7 สัญญาณเตือนว่าคนข้างๆ คุณอาจจะเข้าข่ายเป็น ‘โรคไบโพล่าร์’

สืบเนื่องจากกรณีที่ ดีเจเคนโด้ เกรียงไกรมาศ พจนสุนทร ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Kendo Photjanasuntorn โดยระบุว่า รีรันอีกรอบเรื่องพี่เสก ถือเป็นการทำความเข้าใจเรื่อง โรคไบโพลาร์ ทำไมพี่เสกไม่นอนพูดได้เรื่อยๆไม่หยุด #อาการของโรคล้วนๆครับ #เข้าใจไม่ได้เข้าข้าง ผมพูดเต็มปากว่าพี่เสกป่วยจริงเพราะได้โทรคุยกับทนายส่วนตัว แกรักษามาสามปี แต่ที่ยังไม่หายเพราะแกไม่มีวินัยในการรักษา ของพวกนี้ต้องพยายามมากพอสมควรยาครึ่งนึง จิตบำบัดครึ่งนึง พี่เสกแกไม่มีทั้ง 2 ยาก็ขาด วินัยก็ไม่มี (อ่านเพิ่มเติม : ขาดคนดูแล! ‘ดีเจเคนโด้’ บอกเข้าใจ ‘เสก โลโซ’ หลังเคยเผชิญ ‘ไบโพลาร์’ 6 ปี)

แน่นอนว่าเรื่องราวของโรคไบโพลาร์ หรืออาการอารมณ์แปรปรวนสองขั้ว นั้นไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับสังคมไทย และทั่วโลกเองก็มีผู้ป่วยจำนวนมากที่เผชิญกับภาวะอารมณ์ซึมเศร้า (major depressive episode) สลับกับช่วงที่อารมณ์ดีมากเกินปกติ (mania หรือ hypomania) สลับไปมาเช่นนี้อีกเป็นจำนวนมาก โดยจากข้อมูลพบว่าอัตราการเกิดโรคครั้งแรกพบบ่อยที่สุดที่ช่วงอายุ 15-19 ปี และรองลงมา คือ อายุ 20-24 ปี แถมกว่าครึ่งของผู้ป่วยจะมีอาการครั้งแรกก่อนอายุ 20 ปี

แม้จะเป็นโรคที่มีโอกาสรักษาให้หายได้ แต่ไบโพลาร์ถือว่าเป็นโรคที่มีอาการเรื้อรัง และมีโอกาสกลับเป็นซ้ำได้สูงถึง 70-90% หากผู้ป่วยขาดการรักษาอย่างต่อเนื่อง หรือขาดวินัยในการรักษาตัวเอง จึงนับได้ว่าเป็นโรคที่สร้างความกังวลในกับผู้ป่วยและคนที่ใกล้ชิดเป็นอย่างมาก ดังนั้นการที่สามารถรับรู้ความเสี่ยงที่เป็นโรคดังกล่าวได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น จะช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาให้เพิ่มขึ้นตามไปด้วย และสัญญาณที่สามารถบ่งบอกได้ว่าคนใกล้ตัวกำลังเผชิญกับอาการของโรคนี้อยู่ ก็สามารถสังเกตได้จากความผิดปกติดังนี้…

1. ผู้ป่วยมักมีอารมณ์ร่าเริง หรือมีความสุขมากเกินพอดี และมักมีอาการหงุดหงิดง่าย โดยอาการทั้งสองแบบนี้อาจเกิดขึ้นได้อย่างกะทันหัน โดยที่คนรอบข้างไม่ทันตั้งตัว และถ้าอาการเหล่านี้เกิดขึ้นติดต่อกันทุกวันอย่างน้อย 1 สัปดาห์ ให้ตั้งข้อสังเกตว่าผู้ป่วยอาจเข้าข่ายเป็นโรคไบโพล่าร์

2. มั่นใจในตนเองมากเกินพอดี โดยผู้ป่วยจะเชื่อมั่นว่าตนเองมีความสามารถมากเกินความเป็รจริง และมั่นใจว่าตนเองสำคัญมาก จนไม่ยอมคำแนะนำหรือการโต้เถียงของคนรอบข้าง และมักมีอาการจากข้อแรกร่วมด้วย

3. ผู้ป่วยจะมีความต้องการในการนอนลดลง โดยในผู้ป่วยบางรายอาจต้องการนอนเพียง 3 ชั่วโมงเท่านั้น

4. คิดเร็วทำเร็ว (flight of idea) แต่ทำไม่สำเร็จสักอย่าง เพราะผู้ป่วยมักคิดและลงมือทำในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ก่อนจะเริ่มคิดเรื่องอื่น และหันไปลงมือทำเรื่องใหม่ทันที โดยไม่สนใจว่าเรื่องแรกที่ทำอยู่เสร็จหรือยัง

5. เนื่องจากความคิดของผู้ป่วยที่เร็วกว่าปกติ จึงส่งผลต่อการพูดที่จะเร็วตามไปด้วย จนบางครั้งเร็วจนไม่อาจขัดจังหวะได้ และหากอยู่ในภาวะของข้อแรก อาการรุนแรงจะยิ่งรุนแรงขึ้นตามไปด้วย

6. ผู้ป่วยมักมีการตอบสนองต่อสิ่งเร้าได้ง่าย และไม่มีสมาธิอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้นานนัก

7. ความยับยั้งชั่งใจในการทำสิ่งต่างๆ ลดลงอย่างมาก โดยเฉพาะผู้ป่วยที่อยู่ในสภาวะ mania จะทำสิ่งต่างๆ ตามใจตัวเองอย่างที่ไม่มีให้สามารถห้ามได้

keyboard_arrow_up