Logo site Amarintv 34HD
อมรินทร์ทีวีแจกใหญ่ส่งท้ายปี ดูทั้งวันแจกทุกวันLogo Seagame2025Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
ลองขับ 1,7xx กม. Leapmotor C10 Style ยิ่งขับไกล ยิ่งเข้าใจว่าเจ๋งจริง

ลองขับ 1,7xx กม. Leapmotor C10 Style ยิ่งขับไกล ยิ่งเข้าใจว่าเจ๋งจริง

1 ม.ค. 69
11:56 น.
แชร์

การเดินทางยาวช่วงสิ้นปี 2568 รอบนี้ ถือเป็นการปิดปีที่สมบูรณ์แบบสุดๆ หลัง Leapmotor ให้เราใช้ตัว C10 Style ในการเดินทางไกลรอบนี้ เรียกว่าต้องการให้เราได้พิสูจน์จริงๆ จังๆ อีกครั้ง ว่าการใช้งานแบบยาวๆ เราจะยังยกให้มันเป็นรถที่ชื่นชอบที่สุดรุ่นหนึ่งในปีนี้ได้อยู่หรือเปล่า

ทดสอบหลายรอบ แต่รอบนี้ของจริง

Leapmotor C10 เป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่เราได้ทดสอบหลายรอบ ตั้งรุ่นทอปอย่างตัว Design ที่เราทดสอบตั้งแต่ช่วงเปิดตัว และยังได้ลองขับในรุ่น Style ซึ่งเป็นรุ่นรองที่เปิดตัวตามหลังกลับมา ใครอยากลองดูรีวิวแบบเป็น Series เราได้แปะคลิปไว้ด้านล่าง สามารถกดตามดูและจะเห็นถึงสิ่งต่างๆ ที่ทางเรารู้สึกหลังทดลองขับ ว่ามันพูดเหมือนกันแค่ไหนในการทดสอบแต่ละรอบ นั่นแสดงให้เห็นถึงความหนักแน่นถึงความรู้สึกหลังจากขับจริงๆ เพราะถึงได้ขับกี่ครั้ง เราก็ยังยืนยันเป็นคำเดียว

ทดสอบทางไกลช่วงหยุดยาวปีใหม่ 2568

รอบนี้ความพิเศษคือเราจะขับ Leapmotor C10 Style ปูพรมยาวระยะทางกว่า 2 พันกิโลเมตร จากนนทบุรี อุทัยธานี สู่เชียงใหม่ ปลายทางที่อ.ปาย แม่ฮ่องสอน และขากลับหวดรวดเดียวกลับสู่นนทบุรี เจอทุกเรื่องราวทั้งการขับขี่ Leapmotor C10 Style และเรื่องการชาร์จไฟในช่วงหยุดยาว

พร้อมแล้วเก็บกระเป๋าเดินทางทดสอบ Leapmotor C10 Style ไปกับบทความนี้ด้วยกันเลย เราออกเดินทางวันที่ 27 ธันวาคม 2568 จากนนทบุรีเป้าหมายแรกคือหุบป่าตาด จังหวัดอุทัยธานี ที่นี่ฉายาสวิตเซอร์แลนด์เมืองไทย ดินแดนที่ภูมิประเทศสวยงามแตกต่างจากที่เคยเห็นในบ้านเรา ตัวรถเริ่มออกเดินทางในขณะที่มีไฟฟ้าอยู่ที่ 87% กับระยะทางเป้าหมายข้างหน้า 220 กม. สำหรับสเปครถที่เคลมวิ่ง 477 กม./ชาร์จ NEDC เมื่อแบตเตอรีเต็ม มันไปถึงแน่นอน แต่เมื่อสำรวจในแอปพลิเคชันจะเห็นว่า พื้นทีจังหวัดอุทัยธานี กำแพงเพชรนั้น เหมือนจะมีจุดชาร์จน้อยและห่างกันมากๆ จึงควรชาร์จไฟเอาไว้ให้มากที่สุดเสมอหากจะไปเยือนจังหวัดเหล่านี้ครับ

