
โรคอ่อนเพลียเรื้อรัง คืออะไร ทำไมพักเท่าไรก็ไม่หายเหนื่อย อย่ามองเป็นเรื่องเล็กหายเองได้ เสี่ยงกระทบสุขภาพทั้งระยะสั้นและระยะยาว
หลายคนเคยรู้สึกเหนื่อยล้า หมดแรง เบื่อหน่าย แม้จะนอนครบชั่วโมงหรือหยุดพักแล้ว แต่เมื่อพักผ่อนสักระยะ อาการก็มักจะดีขึ้นและกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ อย่างไรก็ตาม มีคนจำนวนไม่น้อยที่ “เหนื่อยไม่หาย” อาการอ่อนเพลียอยู่กับตัวเป็นเดือน เป็นปี และเริ่มกระทบต่อการทำงาน การเรียน และคุณภาพชีวิต ภาวะนี้ในทางการแพทย์เรียกว่า “โรคอ่อนเพลียเรื้อรัง”
โรคอ่อนเพลียเรื้อรัง หรือ Chronic Fatigue Syndrome เป็นภาวะทางการแพทย์ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ไม่ใช่ความขี้เกียจ ไม่ใช่การคิดไปเอง และไม่ใช่ปัญหาทางจิตใจเพียงอย่างเดียว แต่เป็นความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับหลายระบบในร่างกาย ทั้งระบบประสาท ระบบภูมิคุ้มกัน และระบบพลังงานของเซลล์
โรคอ่อนเพลียเรื้อรัง มีชื่อทางการแพทย์ว่า Myalgic Encephalomyelitis หรือมักเรียกรวมว่า ME/CFS เป็นภาวะที่ผู้ป่วยมีอาการอ่อนเพลียอย่างรุนแรง ต่อเนื่องเกิน 6 เดือน และไม่สามารถอธิบายได้จากโรคอื่น เช่น โรคหัวใจ ไทรอยด์ผิดปกติ โลหิตจาง หรือโรคติดเชื้อรุนแรง
จุดสำคัญของโรคนี้คือ ความเหนื่อยล้าไม่ได้ดีขึ้นหลังพักผ่อน และการใช้พลังงานเพียงเล็กน้อย เช่น เดินนานขึ้น ทำงานบ้าน หรือคิดงานนาน ๆ อาจทำให้อาการแย่ลงอย่างมากในภายหลัง
องค์การแพทย์และสถาบันวิจัยหลายแห่งยืนยันว่า ME/CFS เป็นโรคจริง มีผลกระทบต่อสมองและร่างกายหลายระบบ ไม่ใช่ภาวะทางจิตใจล้วน ๆ
อาการของโรคอ่อนเพลียเรื้อรังไม่ได้มีเพียง “ความเหนื่อย” อย่างเดียว แต่เป็นกลุ่มอาการหลายด้านที่เกิดร่วมกัน อาการสำคัญที่สุดคือ อ่อนเพลียรุนแรงและเรื้อรัง ผู้ป่วยจะรู้สึกหมดแรง เหนื่อยง่ายกว่าคนทั่วไป ทำกิจกรรมที่เคยทำได้กลับทำไม่ได้ และอาการเป็นต่อเนื่องนานเกิน 6 เดือน
อาการแย่ลงหลังใช้พลังงาน หรือที่เรียกว่า Post-exertional malaise เป็นลักษณะเฉพาะของโรคนี้ แม้ใช้พลังงานเพียงเล็กน้อย เช่น เดินขึ้นบันได คุยงานนาน ๆ หรือออกกำลังกายเบา ๆ ก็อาจทำให้อาการทรุดหนักลงในอีกหลายชั่วโมงหรือหลายวันถัดมา
ผู้ป่วยจำนวนมากบอกว่านอนครบชั่วโมง แต่ตื่นมาแล้วยังรู้สึกเหมือนไม่ได้พัก บางคนมีปัญหานอนไม่หลับ หลับไม่ลึก หรือสะดุ้งตื่นบ่อย สมองล้า คิดช้า ความจำแย่ มีอาการที่เรียกกันว่า brain fog เช่น คิดอะไรไม่ออก สมาธิสั้น ลืมง่าย อ่านหรือฟังข้อมูลได้นานน้อยลง
อาการทางกายอื่น ๆ เช่น ปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ ปวดศีรษะ เจ็บคอ ต่อมน้ำเหลืองโต เวียนศีรษะ หน้ามืดเมื่อเปลี่ยนท่าทาง หรือไวต่อแสง เสียง และกลิ่น
