
ออโตโมบิลิ ลัมโบร์กินี Automobili Lamborghini สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่อีกครั้งด้วยการเปิดตัว Lamborghini Urus SE Performante ยนตรกรรมซูเปอร์เอสยูวีปลั๊กอินไฮบริดสมรรถนะสูงรุ่นล่าสุดที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่เคยมีมาในตระกูล Urus ตัวรถเป็นการผสมผสานอย่างลงตัวระหว่างเครื่องยนต์สันดาปภายในยอดนิยมและเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าล้ำสมัย ออกแบบมาเพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ในเซกเมนต์ ทั้งในด้านความเร็ว ไดนามิกการขับขี่ และประสิทธิภาพด้านอากาศพลศาสตร์ โดยไม่สูญเสียความสะดวกสบายในการใช้งานชีวิตประจำวันตามสไตล์รถยนต์เอสยูวีระดับหรูหรา
เส้นทางสายพันธุ์ซูเปอร์เอสยูวีของแบรนด์เริ่มต้นขึ้นเมื่อ 40 ปีก่อนจากรุ่นในตำนานอย่าง LM002 ก่อนจะถูกนิยามใหม่อีกครั้งในรูปแบบรถต้นแบบ Urus เมื่อปี ค.ศ. 2012 และเปิดตัวรุ่นผลิตจริงในปี ค.ศ. 2017 จนกระทั่งขยายไลน์อัปเป็นรุ่น S และ Performante ในปี ค.ศ. 2022 ตามด้วยรุ่นระบบขับเคลื่อนปลั๊กอินไฮบริดอย่าง Urus SE ในปี ค.ศ. 2024 และล่าสุดกับ Urus SE Performante คันนี้ที่ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของตระกูลอย่างแท้จริง
หัวใจหลักของความแรงใน Urus SE Performante คือการทำงานร่วมกันของระบบส่งกำลังแบบสองระบบ มอบพละกำลังและการตอบสนองที่ฉับไวต่อเนื่องในทุกรอบเครื่องยนต์ตั้งแต่เกียร์แรก
ตัวรถติดตั้งแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนขนาด 25.9 กิโลวัตต์ชั่วโมง ไว้ที่บริเวณใต้พื้นห้องสัมภาระเพื่อช่วยจัดการจุดศูนย์ถ่วงของตัวรถให้เหมาะสมที่สุด โดยสามารถเลือกขับขี่ในโหมด EV ด้วยพลังงานไฟฟ้าล้วนได้เป็นระยะทางไกลกว่า 60 กิโลเมตร และทำความเร็วสูงสุดในโหมดไฟฟ้าได้เกิน 130 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ทีมวิศวกรประสบความสำเร็จในการลดน้ำหนักตัวรถลงอย่างเป็นระบบ โดยเมื่อเปรียบเทียบกับรุ่น Urus SE แล้ว รุ่น Performante สามารถลดน้ำหนักลงไปได้ถึง 32 กิโลกรัม ทำให้มีน้ำหนักตัวรถตามมาตรฐานอยู่ที่ 2,473 กิโลกรัม ส่งผลให้สร้างสถิติอัตราส่วนน้ำหนักต่อกำลังที่ดีที่สุดในคลาสเพียง 3 กิโลกรัมต่อแรงม้า
การลดน้ำหนักเกิดขึ้นจากการเลือกใช้ชิ้นส่วนวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์อย่างครอบคลุมรอบคัน ตั้งแต่ฝากระโปรงหน้าดีไซน์ใหม่ หลังคา ซุ้มล้อ สเกิร์ตข้าง และดิฟฟิวเซอร์หลัง นอกจากนี้ยังติดตั้งระบบไอเสียสปอร์ตไทเทเนียมน้ำหนักเบาที่พัฒนาร่วมกับ Akrapovič เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ซึ่งช่วยลดน้ำหนักเฉพาะระบบไอเสียลงไปได้มากกว่า 10 กิโลกรัม ระบบเบรก Integrated Power Brake หรือ IPB ลดน้ำหนักลง 4 กิโลกรัม การปรับแต่งแพ็กเกจ NVH เพื่อลดเสียงและแรงสั่นสะเทือนลดลงอีก 3.3 กิโลกรัม รวมถึงการตกแต่งภายในห้องโดยสารด้วยวัสดุไมโครไฟเบอร์ CorsaTex by Dinamica ก็ช่วยลดน้ำหนักลงได้อีก 2.7 กิโลกรัม