เดินทางถึงจุดชาร์จแรก พีทีที สเตชัน สุพรรณธนแก๊ส ถนนสุพรรณบุรี - ชัยนาท ตรงจุดนี้เริ่มทำให้เรามองเห็นถึงความวุ่นวายในเรื่องคิวรอชาร์จลางๆ เนื่องจากในวันเดินทางที่ 27 ธันวาคมนั้น ตอนแรกเราประเมินว่าคนน่าจะยังไม่ได้ออกเดินทางเต็มรูปแบบ แต่เหมือนเราจะคาดการณ์ผิดไป เพราะเราต้องรอคิวชาร์จอยู่ราว 15 นาที แต่โชคดีที่ยังไม่มีคิวจองมา ทำให้เราสามารถนำรถเข้าชาร์จตรงจุดนี้ได้ยาว จนสามารถชาร์จไฟเข้าไปได้ถึง 98% (หลังจากเราเข้าชาร์จไม่มีรถมารอ) เพราะเราจำเป็นต้องใช้รถในจังหวัดปลายทาง อย่างที่บอกว่าชาร์จไฟให้ได้มากที่สุดดีกว่า

อุทัยธานี จุดหมายแรก ชิลๆ

เราเดินทางถึงที่พักแรกของเราในจังหวัดอุทัยธานีได้อย่างไม่อยากเย็น และยังมีเวลาที่จะออกไปขับรถเล่นถ่ายภาพสวยๆ แบบเวลาเหลือๆ การเดินทางไม้แรกถือว่าผ่านไปง่าย ไม่ได้มีอะไรผิดแปลก แต่สิ่งที่เราคาดคิดก็เป็นตามนั้น คาด เราไม่พบจุดชาร์จหลักๆ เลยระหว่างทางที่ขับเข้ามา ไม่นับที่ชาร์จตามที่พักหรือรีสอร์ทที่อาจมีบ้างแต่คงไม่สามารถใช้บริการได้หากไม่ได้เข้าพัก

Leapmotor C10 ยังเป็นรถที่ขับดีเหมือนในทุกครั้งที่สัมผัส แต่ก็ยังรอสำหรับการอัปเดทซอฟแวร์ให้ระบบรองรับการเชื่อมต่อ Android Auto และ Apple Carplay ต่อไป แต่คิดว่าอีกไม่นานเกินรอ เพราะรุ่นน้องอย่าง B10 ได้รับการอัปเดทเรียบร้อยแล้วในช่วงปลายปีนี้

การใช้รถ Leapmotor C10 ในการเดินทางต่างจังหวัด สิ่งที่เราพบคือ รถคันนี้กลายเป็นจุดสนใจไม่น้อยของผู้พบเห็น แม้ขณะจอดชาร์จที่จุดแรกเราก็พบเด็กวัยรุ่น เดินเข้ามาถ่ายรูปรถคันนี้ แต่จะบอกว่ามันเหมือนสองมุมก็ได้ มุมแรกคือดีไซน์รถอาจจะโดดเด่น แปลกตา แต่อีกมุมคือ Leapmotor C10 ยังเป็นรถที่ผู้คนไม่รู้จัก โดยเฉพาะคนนอกพื้นที่หัวเมืองใหญ่ ซึ่งถ้าเป็นเหตุผลหลังถือว่าเป็นโจทย์ที่ต้องรีบแก้ไข หากอยากได้ยอดขายต่อเนื่องและเติบโตขึ้นในปี 2569 โดยเฉพาะเรื่องของศูนย์บริการที่นอกจากจะมีตามหัวเมืองใหญ่ อาจต้องขยายไปสู่เมืองรองบ้างเช่นกัน

การขับรถยนต์ไฟฟ้าแบบไม่เร่งรีบ หรือเรียกง่ายๆ ขับรถเล่น มันค่อนข้างพิเศษกว่าในอดีตเยอะ การได้ใช้ Leapmotor C10 Style ขับเล่นในพื้นที่หุบป่าตาดนั้น มันค่อนข้างสร้างบรรยากาศที่โคตรดี ความเงียบของรถยนต์ไฟฟ้า การไหลลื่นแบบไม่มีรอบเคลื่อนยนต์ ทัศนวิสัยตัวรถที่โปร่ง ผมถือว่าจุดหมายแรกมันสามารถเติมเต็มการเดินทางได้อย่างยอดเยี่ยมไม่น้อย

