หลู้ดิบ คืออะไร ทำไมกินแล้วจึงทำให้หนุ่มสุโขทัย “ติดเชื้อในกระแสเลือด-สูญเสียขา”

กลายเป็นประเด็นที่น่าสนใจอย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์ เมื่อหนุ่มผู้เคราะห์ร้ายชาวสุโขทัยรายหนึ่ง ได้เล่าว่า เมื่อช่วงสงกรานต์ ปี 2559 ตนได้กลับบ้านเกิด และได้ฉลองด้วยการกิน “หลู้ดิบ” จนเกิดอาการของติดเชื้อในการะแสเลือด จากนั้นอาการเริ่มทรุดหนัก โลหิตเป็นพิษ ไตวายเฉียบพลัน การหายใจล้มเหลว และผิวหนังอักเสบ และต้องสูญเสียขาไปทั้งสองข้าง เนื่องจากเชื้อไปรวมอยู่ที่ปลายเท้า ทำให้เกิดภาวะเนื้อตายมีลักษณะ ดำ แข็ง แห้ง ต้องใช้วิธีตัดขาออกอย่างเดียว ถึงจะหยุดการแพร่เชื้อได้

มาถึงตรงนี้ เชื่อว่าหลายคนคงเกิดความสงสัยว่า หลู้ ที่กำลังพูดถึงกันอยู่นี้คืออะไร และมีวิธีการทำอย่างไรบ้าง จากข้อมูลของ ศูนย์สนเทศภาคเหนือ สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ระบุว่า หลู้ เป็นอาหารประเภทดิบสดประเภทเดียวกับลาน และส้าจิ๊น ซึ่งใช้เครื่องปรุงเดียวกัน การทำหลู้นิยมใช้เลือดสดๆ ของหมู วัว หรือควาย ชาวล้านนานิยมใช้เลือดหมูในการทำมากกว่าเลือดวัวและควาย บางสูตรใช้น้ำเพลี้ย (กากอาหารที่ค้างในลำไส้ของวัวควาย) โดยนำเพี้ยสดๆ หรือต้มก่อนก็ได้ แทนน้ำเลือด เรียกว่า หลู้เพี้ย

สำหรับวิธีการทำนั้น เริ่มต้นจากการคั้นเลือดสดด้วยใบตะไคร้ เพื่อดับกลิ่นคาวเลือด จากนั้นใส่น้ำต้มซุป พริกลาบ น้ำกระเทียมดอง และน้ำต้มกะปิ ลงในชามเลือด คนให้เข้ากัน ใส่หมูสับ ใส่ไตหมู และมันหมู ลงในชามส่วนผสมให้เข้ากัน ตามด้วยใบมะนาว, ใบมะกรูด และตะไคร้ ที่ผ่านการทอดกรอบแล้ว รวมทั้งใสหอมแดงเจียว กระเทียมเจียว ผักไผ่ และผักชีต้นหอม คนให้เข้ากัน แล้วจึงใส่เครื่องในทอดกรอบลงไปตอนท้ายสุดเป็นอันเสร็จ

อย่างไรก็ตาม จากกรณีของหนุ่มสุโขทัยรายนี้พบว่ามีการเชื้อแบคทีเรีย สเตรปโตค็อกคัส ซูอิส หรือ โรคไข้หูดับ จากการกินเนื้อหมู และเลือดหมูดิบ ซึ่งมีอันตรายมาก และเมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายคน จะมีระยะฟักตัว 1-3 วัน จึงเริ่มป่วย โดยระยะแรกจะมีไข้สูง คลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะรุนแรง ปวดตามข้อ ต่อมาเชื้อจะเข้าสู่กระแสโลหิต ทำให้เยื่อหุ้มสมองอักเสบ อาจสูญเสียการได้ยิน ในรายที่มีอาการรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้

keyboard_arrow_up