
อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเพื่อก้าวไปสู่การเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ได้ดำเนินนโยบายเชิงรุกในการส่งเสริมและยกระดับผู้ประกอบการไทย จากเดิมที่เป็นเพียงฐานรองรับการจ้างผลิตและประกอบชิ้นส่วน ให้กลายมาเป็นผู้พัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงที่เป็นเจ้าของนวัตกรรมอย่างเต็มตัว การขับเคลื่อนนี้มุ่งเน้นไปที่การสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่สมบูรณ์เพื่อรองรับตลาดรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าระดับโลกที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยมีการนำเสนอต้นแบบความสำเร็จของภาคเอกชนไทยอย่างแบรนด์ EM Motor ที่สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์จนตอบโจทย์การใช้งานเชิงพาณิชย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
จากการวิเคราะห์แนวโน้มอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าพบว่า ตลาดรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกมีมูลค่าสูงถึง 26.53 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 และคาดการณ์ว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็น 126.47 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2034 โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปีอยู่ที่ร้อยละ 18.89 ซึ่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกถือเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดและมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสูงถึงร้อยละ 19.64 ต่อปี ปัจจุบันประเทศจีนยังคงเป็นผู้นำหลักในตลาด ตามด้วยอินเดียและเวียดนาม
สำหรับประเทศไทย การเปลี่ยนผ่านในปี 2569 ขยับจากการแข่งขันด้านราคาเข้าสู่ยุคของการแข่งขันด้วยเทคโนโลยีและความคุ้มค่าในการใช้งานจริง NIA จึงเร่งส่งเสริมยุทธศาสตร์หลักใน 2 ส่วนสำคัญคือ เทคโนโลยีแบตเตอรี่และระบบจัดการพลังงาน เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าชิ้นส่วนจากต่างประเทศและสร้างความสามารถในการแข่งขันระยะยาวภายใต้เป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ภายในปี 2050
NIA ได้ใช้กลไกแพลตฟอร์มส่งเสริมธุรกิจนวัตกรรมที่จำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ ในสาขาธุรกิจนวัตกรรมยานยนต์สมัยใหม่ โดยให้เงินทุนสนับสนุนรูปแบบให้เปล่าในสัดส่วนสูงสุดร้อยละ 75 เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาใน 4 ด้านหลักประกอบด้วย
นอกจากนี้ ยังมีการสร้างเครือข่ายร่วมกับกลุ่มทุนต่างประเทศ เช่น จีน ไต้หวัน ญี่ปุ่น และยุโรป ผ่านกิจกรรมเจรจาธุรกิจ รวมถึงการผลักดันผู้ประกอบการเข้าสู่บัญชีนวัตกรรมไทยเพื่อเปิดโอกาสในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ
บริษัท อีเอ็ม มอเตอร์ จำกัด ได้เริ่มดำเนินธุรกิจตั้งแต่ปี 2018 จากการนำเข้าจักรยานไฟฟ้า ก่อนจะขยายการลงทุนสร้างโรงงานผลิตในประเทศไทยเมื่อปี 2020 เพื่อควบคุมคุณภาพและบริหารต้นทุนอย่างเป็นระบบ และได้เข้าสู่ตลาดรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มตัวในปี 2023 โดยได้รับการสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐ
ปัจจุบันแบรนด์สามารถพัฒนาโครงสร้างรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่มีสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศมากกว่าร้อยละ 55 ทั้งในส่วนของแบตเตอรี่ โช้กอัพ ยาง และโครงสร้างเหล็ก ทำให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในประเทศไทยอย่างแท้จริง โดยมีการออกแบบที่เน้นความทนทานและความคุ้มค่าเพื่อรองรับกลุ่มผู้ใช้งานในธุรกิจรับส่งสินค้าและเดลิเวอรีที่ต้องขับขี่ต่อเนื่องตลอดทั้งวัน
รายละเอียดสมรรถนะและการออกแบบของตัวรถมีดังนี้
จากจุดเด่นด้านการควบคุมคุณภาพและการรับประกันที่ยาวนาน ส่งผลให้แบรนด์มีอัตราการเติบโตของยอดขายเฉลี่ยร้อยละ 40 ถึง 50 ต่อปี สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีต่อเทคโนโลยีที่พัฒนาโดยคนไทย และเป็นเป้าหมายในการพัฒนาสู่การเป็นผู้นำในระดับท้องถิ่นที่สามารถถ่ายทอดเทคโนโลยีสากลมาสู่บุคลากรในประเทศได้อย่างยั่งยืน