
ความร้อนสะสมบนพื้นถนนในช่วงฤดูร้อนของประเทศไทยมักพุ่งสูงเกินกว่า 50 องศาเซลเซียส ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการทำงานของยางรถยนต์ที่เป็นอุปกรณ์เพียงส่วนเดียวที่สัมผัสกับพื้นผิวถนนโดยตรง ปริมาณแรงดันลมยางที่ไม่เหมาะสมในช่วงอากาศร้อนจัดอาจนำไปสู่ความเสียหายของโครงสร้างยางและการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงโดยใช่เหตุ การตรวจสอบสภาพยางและปรับแรงดันลมให้ถูกต้องตามมาตรฐานจึงเป็นสิ่งที่ผู้ขับขี่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษเพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝัน การทำความเข้าใจพฤติกรรมของแรงดันอากาศที่ขยายตัวตามอุณหภูมิจะช่วยให้เจ้าของรถสามารถวางแผนการบำรุงรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพและขับขี่ได้อย่างมั่นใจในทุกเส้นทางท่ามกลางแดดจ้า
ตามหลักฟิสิกส์เมื่ออุณหภูมิอากาศภายในยางเพิ่มขึ้นแรงดันลมยางจะขยายตัวตามไปด้วย โดยทั่วไปทุกอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นประมาณ 10 องศาเซลเซียส แรงดันลมยางจะเพิ่มขึ้นประมาณ 1 ถึง 2 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว (PSI) อย่างไรก็ตามความเข้าใจผิดที่ว่าควรปล่อยลมยางให้อ่อนลงในหน้าร้อนเพื่อรอการขยายตัวนั้นเป็นเรื่องที่อันตราย เนื่องจากยางที่อ่อนเกินไปจะทำให้แก้มยางบิดตัวมากกว่าปกติขณะวิ่ง ก่อให้เกิดความร้อนสะสมที่สูงกว่ายางที่มีลมพอดีและเสี่ยงต่อการที่โครงสร้างยางแยกตัวจนระเบิดได้
ผู้ขับขี่สามารถสังเกตอาการผิดปกติได้จากเสียงที่ดังขึ้นขณะเข้าโค้ง หรืออาการสั่นสะเทือนที่พวงมาลัยในจังหวะที่ยางมีความร้อนสะสมสูงเกินไป นอกจากนี้การตรวจสอบหน้ายางจะพบว่ายางที่ลมร้อนเกินไปจะมีการสึกหรอมากบริเวณตอนกลางของหน้ายาง ส่วนยางที่ลมร่วงจะสึกบริเวณไหล่ยางทั้งสองข้าง
การตรวจเช็กควรทำในขณะที่ยางยังมีอุณหภูมิปกติหรือวิ่งมาไม่เกิน 3 กิโลเมตรเพื่อให้ได้ค่าแรงดันที่แม่นยำที่สุด
การเติมลมยางด้วยก๊าซไนโตรเจนเป็นที่นิยมมากในหน้าร้อนเนื่องจากไนโตรเจนเป็นก๊าซที่มีโมเลกุลขนาดใหญ่และมีการขยายตัวเนื่องจากความร้อนต่ำกว่าลมยางปกติ ช่วยรักษาแรงดันลมยางให้คงที่ได้นานกว่าและช่วยลดอุณหภูมิสะสมภายในยางได้ดีขึ้น
ควรหลีกเลี่ยงการใช้น้ำยาเคลือบยางที่มีส่วนผสมของสารกัดกร่อนหรือน้ำมันที่อาจทำให้ยางเสื่อมสภาพเร็วเมื่อเจอแดดจัด และควรสลับยางทุก 10,000 กิโลเมตรเพื่อให้หน้ายางสึกหรอเท่ากัน หากพบรอยบวมบริเวณแก้มยางหรือรอยปริแตกตามร่องดอกยางควรเปลี่ยนยางใหม่ทันทีเพื่อความปลอดภัย
แรงดันลมยางที่เหมาะสมในช่วงหน้าร้อนคือการเติมตามสเปกที่คู่มือรถกำหนดหรือเพิ่มขึ้นจากปกติเพียงเล็กน้อยเพื่อลดการบิดตัวของแก้มยาง การหมั่นตรวจสอบสภาพยางสม่ำเสมอทุก 2 สัปดาห์จะช่วยป้องกันปัญหาความร้อนสะสมที่นำไปสู่ยางระเบิดได้ การลงทุนเวลาในการตรวจเช็กเพียงไม่กี่นาทีช่วยรักษาชีวิตและทรัพย์สินจากการเดินทางท่ามกลางอุณหภูมิที่ร้อนระอุได้อย่างยั่งยืน