ศูนย์การออกแบบ Centro Stile ออกแบบตัวรถภายใต้แนวคิด Bold sportiness เพื่อให้รูปลักษณ์และฟังก์ชันการทำงานสอดคล้องกันอย่างสมบูรณ์แบบ ชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์เปลือยถูกนำมาใช้มากที่สุดเท่าที่เคยมีมาในตระกูลนี้ ด้านหน้าโดดเด่นด้วยฝากระโปรงหน้าคาร์บอนไฟเบอร์พร้อมสันนูนกลางฝากระโปรงหรือ power dome ลายเส้นกราฟิกทรงโอเมกา และช่องรับอากาศขนาดใหญ่ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของลมเข้าสู่หม้อน้ำ
ไฮไลต์สำคัญคือการออกแบบช่องรับอากาศ S-Duct ขนาดใหญ่บนฝากระโปรงหน้า ทำงานร่วมกับช่องระบายอากาศซุ้มล้อหน้าเพื่อจัดการความร้อนของระบบส่งกำลัง แบตเตอรี่ และเกียร์ ช่วยลดแรงยกด้านหน้าได้อย่างดี ด้านหลังติดตั้งสปอยเลอร์คาร์บอนไฟเบอร์ใหม่ที่สูงและกลมกลืนขึ้น ทำงานร่วมกับปีกหลังดีไซน์สไตล์มอเตอร์สปอร์ต และดิฟฟิวเซอร์ขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยทำมา พื้นผิวช่วงท้ายยังมีลายเรขาคณิตหกเหลี่ยมที่ได้แรงบันดาลใจมาจากรุ่นในตำนานอย่าง Countach ตัวรถขยายความกว้างฐานล้อเพิ่มขึ้นอีก 16 มิลลิเมตร ติดตั้งล้อดีไซน์ก้านตัว Y ไขว้ ขนาด 23 นิ้ว ตัวเลือกสีตัวถังภายนอกมีทั้งสีเหลือง Giallo Crius แบบใหม่ และสีเขียวด้าน Verde Hydra
ภาพรวมด้านอากาศพลศาสตร์สามารถลดแรงต้านอากาศลงได้ 3% เมื่อเทียบกับ Urus SE โดยที่ตัวรถสร้างแรงกดรวมเพิ่มขึ้นถึง 23% และเพิ่มขึ้น 16% เมื่อเทียบกับ Urus Performante รุ่นก่อนหน้า โดยสร้างแรงกดด้านหน้าเพิ่มขึ้นถึง 22% จากการใช้สปลิตเตอร์หน้าประสิทธิภาพสูง ส่วนระบบระบายความร้อนเบรกดีขึ้น 8% ด้วยการใช้ท่อรับอากาศ NACA แบบใหม่ ส่งลมเย็นตรงสู่จานเบรกคาร์บอนเซรามิกและคาลิเปอร์เบรก
ภายในห้องโดยสารเน้นเลย์เอาต์ที่ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นผู้ควบคุมเครื่องบิน โดดเด่นด้วยกราฟิกรูปตัว Y และรายละเอียดเส้นสายสีแดงตัดกัน แผงหน้าปัดดิจิทัลขนาด 12.3 นิ้ว ทำงานร่วมกับหน้าจอสัมผัสกลางขนาด 12.3 นิ้ว เชื่อมต่อระบบอินโฟเทนเมนต์ LIS หรือ Lamborghini Infotainment System พร้อมระบบเทเลเมทรีเฉพาะรุ่น หน้าจอแสดงผลใช้ระบบ Human Machine Interface หรือ HMI ที่ออกแบบภาพกราฟิกใหม่โดยได้แรงบันดาลใจจากรุ่น Revuelto
แผงคอนโซลกลางติดตั้งปุ่มกดแบบกลไกสไตล์นักบินและปุ่มเลือกโหมดการขับขี่ Tamburo รายละเอียดช่องแอร์และแผงประตูตกแต่งด้วยอะลูมิเนียมอโนไดซ์รูปตัว Y พวงมาลัยดีไซน์สปอร์ตแบบใหม่ตกแต่งด้วยกรอบคาร์บอนไฟเบอร์รอบวง
ตัวรถติดตั้งเซนเซอร์ 6D แบบ Six-degrees-of-freedom ซึ่งแกะกล่องเทคโนโลยีมาจากรถยนต์รุ่นพิเศษ Fenomeno ที่เปิดตัวในงาน Monterey Car Week ปี ค.ศ. 2025 โดยเซนเซอร์นี้ติดตั้งใกล้จุดศูนย์ถ่วง สามารถวัดค่าพารามิเตอร์ทางกายภาพได้พร้อมกัน 6 ค่า ประกอบด้วยความเร่งตามแกน 3 มิติ และความเร็วเชิงมุมของการก้มเงย การโคลงด้านข้าง และการส่ายของตัวรถ ข้อมูลจะถูกส่งต่อไปยังอัลกอริทึม inno-controller ซึ่งเป็นเซนเซอร์เสมือนเพื่อประมวลผลเชิงคาดการณ์ล่วงหน้า
