
คางทูม ระบาดใน วัยรุ่น-วัยทำงาน ถ้ามี 3 อาการดังนี้ให้สงสัยเลยว่าเป็น วัคซีนป้องกัน ฉีดยังไง กี่เข็ม รับมือติดเชื้อเป็นกลุ่มก้อน
พบผู้ป่วยโรคคางทูมเพิ่มมากขึ้น โดยปกติในแต่ละปีจะพบผู้ป่วยโรคคางทูมในเด็กเล็กเป็นส่วนใหญ่ แต่ในปีนี้พบว่าผู้ป่วยจำนวนมากอยู่ในช่วงวัยรุ่น และวัยผู้ใหญ่ตอนต้น ซึ่งสะท้อนถึงความจำเป็นในการเฝ้าระวังและดูแลกลุ่มอายุเหล่านี้มากขึ้น แม้อาการจะไม่รุนแรง แต่แพร่กระจายง่าย แนวโน้มเกิดการระบาดเป็นกลุ่มก้อน
กรมควบคุมโรค แนะนำประชาชนเฝ้าระวังอาการ ป้องกันตนเอง และเข้ารับวัคซีนให้ครบตามเกณฑ์ เพื่อลดความเสี่ยงการแพร่ระบาดของโรคในชุมชน
โรคคางทูม เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่ติดต่อได้ง่าย พบได้บ่อยในเด็กและวัยรุ่น แต่ผู้ใหญ่ก็สามารถป่วยได้ สาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัสคางทูม ซึ่งอยู่ในกลุ่ม Paramyxovirus
ลักษณะเด่นของโรคนี้คือ แก้มบวม + มีไข้ + ปวดเคี้ยว ใครมี 3 อาการนี้ให้สงสัยไว้ก่อนว่าอาจเป็นคางทูม
โรคคางทูมติดต่อผ่านทางละอองฝอยจากน้ำลาย น้ำมูก หรือเสมหะ เช่น การไอ จาม พูดใกล้ชิด การใช้แก้วน้ำ ช้อน หรือของใช้ร่วมกับผู้ป่วย การสัมผัสสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อแล้วนำมือมาสัมผัสปากหรือจมูก
ผู้ป่วยสามารถแพร่เชื้อได้ตั้งแต่ประมาณ 1 ถึง 2 วันก่อนมีอาการบวม และแพร่เชื้อได้ต่อเนื่องราว 5 วันหลังเริ่มมีอาการ
การป้องกันที่ได้ผลดีที่สุดคือการฉีดวัคซีน MMR (หัด–คางทูม–หัดเยอรมัน) ให้ครบตามเกณฑ์
เด็กควรได้รับวัคซีนอย่างน้อย 2 เข็ม โดย เข็มที่ 1 อายุ 9 เดือน / เข็มที่ 2 อายุ 1 ปี 6 เดือน ตามแผนสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค
วัยรุ่นและผู้ใหญ่ที่ไม่เคยฉีดหรือไม่ทราบประวัติการฉีด แนะนำให้รับวัคซีน 2 เข็ม ห่างกันอย่างน้อย 4 สัปดาห์
แนะนำกลุ่มที่ควรรับวัคซีนคือ นักเรียน นักศึกษา บุคลากรสาธารณสุข ผู้ทำงานหรืออยู่รวมกันเป็นกลุ่ม สามารถเข้ารับวัคซีนที่ โรงพยาบาลของรัฐ โรงพยาบาลเอกชน คลินิกเวชกรรม สถานพยาบาลของรัฐใกล้บ้าน (บางแห่งมีบริการฟรีตามสิทธิ)
หลังฉีดอาจมีไข้ต่ำ ๆ ปวด บวม แดงบริเวณที่ฉีด (หายได้เอง) ข้อควรระวัง สำหรับหญิงตั้งครรภ์ห้ามฉีด (ควรเว้นอย่างน้อย 1 เดือนก่อนตั้งครรภ์) ผู้ที่มีไข้หรือป่วยรุนแรง ควรเลื่อนการฉีดออกไป
ป้องกันโรคคางทูมและภาวะแทรกซ้อนรุนแรง ลดการแพร่เชื้อในโรงเรียน ชุมชน และครอบครัว นอกจากนี้ ขอแนะนำให้ประชาชนดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคล ล้างมือบ่อย ๆ หลีกเลี่ยงการใช้ของร่วมกับผู้อื่น และหากพบว่ามีอาการเข้าข่ายโรคคางทูม ควรรีบพบแพทย์ และแยกตนเองจากผู้อื่นอย่างน้อย 5 วันหลังเริ่มมีอาการบวม เพื่อลดการแพร่เชื้อในครอบครัว โรงเรียน และชุมชน
Advertisement