Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
Checklist จุดต้องดูก่อนตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้ามือสอง ไม่ให้โดนย้อมแมว

Checklist จุดต้องดูก่อนตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้ามือสอง ไม่ให้โดนย้อมแมว

8 ก.พ. 69
16:00 น.
แชร์

ในยุคที่การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดรวดเร็วขึ้นอย่างมาก รถยนต์ไฟฟ้า (EV) กลายเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ สำหรับหลายครอบครัว อย่างไรก็ตาม เมื่อรถ EV เริ่มมีอายุการใช้งานและเข้าสู่ตลาดมือสองมากขึ้น คำถามสำคัญที่ตามมาคือ "เราจะรู้ได้อย่างไรว่ารถคันนั้นยังสุขภาพดีอยู่จริง?" เพราะหัวใจของรถ EV ไม่ใช่แค่เครื่องยนต์ แต่เป็นระบบสมาร์ทและแบตเตอรี่ที่ซับซ้อน

เพื่อให้คุณได้รถไฟฟ้ามือสองที่เปี่ยมสมรรถนะในราคาสบายกระเป๋า นี่คือ 10 Checklist สำคัญที่ต้องตรวจสอบก่อนเซ็นสัญญาซื้อ

1. สุขภาพแบตเตอรี่

นี่คือหัวใจสำคัญที่สุดของรถ EV คุณต้องขอดูค่า SOH จากหน้าจอ Dashboard หรือผ่านแอปพลิเคชันเชื่อมต่อรถยนต์

ควรสังเกตว่า รถที่ใช้งานได้ดีควรมีค่า SOH ไม่ต่ำกว่า 85-90% หากต่ำกว่า 80% หมายความว่าความสามารถในการเก็บไฟเริ่มเสื่อมถอย และอาจส่งผลต่อระยะทางวิ่ง (Range) อย่างเห็นได้ชัด

2. ประวัติการชาร์จ

พยายามขอข้อมูลการชาร์จจากเจ้าของเดิมว่าใช้การชาร์จแบบไหนเป็นหลัก

หากรถคันนั้นถูกชาร์จด้วย DC Fast Charge (ชาร์จด่วน) เกือบ 100% ของเวลาการใช้งาน จะส่งผลให้แบตเตอรี่เสื่อมสภาพเร็วกว่ารถที่เน้นชาร์จแบบ AC Home Charge (ชาร์จช้าที่บ้าน) เนื่องจากความร้อนสะสมขณะชาร์จด่วนนั่นเอง

3. ตรวจสอบการชนหนักที่ "ใต้ท้องรถ"

ในรถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่มักจะวางอยู่ใต้พื้นรถ การตรวจเช็กใต้ท้องจึงสำคัญกว่ารถทั่วไป

ดูรอยบุบ รอยขูดขีด หรือรอยร้าวบริเวณแพ็กแบตเตอรี่ใต้ท้องรถ แม้เพียงเล็กน้อยก็อาจส่งผลต่อระบบระบายความร้อนและความปลอดภัยได้ หากพบรอยกระแทกหนัก ควรหลีกเลี่ยงทันที

4. ยอดระยะทางวิ่งจริง vs ตัวเลขบนหน้าปัด

ลองทดสอบขับ (Test Drive) โดยเริ่มที่แบตเตอรี่ 100% แล้วดูว่าระยะทางที่รถแจ้ง (Estimated Range) ลดลงสัมพันธ์กับระยะทางที่วิ่งจริงหรือไม่ หากตัวเลขลดฮวบเร็วกว่าปกติ แสดงว่าเซลล์แบตเตอรี่บางส่วนอาจเริ่มมีปัญหา

5. ระบบ Thermal Management (การระบายความร้อน)

เช็กว่าพัดลมระบายความร้อนและระบบหล่อเย็นแบตเตอรี่ทำงานปกติไหม โดยเฉพาะหลังจากการขับขี่หรือการชาร์จ หากระบบนี้พัง แบตเตอรี่จะร้อนจัดและเสื่อมสภาพไวขึ้นหลายเท่า

6. ซอฟต์แวร์และการอัปเดต

รถ EV เปรียบเสมือนคอมพิวเตอร์เคลื่อนที่ ตรวจสอบว่ารถได้รับการอัปเดตซอฟต์แวร์เป็นเวอร์ชันล่าสุดหรือไม่ และระบบ Infotainment ยังลื่นไหลอยู่ไหม เพราะบางรุ่นหากซอฟต์แวร์เก่าเกินไปอาจไม่รองรับฟีเจอร์ใหม่ๆ ในอนาคต

7. สภาพของพอร์ตชาร์จ

ตรวจดูรอยไหม้ คราบสกปรก หรือความหลวมของช่องเสียบชาร์จทั้งแบบ AC และ DC พอร์ตที่หลวมหรือชำรุดอาจทำให้การชาร์จติดๆ ดับๆ และเกิดความร้อนสูงจนเป็นอันตรายได้

8. ยางรถยนต์สำหรับ EV โดยเฉพาะ

รถ EV มีน้ำหนักตัวรถมากและมีแรงบิดสูง ยางจึงสึกหรอเร็วกว่ารถทั่วไป

ตรวจดูว่ายางที่ใส่อยู่เป็นรุ่นสำหรับ EV หรือไม่ และดอกยางเหลือเท่าไหร่ เพราะการเปลี่ยนยาง EV ทั้งชุดมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่ายางรถทั่วไปพอสมควร

9. การรับประกันแบตเตอรี่ที่เหลืออยู่

ส่วนใหญ่ค่ายรถจะประกันแบตเตอรี่ 8 ปี หรือ 160,000 กม. ต้องเช็กให้ชัวร์ว่ารถมือสองคันนี้ยังอยู่ในระยะประกัน และเงื่อนไขการรับประกันยังสมบูรณ์ (เช่น ต้องเข้าเช็กระยะที่ศูนย์บริการตามกำหนด) เพื่อความอุ่นใจหากต้องเคลมแบตเตอรี่ในอนาคต

10. ระบบเซนเซอร์และกล้องรอบคัน

รถ EV มักมาพร้อมระบบช่วยขับ (ADAS) ตรวจสอบว่ากล้องและเซนเซอร์ทุกจุดทำงานปกติ ไม่มีสัญญาณไฟเตือนความผิดพลาดบนหน้าปัด เพราะค่าซ่อมระบบเซนเซอร์เหล่านี้ค่อนข้างสูง

การเลือกซื้อรถไฟฟ้ามือสองไม่ใช่เรื่องน่ากลัว หากคุณให้ความสำคัญกับ "ข้อมูล" มากกว่า "รูปลักษณ์ภายนอก" การตรวจสอบค่า SOH ประวัติการชาร์จ และสภาพทางกายภาพของแพ็กแบตเตอรี่ คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้คุณได้รถที่คุ้มค่าและใช้งานได้ยาวนาน

จำไว้ว่า "รถ EV ที่ดีที่สุด ไม่ใช่รถที่ราคาถูกที่สุด แต่คือรถที่มีการดูแลรักษาแบตเตอรี่มาอย่างดีที่สุด"

แชร์
Checklist จุดต้องดูก่อนตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้ามือสอง ไม่ให้โดนย้อมแมว