เข้าวันที่ 2 เริ่มต้องเตรียมพร้อมกว่าเดิม

เช้าเข้าสู่วันที่ 2 ออกเดินทางต่อจากอุทัยธานีวิ่งเข้ากำแพงเพชรเพื่อมุ่งหน้าเข้าสู่ถนนหมายเลข 1 ในตอนนี้แบตเตอรี่เหลืออีกประมาณ 39% และอย่างที่บอกไปตอนต้นว่าจุดชาร์จแถบนี้หายากและห่างไกล ซึ่งเมื่อเราตรวจจุดชาร์จที่ไปถึงลำดับแรกๆ เราพบว่าแทบเป็นไม่ได้เลยที่จะได้ชาร์จเนื่องจากถูกจองเต็มจนคิวยาวถึงช่วงเย็นไปเรียบร้อยแล้ว เราจำเป็นต้องหักหัวเพื่อเข้าปั๊ม PT ขาเข้ากรุงเทพฯ แทนเพราะคิดแล้วว่าหากยังมุ่งขึ้นหน้าไปเรื่อยๆ เราอาจเสียงเวลามากกว่าเดิมที่อาจต้องรอคิวเป็นระยะเวลานาน

แต่อย่างไรก็ตามเราก็ประเมินผิดกันอีกเล็กน้อยอยู่เหมือนกัน เพราะสถานีชาร์จใน PT คลองขลุง แม้จะเป็นสถานีบริการน้ำมันฝั่งมุ่งหน้าขาเข้ากรุงเทพฯ แต่ปรากฎว่ามีรถรอชาร์จอยู่เช่นกัน โดยเป็นรถที่จะมุ่งหน้าขึ้นเหนือที่ตัดสินใจหักหัวกลัวมาชาร์จไฟฝั่งตรงข้ามเหมือนกันนั่นเอง อันนี้คือจุดที่ต้องยอมรับว่าการเดินทางไกลโดยเฉพาะช่วงเทศกาลนั้น เราจำเป็นต้องตัดสินใจให้ถูกต้อง และต้องเข้าใจต่อสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่ได้คาดคิด ไม่เช่นนั้นแล้ว ความเครียดอาจได้ถามหามากกว่าที่จะเป็นความสนุกกับทริปหรรษานั่นเอง

เราตัดสินใจรอ BYD Dolphin 2 ก่อนหน้าเราประมาณ 30 นาที ก่อนที่เราจะเริ่มชาร์จไฟอีก 35 นาที รวมเวลาเป็นราว 1 ชั่วโมง 5 นาที เราได้ไฟกลับมาที่ 75% ถือว่าไม่ได้ตามเป้าที่ต้องการ เนื่องจากปัจจัยต่างๆ ทำให้รถคันที่เราขับมารับไฟอยู่ราว 35-50 kW เท่านั้น เมื่อคิดว่าได้เวลาที่เหมาะสมแล้ว แล้วตัดสินเก็บสายชาร์จและเดินหน้าสู่ภาคเหนือกันต่อ

เส้นทางยาวสู่หางดง จ.เชียงใหม่

ไม้สองเป็นการขับแบบยาว ยาวจริงๆ ระยะทางกว่า 593 กิโลเมตร จากหุบป่าตาด จังหวัดอุทัยธานี มุ่งหน้าสู่อ.หางดง จ.เชียงใหม่ หลังออกจากจุดชาร์จแรกเพื่อเติมไฟให้รถที่จุดชาร์จแรก เราตัดสินใจจองคิวผ่านแอปพลิเคชันสำหรับจุดหมายหน้าคือที่ ปตท. สามเงา ที่อยู่ห่างออกไปราว 250 กิโลเมตร โดยการจองรอบนี้ได้ทำการจอง 2 คิวด้วยกัน แต่ไม่สามารถจองต่อกันได้เพราะมีคนจองล่วงหน้าก่อนเราแล้ว จึงตัดสินใจจองหัว A ก่อนจะสลับมาหัว B ในคิวต่อไป

