตนมองว่ากระทรวงศึกษาธิการควรเด็ดขาดกว่านี้ โดยกระทรวงควรระบุมาตรการหากมีการร้องเรียนเกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศ นอกจากจะตั้งพนักงานสอบแล้วต้องมีการหาทางฟ้องร้องทางอาญาอีกด้วยเพื่อให้รวดเร็วขึ้น เพราะบางครั้งพ่อแม่เด็กอาจไม่ต้องการที่จะฟ้องร้องเอง อย่างไรก็ตามก็ต้องมีมาตรการที่ให้ความเป็นธรรมกับครูด้วย

keyboard_arrow_up