สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยได้เปิดเผยรายงานสถิติการจำหน่ายรถยนต์ภายในประเทศประจำเดือนเมษายนพบว่ามีอัตราการเติบโตที่เป็นบวกเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา ปัจจัยหลักขับเคลื่อนมาจากกลุ่มรถยนต์นั่งส่วนบุคคลและรถยนต์อเนกประสงค์ที่ยังคงได้รับความนิยมอย่างสูงจากผู้บริโภค ในขณะที่กลุ่มรถยนต์ประหยัดพลังงานและรถยนต์พลังงานทางเลือกใหม่เริ่มมีสัดส่วนทางการตลาดที่ขยับตัวสูงขึ้นตามลำดับ ส่งผลให้ภาพรวมของอุตสาหกรรมยานยนต์ในช่วงสี่เดือนแรกของปีมีความคึกคักและมีแนวโน้มที่จะฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องในเดือนถัดไป
เจาะลึกสถิติตัวเลขยอดขายแยกตามประเภทรถยนต์
จากการประกาศข้อมูลอย่างเป็นทางการของกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย มีรายละเอียดปริมาณการจำหน่ายรถยนต์ในแต่ละประเภทประจำเดือนเมษายนดังต่อไปนี้
- ปริมาณการขายรวมทุกประเภทมีจำนวนทั้งสิ้น 48,394 คัน มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.54 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว
- กลุ่มรถยนต์นั่งและรถยนต์อเนกประสงค์ SUV มียอดจำหน่ายรวม 33,654 คัน ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.07
- กลุ่มรถกระบะบรรทุกมียอดจำหน่ายรวม 9,831 คัน มีอัตราส่วนลดลงร้อยละ 10.11
- กลุ่มรถกระบะไฟฟ้า BEV มียอดจำหน่ายรวม 109 คัน มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 36.35
- กลุ่มรถยนต์อเนกประสงค์ประเภท PPV มียอดจำหน่ายรวม 2,619 คัน ปรับตัวลดลงร้อยละ 16.57
ตัวเลขสถิติยอดขายรถยนต์สะสมสี่เดือนแรกของปี
เมื่อรวบรวมข้อมูลสถิติตั้งแต่เดือนมกราคมจนถึงเดือนเมษายน ภาพรวมของตลาดรถยนต์ในประเทศแสดงให้เห็นถึงการขยายตัวที่เด่นชัดในหลายภาคส่วน โดยมีรายละเอียดตัวเลขสะสมดังนี้
- ยอดจำหน่ายรถยนต์สะสมรวมทุกประเภทอยู่ที่ 230,477 คัน เติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 15.02 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน
- ยอดขายสะสมกลุ่มรถยนต์นั่งและรถยนต์อเนกประสงค์ SUV มีจำนวน 157,099 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 23.91
- ยอดขายสะสมกลุ่มรถกระบะบรรทุกมีจำนวน 48,324 คัน ลดลงร้อยละ 5.84
- ยอดขายสะสมกลุ่มรถกระบะไฟฟ้า BEV มีจำนวน 423 คัน เติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 144.51
- ยอดขายสะสมกลุ่มรถยนต์อเนกประสงค์ประเภท PPV มีจำนวน 14,746 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 16.35
ส่วนแบ่งทางการตลาดและความเคลื่อนไหวของค่ายรถยนต์ผู้นำ
บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ยังคงสามารถรักษาตำแหน่งผู้นำในตลาดรถยนต์ในประเทศไว้ได้อย่างเหนียวแน่น โดยมีสถิติการจำหน่ายและแนวโน้มการตลาดที่น่าสนใจดังนี้
- โตโยต้ามียอดขายสะสมรวมสี่เดือนแรกอยู่ที่ 79,180 คัน ครองสัดส่วนส่วนแบ่งทางการตลาดคิดเป็นร้อยละ 34.35 ของตลาดรวม และมีการเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.76
- ยอดขายหลักของโตโยต้าขับเคลื่อนโดยกลุ่มรถกระบะ Pure Pick Up ทั้งรุ่น Hilux Champ, Revo และ Hilux ตระกูลอื่นๆ รวมจำนวน 25,194 คัน
- กลุ่มรถยนต์ขนาดเล็กประหยัดพลังงานหรือ Eco segment ในรุ่น Yaris และ Yaris ATIV สามารถทำยอดขายสะสมได้จำนวน 23,952 คัน
- แนวโน้มการตลาดในเดือนพฤษภาคมมีปัจจัยบวกจากดัชนีทางฤดูกาลและการทยอยส่งมอบรถยนต์จากยอดจองในช่วงงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47
- เริ่มมีการส่งมอบรถยนต์รุ่นใหม่อย่าง LAND CRUISER FJ ซึ่งใช้เครื่องยนต์เบนซิน เป็นเดือนแรก โดยมีการคาดการณ์ยอดจองสะสมนับตั้งแต่การเปิดตัวอาจสูงถึง 2,000 คัน ซึ่งจะเป็นแรงผลักดันสำคัญในการรักษาความเป็นผู้นำตลาดในระยะยาว
แนวโน้มตลาดรถยนต์ไทย
ทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศแสดงให้เห็นถึงความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนผ่านไปสู่รถยนต์อเนกประสงค์และรถยนต์พลังงานไฟฟ้ามากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แม้กลุ่มรถกระบะบรรทุกและรถ PPV จะมีการชะลอตัวในบางช่วงเดือน แต่ยอดสะสมรวมที่เติบโตขึ้นมากกว่าร้อยละ 15 ถือเป็นสัญญาณการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและการจำหน่ายยานยนต์ในประเทศที่ยังคงมีความต้องการซื้อรองรับอยู่อย่างต่อเนื่อง