ตลอดเส้นทางที่จะมุ่งหน้าสู่สถานีชาร์จต่อไป เป็นเส้นทางหลวงสลับกับเส้นทางชนบท คาดว่าเพราะเราให้ Google Map นำทาง จึงพาเราไปกับเส้นทางที่คิดว่าใช้เวลาน้อยที่สุด ถนนบางแห่งเล็กและเสียหาย มันยิ่งตอกย้ำว่าช่วงล่าง Leapmotor C10 มันปรับจูนออกมาได้ในระดับที่ดีในระดับของมัน ทางขรุขระที่ความเร็วต่ำทำได้นุ่มนวล คอสะพานถ้าไม่ได้เข้าเร็วจนเกินไปตัวรถเก็บทรงได้ค่อนข้างดี แต่ถ้าหวดเร็วๆ สัก 80-100 กม.ต่อชม. เจอคอสะพานแรงอาการเด้งก็มีอยู่บ้างเล็กน้อย

แผนที่นำทางเรามายังสถานีชาร์จได้อย่างถูกต้อง รอบนี้จองคิวเรียบร้อยสบายใจเรื่องจุดชาร์จไปได้ และเมื่อเราจัดการชาร์จรถเรียบร้อยก็พร้อมเดินทางกันต่อ หลังจากนี้จะเป็นถนนพหลโยธินยาวซึ่งจะมีชุดชาร์จตลอดเส้นทางหายห่วง แต่สิ่งที่นักเดินทางช่วงนี้กังวลน่าจะเป็นจำนวนรถยนต์ไฟฟ้าที่ออกเดินทางพร้อมๆ กันนี่แหละ เพราะจากที่สังเกตุเวลาขับผ่าน ทุกจุดชาร์จจะมีรอคิวอย่างน้อย 2-3 คันเป็นอย่างต่ำ การที่จะ walk-in เข้าไปเลยแทบเป็นไปได้ยากมาก

ถนนปิดซ่อมบำรุง ทำรถติดยาวหลายกม.

อุปสรรคยังไม่จบ เมื่อเราขับมาถึงแถว อ.เถิน มีการซ่อมผิวจราจรยาว และทราบมาว่ามีอุบัติเหตุข้างหน้า นอกจากแผนที่จะนำเราออกจากทางหลักแล้ว ยังพบว่าในทางรองมีเจ้าหน้าที่ตำรวจปิดเส้นทางเป็นระยะ เนื่องจากมีอุบัติเหตุซ้ำซ้อนหลายจุด ทำให้ระยะเวลาที่แผนที่คำนวณไว้ถูกเปลี่ยนไปเรื่อย ตามเส้นทางที่ตำรวจวางให้รถสัญจร

ซึ่งในแวบแรกของเรา คือเดชะบุญที่ตัดสินใจชาร์จไฟมาจนพอ ไม่มาลุ้นเอาดาบหน้า เพราะคิดแล้วน่าเป็นห่วงกับคนที่อาจหวังมาชาร์จไฟในบริเวณนี้ รวมถึงถ้าจองมาล่วงหน้าด้วยยิ่งงานเข้า เพราะถ้าต้องเกาะทางสายหลักเพื่อไปยังสถานีชาร์จแล้วละก่อนงานนี้ไม่สนุกแน่ ครั้นถ้าจะขับรถอ้อมตามคุณตำรวจแล้วเกิดไฟของรถเหลือน้อยเต็มทนก็จนหนทางได้เหมือนกัน แต่เอาเป็นว่า Leapmotor C10 ของเราเมื่อไฟมันมีประมาณ 80% มันก็แทบจะวิ่งได้ประมาณ 350 +- กม. จึงไม่น่าเป็นห่วงกับสถานการณ์นี้

เข้าภาคเหนือ กลิ่นควันคละคลุ้ง

โซนภาคเหนือถ้าใครไปบ่อยๆ ภาพจำหนีไม่พ้นคือกลุ่มควันจากการเผา ไม่ว่าจะเผาหญ้า เผาไม้ มีแต่เผา เผา เผา เรียกได้ว่าบางครั้งควันเต็มเมือง แต่มันทำให้เราสังเกต Leapmotor C10 คันที่เราใช้เดินทางมามันเก็บกลิ่นได้ดีมากๆ ไม่มีกลิ่นควันไฟเล็ดลอดเข้ามาภายในได้เลย ในขณะที่รถใหม่หลายๆ รุ่น ยังพอได้กลิ่นบางๆ อยู่บ้างที่เราเคยเจอ

เราเดินทางมาถึงหางดง จังหวัดเชียงใหม่ ในช่วงค่ำ ซึ่งที่พักเราอยู่ห่างจากจุดชาร์จไฟที่ใกล้สุดประมาณ 4.5 กม. และตามแผนคือหลังจากเช็กอินเข้าที่พักเสร็จช่วงกลางคืนจะนำรถออกไปชาร์จที่นั่น และปรากฎว่าแม้จะดึกดื่นแค่ไหน ในช่วงหยุดยาวยังไงซะก็มีรถจอดชาร์จเต็มอยู่ดี แต่รอบนี้เรารอไม่นานมาก หลังจากนั้นก็ว่างและสามารถชาร์จได้ยาวๆ ไม่มีปัญหา

ที่พักของเราในอำเภอหางดง ถือว่าตั้งอยู่ในพื้นที่ลึกห่างจากตัวเมืองเล็กน้อย จะว่าเปลี่ยวก็เปลี่ยว แต่ปากทางก็ยังมีร้านสะดวกซื้อ 24 ชม.อยู่ ซึ่งการขับรถยนต์ไฟฟ้าในเส้นทางแบบนี้ อย่างที่บอกไปมันได้ความเงียบ ความเนียนสุดๆ ยิ่งบรรยากาศระดับ 18-19 องศาแล้วด้วย แย้มกระจกขับได้ฟิลลิ่งสุดจริงๆ ถนนกลางคืนค่อนข้างมืด ซึ่งจุดนี้แสงสว่างจากไฟหน้า Leapmotor C10 ก็สอบผ่าน เห็นชัดตาแตกมากๆ แต่ก็ต้องบอกว่ารถคันนี้นั้นไม่ได้ติดฟิล์มมานะ กระจกเพียวๆ ร้อนจับใจช่วงเที่ยงๆ เลยละ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมอาจยังไม่ประทับใจมากนัก คือระบบไฟสูงอัตโนมัติที่ยังทำงานขัดๆ กับความรู้สึกอยู่บ้าง บางช่วงรู้สึกว่ามันมืดนะควรจะติดขึ้นมาแต่ก็เงียบ จนต้องเปิดเอง แต่ภาพรวมระบบนี้ก็ถือว่ายังรับได้ใช้งานได้ ถ้ามืดมากๆ สักพักมันก็จะทำงานขึ้นมา

ปาย กันต่อ แพลนของเรา คือไม่มีแพลน

ตื่นเช้ามาที่หางดง ก็ยัง งง งง ว่าไปต่อหรือพอแค่นี้ แล้วหักหัวกลับนนทบุรี แต่เหมือนหัวใจมันเรียกร้อง นี่เรากำลังขับรถที่เราชอบในปีที่ผ่านมาทั้งที เมื่อคิดได้แบบนั้นก็เลยตัดสินใจมุ่งหน้ากันต่อ รอบนี้เรียกว่าทดสอบแบบจริงๆ จังๆ ด้วยการเดินทางไปยังอ.ปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน กันเลยทีเดียว ระยะทางจากหางดงไปปายดูตัวเลขเหมือนไม่ไกล ราว 144 กิโลเมตร แต่ใช้ระยะเวลา 3 ชั่วโมงครึ่ง เพราะเป็นทางโค้งขึ้นเขาชันตลอดเส้นทาง

ปักหมุดมุ่งหน้าสู่ปั๊มตราดาว อ.แม่แตง หมุดหมายสุดท้ายของรถยนต์ไฟฟ้าก่อนเข้าสู่เส้นทางไปอ.ปาย เราขับรถมาถึงที่นี่ เจอชาวต่างชาติเดินเข้ามาเดินดูรถรอบๆ ท่าทีสนใจไม่น้อย น่าจะเพราะดีไซน์ที่ค่อนข้างแตกต่าง และตัวแบรนด์ที่ไม่แน่ใจว่าเขาเคยเห็นหรือยัง

