
ท่ามกลางการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ปัญหา "รถ EV ไฟไหม้" ได้กลายมาเป็นฝันร้ายที่สร้างความกังวลใจให้กับทั้งผู้ขับขี่และเจ้าหน้าที่กู้ภัย กับกระแสวิพากษ์วิจารณ์และดราม่าในโลกออนไลน์ที่ระบุว่า "ประเทศไทยดับไฟไหม้รถไฟฟ้าไม่เป็น" อาจฟังดูเป็นคำตัดพ้อที่รุนแรงต่อคนทำงาน แต่ถ้าเรากะเทาะเปลือกอารมณ์ออกแล้วมองกันด้วยข้อเท็จจริงเชิงเทคนิค ต้องยอมรับว่าการเผชิญเหตุเพลิงไหม้ในยานยนต์ไฟฟ้า (EV) คือ "วิกฤตการณ์รูปแบบใหม่" ที่สร้างความปวดหัวให้กับนักดับเพลิงทั่วโลก ไม่ใช่แค่เฉพาะในประเทศไทย ความยากและซับซ้อนของมันแตกต่างจากรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปดั้งเดิม (ICE) ชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ จนทำให้ตำราดับเพลิงเล่มเดิมที่เคยใช้กันมาหลายสิบปีแทบจะกลายเป็นล้าสมัยไปในทันที
หัวใจของปัญหาที่ทำให้รถ EV ดับยากไม่ได้อยู่ที่ตัวถังหรือโครงสร้างภายนอก แต่อยู่ที่กลุ่มก้อนพลังงานใต้ท้องรถ นั่นคือ แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน (Lithium-ion Battery) เมื่อแบตเตอรี่เหล่านี้ได้รับความเสียหายจากอุบัติเหตุรุนแรง การกระแทก การชาร์จไฟที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือเกิดการลัดวงจรภายใน มันจะนำไปสู่ปรากฏการณ์ทางเคมีที่เรียกว่า Thermal Runawayหรือสภาวะความร้อนสูงเกินควบคุมลุกลามต่อเนื่อง ซึ่งเซลล์แบตเตอรี่จะผลิตความร้อนและแก๊สไวไฟออกมาเองจากภายใน ยิ่งร้อนก็ยิ่งไหม้ ยิ่งไหม้ก็ยิ่งทวีความร้อนสูงขึ้นเรื่อยๆ จนทะลุหลายร้อยหรืออาจถึงหลักพันองศาเซลเซียสอย่างรวดเร็ว ความน่ากลัวที่สุดคือ แบตเตอรี่เหล่านี้ถูกบรรจุอยู่ในกล่องหุ้มเหล็กกล้าหรืออลูมิเนียมที่มีความแข็งแรงสูงเพื่อป้องกันการกระแทกและการรั่วซึมของน้ำ ทำให้เมื่อเกิดไฟไหม้ น้ำที่นักดับเพลิงฉีดเข้าไปจากภายนอกจึงไม่สามารถเข้าถึงใจกลางของต้นเพลิงได้โดยตรง ทำได้เพียงแค่หล่อเย็นผิวภายนอกเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น รถ EV ที่ดูเหมือนไฟดับสนิทแล้ว ก็สามารถเกิดปฏิกิริยาเคมีซ้ำและปะทุกลับขึ้นมาไหม้ใหม่ได้อีกหลังจากผ่านไปหลายชั่วโมงหรือเป็นวัน
หากย้อนกลับมามองที่ประเทศไทย คำกล่าวที่ว่า "เราดับไม่เป็น" นั้นไม่ถูกต้องทั้งหมด เพราะในความเป็นจริง หน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา และกลุ่มงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) รวมถึงสถานีดับเพลิงหลักๆ ได้มีการจัดหลักสูตรฝึกอบรม เจาะลึกโครงสร้างรถ EV และซักซ้อมยุทธวิธีการดับไฟอย่างต่อเนื่อง มีการเรียนรู้การนำอุปกรณ์เฉพาะทางมาใช้ เช่น ผ้าคลุมดับไฟสำหรับรถยนต์ (Car Fire Blanket) เพื่อบล็อกอ็อกซิเจนและจำกัดการลุกลามของควันพิษ, หัวฉีดพิเศษใต้ท้องรถ (Fire Extinguishing Lance) ที่ออกแบบมาเพื่อแทงทะลุกรอบแบตเตอรี่แล้วอัดน้ำเข้าไปหล่อเย็นด้านในโดยตรง หรือแม้กระทั่งเทคนิคการสร้างทำนองกั้นน้ำเพื่อจมแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าทั้งลูกลงในน้ำ ซึ่งความรู้เหล่านี้เจ้าหน้าที่ไทยได้รับความร่วมมือและถ่ายทอดเทคโนโลยีมาจากค่ายรถยนต์และผู้เชี่ยวชาญระดับสากลแล้ว
ช่องว่างขนาดใหญ่ที่เป็นปัญหาที่แท้จริงของประเทศไทยในปัจจุบัน ไม่ใช่เรื่องของ "องค์ความรู้" แต่คือ "งบประมาณ การกระจายอุปกรณ์ และโครงสร้างพื้นฐานหน้างาน" ต้องยอมรับว่าอุปกรณ์กู้ภัยเฉพาะทางสำหรับรถ EV เช่น ผ้าคลุมทนความร้อนสูง หรือหัวฉีดแรงดันสูงใต้ท้องรถ มีราคาที่ค่อนข้างสูงมาก ทำให้ในปัจจุบันอุปกรณ์เหล่านี้มักจะกระจุกตัวอยู่เฉพาะในหน่วยงานกู้ภัยขนาดใหญ่ในกรุงเทพฯ หรือเมืองใหญ่ๆ เท่านั้น ในขณะที่รถไฟฟ้าถูกซื้อและขับขี่ไปทั่วทุกระแหงทั่วประเทศ หากเกิดเหตุไฟไหม้รถ EV ในต่างจังหวัดไกลๆ หรือพื้นที่ห่างไกล เจ้าหน้าที่ดับเพลิงท้องถิ่นที่มีเพียงรถน้ำแรงดันปกติและโฟมธรรมดา ก็จำเป็นต้องทำงานไปตามสภาพแวดล้อมและอุปกรณ์ที่มีจำกัด ซึ่งการสาดน้ำปริมาณมหาศาล (บางกรณีอาจต้องใช้น้ำมากกว่ารถน้ำมันถึง 10 เท่า) กลายเป็นวิธีเดียวที่ทำได้เพื่อควบคุมไม่ให้ไฟลุกลามไปยังบ้านเรือนข้างเคียง จนทำให้ภาพที่ออกมาดูเหมือนว่าเราไม่มีการจัดการที่เป็นระบบ
สิ่งที่ประเทศไทยต้องเร่งทำอย่างเร่งด่วนในขณะนี้คือ การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างความปลอดภัยให้เท่าทันกับการเติบโตของยอดขายรถ EV บนท้องถนน รัฐบาลจำเป็นต้องสนับสนุนงบประมาณในการจัดซื้อชุดอุปกรณ์ดับไฟ EV และกระจายไปยังสถานีดับเพลิงระดับอำเภอและท้องถิ่นให้ครอบคลุมมากขึ้น พร้อมทั้งติดตั้งระบบฐานข้อมูล (Data Rescue) ที่ทำให้นักดับเพลิงสามารถสแกนป้ายทะเบียนหรือเช็ครุ่นรถหน้างานได้ทันทีว่า จุดตัดกระแสไฟแรงสูงและตำแหน่งแบตเตอรี่ของรถรุ่นนั้นๆ อยู่ตรงไหน เพื่อความปลอดภัยของตัวเจ้าหน้าที่เอง การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าไม่ใช่แค่เรื่องของการซี้อ-ขายรถยนต์ หรือการสร้างสถานีชาร์จ แต่เป็นการยกระดับระบบความปลอดภัยสาธารณะทั้งประเทศ ซึ่งหากเรายังปล่อยให้อุปกรณ์วิ่งตามหลังเทคโนโลยีอยู่แบบนี้ คำครหาที่ว่า "ดับไฟไม่เป็น" ก็อาจจะยังคงถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงทุกครั้งเมื่อเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน