“โรคอ้วน” น้ำหนักเกินมากเกินไป อันตรายกว่าที่คิด นำมาซึ่งโรคแพคเกจต่างๆ

แม้ปัจจุบันเทรนด์ออกกำลังกายจะมาแรง หลายคนหันมาเข้ายิม เล่นฟิสเนตมากขึ้น แต่ก็ใช่ว่า ปัญหาสุขภาพอย่าง “โรคอ้วน” จะหายไป และยังคงเป็นปัญหาที่แก้ยากสำหรับสังคมยุคนี้

เพราะมีงานวิจัยรองรับแล้วว่ายิ่งน้ำหนักเกินยิ่งอันตราย เพราะความอ้วน เป็นบ่อเกิดของโรคต่างๆ ตามมา ทั้งไขมันสูง คอเรสเตอรอล เบาหวาน ความดัน หัวใจ ปัญหาข้อเข่า ที่รับน้ำหนักมาเกินไปนั่นเอง

ถ้าน้ำหนักเกินมาตรฐาน ไปเพียงเล็กน้อยหรือประมาณ 3-5 กิโลกรัม ยังไม่ยากเกินไปที่จะพยายามลดน้ำหนักด้วยตนเอง แต่หากน้ำหนักเกินมาตรฐานโดยเอาความสูงและน้ำหนักมาหารกัน จนได้ค่า BMI เกิน 23-29 ถือว่าเป็นโรคอ้วน แต่ถ้าหากเกินกว่า 30 ถือว่าท่านกำลังอยู่ในภาวะโรคอ้วนที่มีระดับความรุนแรง และจะนำมาซึ่งโรคแพคเกจต่างๆ ตามมา   

ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการอ้วนเรื้อรังสะสมมานานปี ยากที่จะสามารถลดน้ำหนักได้ด้วยตัวเอง หากคุณอ้วนสะสมมาหลายปีในระดับ 24 กิโลกรัมขึ้นไปนั้น การลดน้ำหนักจึงเป็นเรื่องยากและอาจจะล้มเลิกเพราะท้อถอยหมดกำลังใจไปเสียก่อน

นพ.บุญเลิศ อิมราพร อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลเวชธานี มีข้อมูลในเรื่องนี้มาฝากกัน คุณหมอกล่าวว่า อย่าเพิ่งหมดกำลังใจถ้าคุณน้ำหนักมากเกินไป จริง ๆ ในทางการแพทย์มีตัวช่วยในเรื่องนี้ได้อย่างปลอดภัยไร้กังวล

วิธีดังกล่าวก็คือ การใส่ลูกบอลลูนเข้าไปในกระเพาะอาหาร เพื่อให้บอลลูนไปแชร์พื้นที่ในกระเพาะอาหาร ทำให้รับประทานอาหารได้น้อยลง และช่วยให้อิ่มเร็วขึ้น จากที่เคยทานข้าว 2 จานก็จะเหลือครึ่งจาน ซึ่งเป็นการรักษาที่ทันสมัยในต่างประเทศทั้งยุโรปและอเมริกา ใช้กันแพร่หลายมา 10 กว่าปีแล้ว

สำหรับประเทศไทยโดยเฉพาะ โรงพยาบาลเวชธานีทำการรักษาด้วยการใส่บอลลูนเพื่อลดน้ำหนักมาประมาณ 5 ปี มีผู้มาใช้บริการเกินกว่า 400 ราย ซึ่งทั้งหมดได้ผลดี

“ไม่ต้องมีการผ่าตัดให้เสียเลือดเนื้อหรือเปิดแผล แต่อย่างใด ใช้วิธีการส่องกล้องแล้วนำบอลลูนเข้าไปทางปาก แต่ต้องมีการนอนที่โรงพยาบาลประมาณ 2 วัน เพื่อดูอาการว่ามีการแพ้หรือไม่ ก่อนส่องกล้องจะให้กินยาเคลือบกระเพาะลดกรด หลังบอลลูนเข้าไปที่กระเพาะเรียบร้อย รอดูว่ามีการแพ้คลื่นไส้อาเจียนหรือไม่ เพื่อให้ร่างกายปรับตัวซึ่งส่วนใหญ่ก็มีอาการเพียงเล็กน้อย 1-2 วัน ก็สามารถกลับบ้านได้ โดยบอลลูนสามารถปรับขนาดเล็กใหญ่ได้ ” คุณหมอกล่าวอย่างใจเย็น

โดยหลังจากส่องกล้องในระยะ 5-7 วันแรก จะแนะนำให้คนไข้รับประทานอาหารเหลวๆ ก่อนเพื่อให้ย่อยง่าย หลังจากนั้นจึงรับประทานอาหารได้ตามปกติ สำหรับคนไข้ที่จะมาลดน้ำหนักด้วยวิธีดังกล่าว ส่วนใหญ่จะต้องมีน้ำหนักเกินน้ำหนักที่พอเหมาะ 20 กิโลกรัมขึ้นไป และมีความพยายามที่จะลดน้ำหนักด้วยตนเองมาหลายครั้งแต่ไม่ประสบความสำเร็จ

สำหรับบอลลูนนี้นำเข้าจากต่างประเทศ ทำจากซิลิโคนเพื่อใช้รักษาทางการแพทย์เท่านั้น อายุการใช้งาน 1 ปีจะต้องมาส่องกล้องนำออกมาเมื่อครบกำหนด และส่วนใหญ่ ผู้ที่รักษาด้วยวิธีการนี้ได้ผลแบบยั่งยืน

“คือแน่นอนว่าหลังจากที่นำเอาบอลลูนออกแล้ว คนไข้จะมีน้ำหนักขึ้นมาประมาณ 3-5 กิโลกรัมและในที่สุดน้ำหนักก็จะคงที่ เนื่องจากเริ่มเคยชินกับการกินที่น้อยลง เพราะกระเพาะหดตัว ถ้ากลับไปรับประทานเยอะ ๆ อีก จะรู้สึกอึดอัด ทนไม่ได้ จุกง่ายถ้ากินเยอะ ที่สำคัญคือคนไข้ไม่อยากกลับไปอ้วนอีก เพราะตอนที่อ้วนก่อนใส่บอลลูน ร่างกายจะมีโรคติดตัวมาทั้ง เบาหวาน ไขมัน ความดัน ปวดข้อปวดเข่า คนไข้จึงไม่อยากกลับไปทรมานเช่นนั้นอีก อาจมีการเผลอทานมากขึ้น พอเกินจากที่เคยลด 3-4 กิโลกรัม คนไข้จะเริ่มซีเรียส และมาตั้งใจคุมน้ำหนักให้เกือบคงที่ตอนที่มีบอลลูนอยู่ในกระเพาะ” คุณหมออธิบายให้เห็นภาพอย่างชัดเจน

ในส่วนของผู้ที่จะรักษาด้วยวิธีนี้ ไม่มีข้อจำกัดใดๆ สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ ออกกำลังกายได้ ว่ายน้ำได้ ดำน้ำได้ ขึ้นเครื่องบินได้ อายุ 20-70 ปี สามารถใช้วิธีการนี้ได้

ส่วนใหญ่ที่เข้ามารักษากับคุณหมอจะเป็นวัย 30 ปีขึ้นไป ยกเว้นเฉพาะคนที่เป็นโรคแผลในกระเพาะอาหารและผู้ที่ตั้งครรภ์เท่านั้น ค่ารักษาแต่ละครั้ง 1 แสนบาทขึ้นไป เนื่องจากอุปกรณ์ต่างๆต้องนำเข้าจากต่างประเทศโดยเฉพาะลูกบอลลูนซึ่งมีราคาพอสมควร

นพ.บุญเลิศ อิมราพร อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ รพ.เวชธานี
keyboard_arrow_up