มาถึงจุดชาร์จนี้เป็นตู้ ​PEA Volta และแน่นอนมีคิวรอ 2 ด้วยกัน ก็เลยได้มีเวลาพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับเพื่อนร่วมทาง 2 คนที่ขับขึ้นปายเป็นประจำ คนแรกใช้ MG4 เล่าให้ฟังว่าเขาใช้ไฟประมาณ 30% ในการขึ้นไป โดยวันนี้เขาชาร์จไฟถึงประมาณ 77% เท่านั้นและจะเดินทางไปต่อ ซึ่งไฟเท่านี้มันเพียงพอแน่นอนเนื่องจากขาลงจะใช้กำลังไฟน้อยกว่า เขาบอกแบบนี้

ส่วนอีกคนใช้ NETA V รถยนต์ไฟฟ้าในตำนาน พี่คนนี้เล่าว่าเมื่อสักปีก่อนเขาขับคันนี้ขึ้นปายใช้ไฟประมาณ 40% แต่มาช่วงหลังขยับไปเป็น 44% ก็เดาไม่ยากน่าจะมาจากการเสื่อมถอยของแบตเตอรี เพราะรถพี่เขาวิ่งไปแล้วกว่า 1.8 แสนกิโลเมตร แต่โดยรวมเขาบอกว่ายังใช้งานสบายไร้ปัญหา ว่าแล้วก็ขอตัวเดินทางต่อ คราวนี้ก็ถึงคิวที่เจ้า Leapmotor C10 จะได้เข้าชาร์จสักที เราตั้งเป้าอัดกำลังไฟถึงสัก 85% ถ้าไม่มีคนมารอคิว (สุดท้ายชาร์จไป 80% เพราะมีรถมารอคิว)

ขึ้นปาย กับรถยนต์ไฟฟ้า

โดยส่วนตัวเคยขับรถขึ้นปายมา 3 รอบเป็นรถสันดาปล้วนๆ แต่รอบนี้จะเป็นครั้งแรกที่เรามากับรถยนต์ไฟฟ้าอย่าง Leapmotor C10 รุ่น Style และมันกลายเป็นว่านี่คือการเปิดประสบการณ์แบบกระจ่างแจ้ง การขับรถยนต์ไฟฟ้ากับเส้นทางโค้งขึ้นเขา มันทำให้เส้นทปราบเซียนแบบนี้ในอดีตมันกลายเป็นของง่ายดายไปซะแล้ว

พละกำลัง Leapmotor C10 มาจากมอเตอร์ 218 แรงม้า แรงบิด 320 นิวตัน-เมตร ถ้าเทียบกับรถสันดาปถือว่าเยอะ แต่การที่รถยนต์ไฟฟ้าจะมีแรงบิดมาจากจุดหยุดนิ่งเลย มันยิ่งทำให้การขึ้นเขามันมีพละกำลังมาตั้งแต่ต้น ไม่ต้องกังวลเวลาคาเนิน หรือต้องตามคันหน้าที่ขับช้ามากๆ เราสามารถขับตามและรอจังหวะปลอดภัยเพื่อขับแซงขึ้นหน้าได้แบบสบาย

และสิ่งที่ยิ่งชอบเพราะการที่รถยนต์ไฟฟ้าไม่ได้ใช้เกียร์แบบมีอัตราทด มันทำให้ไม่มีการลากรอบทั้งเวลาขับขึ้นและขับลงเขาลาดชัน ใครบางคนอาจบอกว่ามันไม่มีสเน่ห์ แต่อยากให้ไปลองขับขึ้นลงเขากันดู แล้วจะรู้สึกว่าความสบายขณะขับมันเป็นอย่างไร ที่จริงแล้วเส้นทางปายมันไม่ได้โหด มันไม่ได้ยาก รถเครื่องเล็ก 1.0-1.2 ซีซี ก็ไปกันได้ แต่ความเหนื่อยมันไม่เท่ากัน เครื่องยิ่งเล็ก แรงยิ่งน้อย คนขับจะยิ่งเหนื่อย