ระบบ Integrated Power Brake หรือ IPB ทำหน้าที่ควบคุมแรงดันเบรกที่คาลิเปอร์แต่ละตัวอย่างต่อเนื่องและลื่นไหลแทนระบบ ABS ทั่วไป ส่งผลให้กำลังเบรกเพิ่มขึ้น 10% การตอบสนองไวขึ้น 12% สามารถทำอัตราหน่วงสูงสุดเพิ่มขึ้น 9% หักหลบสิ่งกีดขวางได้เร็วขึ้น 6% และทำงานร่วมกับระบบควบคุมการยึดเกาะ Traction Control System หรือ TCS และระบบ Integrated Vehicle Control หรือ IVC เพื่อควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวในขณะเปลี่ยนเลนกะทันหันด้วยความเร็วสูงอย่างปลอดภัย
ตระกูล Urus ได้นำสถาปัตยกรรมระบบกันสะเทือนถุงลมแบบ AURA dual-chamber รหัส 2K2V มาใช้งานเป็นครั้งแรก ระบบนี้ประกอบด้วยห้องอากาศ 2 ห้อง ทำงานร่วมกับวาล์วคู่ 2 ตัว สามารถแยกปริมาตรอากาศเพื่อปรับเปลี่ยนความแข็งของเพลาล้อได้อย่างอิสระตามโหมดการขับขี่
ผู้ขับขี่สามารถเลือกโหมดการขับขี่หลักผ่านปุ่มควบคุม Tamburo บริเวณคอนโซลกลาง ซึ่งผสมผสานโหมดดั้งเดิมเข้ากับกลยุทธ์สมรรถนะไฟฟ้าหรือ EPS ได้อย่างอิสระ พร้อมกับการเปิดตัวโหมดใหม่อย่าง Rally เป็นครั้งแรก
ระบบท่อไอเสียสปอร์ตไทเทเนียมจาก Akrapovič ได้รับการออกแบบเชิงโครงสร้างใหม่โดยตัดจุดเชื่อมแบบ X-cross ระหว่างแถวสูบฝั่งซ้ายและฝั่งขวาออก ทำให้ท่อไอเสียทั้งสองเส้นแยกฝั่งการทำงานออกจากกันโดยสมบูรณ์ ช่วยลดกระแสลมหมุนวนย้อนกลับและทำให้เสียงไอเสียใสกระจ่าง ทรงพลัง โทนเสียงทุ้มลึกเป็นเอกลักษณ์ ปลายท่อไอเสียเลือกใช้ขนาดต่างกัน โดยท่อหลักมีขนาด 65 มิลลิเมตร และท่อรองมีขนาด 76 มิลลิเมตร
ภายในหม้อพักไอเสียมีการติดตั้งเรโซเนเตอร์แบบ Helmholtz จำนวนสองตัว แยกฝั่งละหนึ่งตัว ปรับจูนคลื่นความถี่เฉพาะที่ 124 เฮิรตซ์ และ 128 เฮิรตซ์ เพื่อทำหน้าที่ขยายโน้ตเสียงไอเสียตามแรงผันผวนของกระแสลม และช่วยขจัดปรากฏการณ์เสียงก้องความถี่ต่ำหรือ Booming ในห้องโดยสาร ระบบยังทำงานร่วมกับซอฟต์แวร์บริหารเครื่องยนต์เพื่อสร้างเสียง Bubbling ในจังหวะยกคันเร่ง โดยในโหมด Sport เสียงจะทอดยาวนุ่มนวล ส่วนในโหมด Corsa เสียงจะสั้นกระชับและถี่ขึ้น นอกจากนี้ยังมีฟังก์ชัน overshoot at start ที่จะดันรอบเครื่องยนต์ขึ้นไปที่ 2,400 รอบต่อนาทีทันทีที่กดปุ่มสตาร์ทรถ
Lamborghini Urus SE Performante ซูเปอร์เอสยูวีปลั๊กอินไฮบริดรุ่นล่าสุดที่แรงที่สุดในประวัติศาสตร์ด้วยกำลังรวมสูงถึง 812 แรงม้า ตัวรถโดดเด่นด้วยการรีดน้ำหนักจากชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์รอบคัน ท่อไอเสียไทเทเนียม Akrapovič และระบบกันสะเทือนถุงลม AURA dual-chamber มอบสมรรถนะความเร็วขั้นสุดด้วยอัตราเร่ง 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใน 3.3 วินาที พร้อมเปิดตัวโหมด Rally สำหรับทางฝุ่นเป็นครั้งแรก