
แม้จะขึ้นชื่อว่า "โรคพิษสุนัขบ้า" แต่ความจริงแล้วสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นสุนัข แมว ค้างคาว ทั้งสัตว์เลี้ยงและสัตว์ป่า ต่างสามารถเป็นพาหะนำเชื้อ Rabies virus นี้ได้ทั้งสิ้น ความน่ากลัวของโรคนี้คือการเป็นภัยเงียบที่ค่อย ๆ ลุกลาม ในช่วงแรกผู้ได้รับเชื้ออาจยังรู้สึกสบายดี บาดแผลภายนอกอาจเล็กนิดเดียวหรือหายสนิทจนทำให้ชะล่าใจ แต่เมื่อใดที่เชื้อเข้าถึงระบบประสาทจนเริ่มแสดงอาการ โรคจะมีความรุนแรงสูงและนำไปสู่การเสียชีวิตได้โดยยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด
แพทย์หญิงวรินทิพย์ มหาพสุธานนท์ อายุรแพทย์โรคติดเชื้อ โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล อธิบายว่า เชื้อพิษสุนัขบ้าสามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านน้ำลายของสัตว์ที่ติดเชื้อ โดยเฉพาะเมื่อสัมผัสกับบาดแผลหรือเยื่อบุต่าง ๆ เช่น ตา ปาก และจมูก ระยะฟักตัวของโรคพิษสุนัขบ้า โดยทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ 2–3 เดือน แต่อาจสั้นเพียง 1 สัปดาห์ หรือยาวนานได้ถึง 1 ปี ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่ได้รับเชื้อและปริมาณเชื้อที่เข้าสู่ร่างกาย เมื่อเริ่มเข้าสู่ระยะแสดงอาการ ในช่วงแรกจะมีสัญญาณคล้ายอาการเจ็บป่วยทั่วไป เช่น มีไข้ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย รู้สึกไม่สบายตัว และมักมีอาการเฉพาะคือ ปวด คัน แสบ ชา หรือรู้สึกเหมือนมีเข็มทิ่มบริเวณแผลเดิม แม้ว่าบาดแผลนั้นจะแผลหายดีแล้วก็ตาม
หลังจากนั้นเมื่อเชื้อเข้าสู่ระบบประสาทส่วนกลาง อาการจะรุนแรงขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบหลัก ได้แก่
แบบกระสับกระส่าย (Furious rabies) ที่ผู้ป่วยจะมีอาการกระวนกระวาย สับสน พฤติกรรมเปลี่ยน เห็นภาพหลอน น้ำลายไหลมาก กลืนลำบาก รวมถึงกลัวลมและกลัวน้ำ
แบบอัมพาต (Paralytic rabies) พบได้ประมาณ 20% ซึ่งสังเกตได้ยากกว่า ผู้ป่วยจะมีกล้ามเนื้ออ่อนแรง ลุกลามไปทั่วร่างกาย ในระยะรุนแรงอาจเข้าสู่ภาวะโคม่าได้ในที่สุด
อย่างไรก็ตาม เมื่อโรคเริ่มแสดงอาการแล้ว การรักษาจะทำได้ยาก ในปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาที่ได้ผลแน่นอน ผู้ป่วยจึงมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตสูง ดังนั้น หากมีประวัติสัมผัสสัตว์ที่อาจมีความเสี่ยง ไม่ควรรอให้เริ่มมีอาการก่อนจึงพบแพทย์
แพทย์หญิงวรินทิพย์ เน้นย้ำว่า การดูแลหลังถูกสัตว์กัดหรือข่วนควรรีบทำทันทีหลังเกิดเหตุโดยไม่ควรรอให้มีอาการผิดปกติ เพราะหากได้รับวัคซีนและการป้องกันอย่างเหมาะสมในช่วงที่โรคยังไม่แสดงอาการ จะสามารถหยุดยั้งเชื้อไม่ให้เข้าสู่ระบบประสาทและป้องกันการเกิดโรคได้
5 ข้อปฏิบัติทันทีเมื่อถูกสัตว์กัดหรือข่วน:
1.ล้างแผลทันที ด้วยสบู่และน้ำไหลให้ทั่วอย่างน้อย 15 นาที
2.ใส่สารฆ่าเชื้อ เช่น โพวิโดนไอโอดีน หลังทำความสะอาดแผล
3.ไปพบแพทย์โดยเร็ว เพื่อประเมินความเสี่ยงและรับการฉีดวัคซีน หรืออิมมูโนโกลบูลินตามคำแนะนำ
4.สังเกตอาการสัตว์ หากเป็นสุนัขหรือแมวให้กักดูอาการ 10 วัน แต่ ผู้ถูกกัดต้องไปพบแพทย์ทันที ไม่ต้องรอให้ครบ 10 วัน
5.แจ้งเจ้าหน้าที่ หากสัตว์มีอาการผิดปกติ ป่วย หรือตายในระหว่างกักตัว
นอกจากนี้ การป้องกันในชีวิตประจำวันยังเป็นสิ่งสำคัญ เริ่มจากการนำสัตว์เลี้ยงไปรับวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าเป็นประจำ หลีกเลี่ยงการสัมผัสหรือเข้าใกล้สัตว์ที่ไม่รู้จัก สัตว์จรจัด หรือสัตว์ป่า สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสูงจากการทำงานหรือการเดินทาง สามารถเข้าพบแพทย์ เพื่อฉีดวัคซีนป้องกันล่วงหน้าได้ ทั้งนี้ แม้จะเคยรับวัคซีนล่วงหน้ามาแล้ว หากถูกสัตว์เสี่ยงกัดหรือข่วนในภายหลัง ก็ยังจำเป็นต้องไปพบแพทย์เพื่อรับการประเมินและฉีดวัคซีนกระตุ้นตามเหมาะสมทุกครั้ง
Advertisement