และสถานการณ์ที่ทำให้ Leapmotor C10 ได้ใช้อุปกรณ์ที่รถรุ่นอื่นเริ่มไม่ค่อยให้มาอย่าง "ไฟตัดหมอก" ตอนเช้าวันรุ่งขึ้นหมอกลงจัดมากในปาย การเปิดไฟตัดหมอกทำให้ช่วยเพิ่มความปลอดภัยได้อีกมาก ใน C10 แม้คันนี้จะเป็นรุ่น Style ที่เป็นรุ่นเริ่มต้น แต่ก็ให้ไฟตัดหมอกมาทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ถือว่าให้มาครบเลยทีเดียว ต่างกับรถยนต์ไฟฟ้าส่วนมากที่มักไม่ติดตั้งไฟตัดหมอกมาให้แล้ว

ถึงยอดปาย ใช้ไฟไป 20%

Leapmotor C10 มันทำอัตราการใช้ไฟสำหรับขึ้นเขาได้ดีกว่าคาดแหะ หลังหักลบกลบหนี้เรียบร้อย มันใช้ไฟไปแค่ 20% เท่านั้น นั่นเท่ากับว่าอาจไม่จำเป็นต้องชาร์จที่ด้านบนนี้ก็ได้ ที่ปายมีสถานีชาร์จอยู่ 2 จุด จุดละ 2 หัวชาร์จด้วยกัน เราขับรถผ่านเวลาประมาณ 16.30 น. มีรถจอดรอชาร์จน่าจะ 7-8 คันได้ ถือว่ารอคิวกันยาวๆ ไปเลย ซึ่งเราตัดสินใจว่าจะไม่ชาร์จ หรืออาจตื่นเช้าหน่อยออกมาชาร์จก็ค่อยว่ากันพรุ่งนี้

ในเช้าวันรุ่งขึ้นนอกจากการตัดสินใจขับรถไปยังจุดชาร์จแล้ว ก็ยังตัดสินใจว่าเราจะขับ Leapmotor C10 คันนี้ กลับนนทบุรี กันแบบยิงยาวรวดเดียวกับระยะทาง 800 กม. ใช้ระยะเวลาไม่รวมชาร์จ 11 ชั่วโมง 20 นาที

บทสรุปหลังลองขับเป็นพันกิโลเมตร

การขับยาวๆ รอบนี้มันเปรียบเหมือนการใช้งานจริง ใช้ชีวิตอยู่กับเจ้า Leapmotor C10 คันนี้ มากกว่าอยู่ในที่พักด้วยซ้ำ สำหรับเราแล้ว Leapmotor C10 ก็ยังเป็นรถที่รู้สึกว่าถูกใจคันหนึ่งในปี 2568 ที่ได้ทดลองขับมา พละกำลังได้ ภายในกว้างขวาง เดินทางสบาย และช่วงล่างถือว่าเป็นอะไรที่ทำได้ดีกว่ารถยนต์จากประเทศจีนหลายรุ่น

อัตราการใช้ไฟ วิ่งทางไกลความเร็วเฉลี่ย 90-110 กม.ต่อชั่วโมง อยู่ประมาณ 14-16 kWh ต่อ 100 กม. ส่วนตอนขากลับขับค่อนข้างเร็วเนื่องจากเป็นการหวดรวดเดียวเลยขอทำเวลาสักนิด ทำให้การใช้ไฟเพิ่มเป็นประมาณ 18-17-18 kWh ต่อ 100 กม.

ในเรื่องของราคา เราต้องยอมรับว่าในรุ่น Design ที่เป็นรุ่นฟูลอุปกรณ์ ถือว่าตัวเลขอาจดูสูงไปนิดกับแบรนด์ใหม่ที่เข้ามาแบบยังไม่เป็นที่รู้จักในไทย คนที่จะตัดสินใจซื้อต้องมั่นใจมากๆ ส่วนในรุ่น Style ที่เรานำมาขับนั้น การตกแต่งดรอปลงไม่น้อย แต่สมรรถะไม่แตกต่าง แต่ราคาถูกลง ขึ้นอยู่กับคุณที่จะเลือกว่าพอใจมั้ยที่ระดับราคาเท่าไหร่ แต่ถ้าถามว่า Leapmotor C10 เป็นรถที่น่าสนใจไหม เราตอบได้แค่ว่ามันเป็นรถยนต์ไฟฟ้าคันหนึ่งที่ดีเลยทีเดียวครับ

แชร์
ลองขับ 1,7xx กม. Leapmotor C10 Style ยิ่งขับไกล ยิ่งเข้าใจว่าเจ๋งจริง