จนถึงปัจจุบัน ยังไม่พบสาเหตุเดียวที่ชัดเจนของโรคอ่อนเพลียเรื้อรัง แต่มีหลักฐานว่ามีหลายปัจจัยทำงานร่วมกัน
* ระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ
งานวิจัยพบว่าผู้ป่วย ME/CFS หลายรายมีการอักเสบระดับต่ำในร่างกาย และการหลั่งสารภูมิคุ้มกันบางชนิดผิดปกติ
* ระบบประสาทอัตโนมัติไม่สมดุล
ส่งผลให้ควบคุมความดันโลหิต ชีพจร และการไหลเวียนเลือดได้ไม่ดี จึงเกิดอาการเวียนศีรษะ หน้ามืด เหนื่อยง่าย
* การสร้างพลังงานของเซลล์ผิดปกติ
มีข้อมูลว่าระบบไมโตคอนเดรีย ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานของเซลล์ ทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ทำให้ร่างกายฟื้นตัวช้า
* การติดเชื้อเป็นตัวกระตุ้น
ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งเริ่มมีอาการหลังติดเชื้อไวรัส เช่น Epstein-Barr virus หรือ COVID-19
ปัจจุบันยังไม่มีการตรวจเลือดหรือเอกซเรย์ที่ยืนยันโรคนี้ได้โดยตรง การวินิจฉัยอาศัยการซักประวัติ อาการ และการตรวจเพื่อคัดกรองโรคอื่น
แพทย์จะพิจารณาจากเกณฑ์หลัก เช่น
* มีอาการอ่อนเพลียรุนแรงนานเกิน 6 เดือน
* อาการแย่ลงหลังใช้พลังงาน
* นอนแล้วไม่สดชื่น
* มีปัญหาทางความคิดหรือเวียนศีรษะ
* หากเข้าเกณฑ์และไม่พบโรคอื่นอธิบายอาการได้ แพทย์จึงจะวินิจฉัยว่าเป็นโรคอ่อนเพลียเรื้อรัง
ปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด แต่สามารถดูแลและควบคุมอาการให้ดีขึ้นได้
แนวทางสำคัญคือ การบริหารพลังงานหรือ pacing คือการรู้ขีดจำกัดของตนเอง วางแผนกิจกรรม ไม่ฝืนร่างกาย และหลีกเลี่ยงการใช้พลังงานเกินจนเกิดอาการทรุด
รักษาตามอาการ เช่น ดูแลเรื่องการนอน การปวดกล้ามเนื้อ เวียนศีรษะ และสุขภาพจิต
การออกกำลังกายต้องระวัง แนวคิดการฝึกออกกำลังกายเพิ่มระดับทีละน้อยยังเป็นที่ถกเถียง เพราะผู้ป่วยจำนวนหนึ่งอาการแย่ลงหากฝืนออกแรง
ผู้ป่วยบางรายสามารถใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติหากควบคุมอาการได้ดี แต่บางรายมีอาการรุนแรงจนทำงานหรือใช้ชีวิตประจำวันได้จำกัด ส่งผลต่อรายได้ ความสัมพันธ์ และสุขภาพจิต
สิ่งสำคัญคือ การได้รับความเข้าใจจากครอบครัว ที่ทำงาน และสังคม เพราะโรคนี้มองไม่เห็นจากภายนอก แต่ส่งผลจริงต่อชีวิตผู้ป่วย
โรคอ่อนเพลียเรื้อรังไม่ใช่เรื่องเล็ก และไม่ใช่ความอ่อนแอของจิตใจ แต่เป็นภาวะทางการแพทย์ที่ซับซ้อน หากคุณหรือคนใกล้ตัวมีอาการเหนื่อยเรื้อรัง พักไม่หาย และใช้ชีวิตลำบาก ควรพบแพทย์เพื่อตรวจประเมินอย่างเหมาะสม การเข้าใจโรคอย่างถูกต้องคือก้าวแรกของการดูแลตัวเองอย่างปลอดภัยและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
รวบรวมข้อมูลจาก : ram-hosp.co.th/ kasemrad.co.th/ ncbi-nlm-nih-gov
Advertisement