
BYD สู้เต็มสูบ เตรียมปล่อยไม้เด็ด เปิดตัว BYD Seal 5 DM-i Super PHEV รุ่นย่อยใหม่ ต่อจากรุ่น Premium ที่เปิดตัวไปก่อนหน้าเมื่อช่วงเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว ด้วยราคา 769,000 บาท (ปัจจุบันยังคงราคาขายพิเศษช่วงเปิดตัว 699,900 บาท) โดยทาง BYD ได้จัดกิจกรรมเทสไดร์ฟ One Tank One Charge กับสื่อมวลชน ร่วมกับ Kol และอินฟลูฯ กว่า 90 ชีวิต เดินทางด้วย BYD Seal 5 DM-i Super PHEV จำนวน 39 คัน เพื่อพิสูจน์ระยะทางการวิ่งด้วยน้ำมัน 1 ถัง (45 ลิตร) และชาร์จไฟครั้งเดียว
งานออกแบบของ BYD Seal 5 DM-i Super PHEV ยังมาในธีม Ocean Aesthetics ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ได้ไฟหน้าแบบ Starlight Full LED และกระจังหน้าแบบ Matrix Frameless Grille เหมือนกับในตัวทอป Premium มากับล้อขอบ 17 นิ้ว
ดีไซน์ด้านท้าย ไฟท้ายแบบ Full LED พร้อมกับ Taillight LED Light Bar และได้ไฟเลี้ยวแบบ Sequential ตั้งแต่ในรุ่นเริ่มต้น
มิติตัวรถ BYD Seal 5 DM-i Super PHEV มีขนาดใหญ่สุดในคลาส ยาว 4,780 มม. กว้าง 1,837 มม. และสูง 1,495 มม. ระยะฐานล้อ 2,718 มม. ความจุในห้องสัมภาระท้าย 450 ลิตร ใส่กระเป๋าเดินทางขนาด 20 นิ้วได้ 6 ใบ ถือว่าใหญ่เอาเรื่อง
ภายในของ BYD Seal 5 DM-i Super PHEV มากับคอนเซปต์ Ocean Rhythm Space เลือกใช้โทนสีดำตัดกับด้ายสีฟ้า ถือว่าค่อนข้างแตกต่าง เพราะเราไม่ค่อยเห็นคู่สีนี้ในรถรุ่นอื่นสักเท่าใดนัก จอมาตรวัดคนขับขนาด 8.8 นิ้ว เกียร์ปรับแบบมือหมุน
ในรุ่น Standard จะได้เบาะผ้า และหน้าจอกลางขนาด 10.1 นิ้ว ส่วนในรุ่น Dynamic จะได้เบาะหนัง และหน้าจอกลางขนาด 12.8 นิ้ว
เครื่องยนต์กับมอเตอร์เป็นสเปคเดียวกับในรุ่น Premium แต่มีการปรับจูนเครื่องยนต์ให้สัมพันธ์กับน้ำหนักรถที่เบาขึ้น 200 กก. เนื่องจากแบตเตอรีมีขนาดเล็กลงเหลือ 13.08 kWh จากรุ่นทอปที่มีขนาด 18.3 kWh
เครื่องยนต์ 1.5 เสี่ยวหยุน (Xiaoyun) ที่ออกแบบมาเพื่อระบบปลั๊กอินไฮบริดโดยเฉพาะ ระบายความร้อนแยกส่วนบนและล่างของตัวเครื่องยนต์ ให้พละกำลัง 98 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 122 นิวตัน-เมตร ทำงานร่วมกับมอเตอร์ 2 ตัวที่แยกหน้าที่สำหรับการขับเคลื่อน และชาร์จไฟเข้าแบตเตอรี่ พละกำลังมอเตอร์อยู่ที่ 197 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 300 นิวตัน-เมตร รอบการหมุนสูงสุด 15,000 รอบต่อนาที ขดลวดทองแดงเป็นลักษณะแบนทำให้สามารถพันขดลวดทองแดงได้ดีขึ้น
พละกำลังสูงสุดเมื่อเครื่องยนต์และมอเตอร์ทำงานร่วมกัน 218 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 300 นิวตัน-เมตร อัตราเร่ง 0-100 กม.ต่อชั่วโมง ใน 7.6 วินาที
Blade Battery ในทั้งสองรุ่นย่อยใหม่ จะมีขนาดเล็กลงทำให้มีความจุที่ 13.08 kWh จากเดิมในรุ่น Premium มีความจุ 18.3 kWh ทำให้ระยะทางวิ่งด้วยไฟฟ้าจาก 120 กม. ลดลงมาอยู่ที่ 85 กม. ตามมาตรฐาน NEDC รองรับการชาร์จ AC 6.6 kW พร้อมระบบ VtoL กำลังไฟสูงสุด 2.2 kW
มากับแบตเตอรี 12V แบบ LFP ที่ให้ระยะรับประกัน 6 ปี หรือ 150,000 km ทำให้ไม่ต้องเปลี่ยนแบตเตอรีลูกเล็กทุก ๆ 1-2 ปี แบบรถทั่วไป โดยมีการใช้กระแสไฟจาก Blade Battery ลูกหลังในการหมุนเวียนใช้งาน
ในรุ่น Standard และ Dynamic จะได้กล้อง 2 ตัวทำงานร่วมกับเรดาร์ 5 ตำแหน่ง ในขณะที่รุ่น Premium จะมากับกล้อง 5 ตัว เรดาร์ 9 ตำแหน่ง
ระบบ ADAS ให้มาตั้งแต่รุ่นเริ่มต้น ทั้งระบบช่วยเบรกฉุกเฉิน ระบบควบคุมความเร็วแบบแปรผัน เซนเซอร์ช่วยจอด ระบบเตือนรถออกนอกเลน ระบบเตือนการชนด้านหน้า และในรุ่น Premium เพิ่มเติมเซนเซอร์ช่วยจอดด้านหลัง ระบบเตือนการชนด้านหลัง ระบบเตือนมุมอับสายตา เตือนการชนด้านหลัง
BYD Seal 5 DM-i Super PHEV ถือว่าเป็นรถที่พิกัดค่อนข้างขี่คู่แข่งในกลุ่มราคาใกล้เคียงกัน ทั้งพละกำลัง รูปแบบขุมพลัง และเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ให้มา แม้ในการเปิดตัวในรุ่น Premium ไปก่อนหน้าอาจไม่ได้สร้างกระแสตอบรับอย่างที่คาดหวัง แต่ในรอบนี้คาดว่า BYD น่าจะทำการบ้านมาหนักอยู่เหมือนกัน เพราะบางครั้งรถที่เหนือกว่าก็อาจไม่ได้ขายดีกว่าเสมอไป
การมองปัจจัยภายนอก และสิ่งที่ตัวเองมี เมื่อผสมกันได้อย่างลงตัวก็คิดว่าน่าจะสร้างการตอบรับได้ไม่ยาก สำหรับ BYD Seal 5 DM-i Super PHEV ทั้ง 2 รุ่นย่อยใหม่นี้ ถ้าเปิดราคามาด้วยราคาที่เข้าถึงง่ายมากกว่าเดิม ก็คิดว่ารถรุ่นนี้น่าจะได้รับการตอบรับไม่น้อยใน Motor Show 2026 ที่จะถึงนี้