
ในยุคที่การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดรวดเร็วขึ้นอย่างมาก รถยนต์ไฟฟ้า (EV) กลายเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ สำหรับหลายครอบครัว อย่างไรก็ตาม เมื่อรถ EV เริ่มมีอายุการใช้งานและเข้าสู่ตลาดมือสองมากขึ้น คำถามสำคัญที่ตามมาคือ "เราจะรู้ได้อย่างไรว่ารถคันนั้นยังสุขภาพดีอยู่จริง?" เพราะหัวใจของรถ EV ไม่ใช่แค่เครื่องยนต์ แต่เป็นระบบสมาร์ทและแบตเตอรี่ที่ซับซ้อน
เพื่อให้คุณได้รถไฟฟ้ามือสองที่เปี่ยมสมรรถนะในราคาสบายกระเป๋า นี่คือ 10 Checklist สำคัญที่ต้องตรวจสอบก่อนเซ็นสัญญาซื้อ
นี่คือหัวใจสำคัญที่สุดของรถ EV คุณต้องขอดูค่า SOH จากหน้าจอ Dashboard หรือผ่านแอปพลิเคชันเชื่อมต่อรถยนต์
ควรสังเกตว่า รถที่ใช้งานได้ดีควรมีค่า SOH ไม่ต่ำกว่า 85-90% หากต่ำกว่า 80% หมายความว่าความสามารถในการเก็บไฟเริ่มเสื่อมถอย และอาจส่งผลต่อระยะทางวิ่ง (Range) อย่างเห็นได้ชัด
พยายามขอข้อมูลการชาร์จจากเจ้าของเดิมว่าใช้การชาร์จแบบไหนเป็นหลัก
หากรถคันนั้นถูกชาร์จด้วย DC Fast Charge (ชาร์จด่วน) เกือบ 100% ของเวลาการใช้งาน จะส่งผลให้แบตเตอรี่เสื่อมสภาพเร็วกว่ารถที่เน้นชาร์จแบบ AC Home Charge (ชาร์จช้าที่บ้าน) เนื่องจากความร้อนสะสมขณะชาร์จด่วนนั่นเอง
ในรถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่มักจะวางอยู่ใต้พื้นรถ การตรวจเช็กใต้ท้องจึงสำคัญกว่ารถทั่วไป
ดูรอยบุบ รอยขูดขีด หรือรอยร้าวบริเวณแพ็กแบตเตอรี่ใต้ท้องรถ แม้เพียงเล็กน้อยก็อาจส่งผลต่อระบบระบายความร้อนและความปลอดภัยได้ หากพบรอยกระแทกหนัก ควรหลีกเลี่ยงทันที
ลองทดสอบขับ (Test Drive) โดยเริ่มที่แบตเตอรี่ 100% แล้วดูว่าระยะทางที่รถแจ้ง (Estimated Range) ลดลงสัมพันธ์กับระยะทางที่วิ่งจริงหรือไม่ หากตัวเลขลดฮวบเร็วกว่าปกติ แสดงว่าเซลล์แบตเตอรี่บางส่วนอาจเริ่มมีปัญหา
เช็กว่าพัดลมระบายความร้อนและระบบหล่อเย็นแบตเตอรี่ทำงานปกติไหม โดยเฉพาะหลังจากการขับขี่หรือการชาร์จ หากระบบนี้พัง แบตเตอรี่จะร้อนจัดและเสื่อมสภาพไวขึ้นหลายเท่า
รถ EV เปรียบเสมือนคอมพิวเตอร์เคลื่อนที่ ตรวจสอบว่ารถได้รับการอัปเดตซอฟต์แวร์เป็นเวอร์ชันล่าสุดหรือไม่ และระบบ Infotainment ยังลื่นไหลอยู่ไหม เพราะบางรุ่นหากซอฟต์แวร์เก่าเกินไปอาจไม่รองรับฟีเจอร์ใหม่ๆ ในอนาคต
ตรวจดูรอยไหม้ คราบสกปรก หรือความหลวมของช่องเสียบชาร์จทั้งแบบ AC และ DC พอร์ตที่หลวมหรือชำรุดอาจทำให้การชาร์จติดๆ ดับๆ และเกิดความร้อนสูงจนเป็นอันตรายได้
รถ EV มีน้ำหนักตัวรถมากและมีแรงบิดสูง ยางจึงสึกหรอเร็วกว่ารถทั่วไป
ตรวจดูว่ายางที่ใส่อยู่เป็นรุ่นสำหรับ EV หรือไม่ และดอกยางเหลือเท่าไหร่ เพราะการเปลี่ยนยาง EV ทั้งชุดมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่ายางรถทั่วไปพอสมควร
ส่วนใหญ่ค่ายรถจะประกันแบตเตอรี่ 8 ปี หรือ 160,000 กม. ต้องเช็กให้ชัวร์ว่ารถมือสองคันนี้ยังอยู่ในระยะประกัน และเงื่อนไขการรับประกันยังสมบูรณ์ (เช่น ต้องเข้าเช็กระยะที่ศูนย์บริการตามกำหนด) เพื่อความอุ่นใจหากต้องเคลมแบตเตอรี่ในอนาคต
รถ EV มักมาพร้อมระบบช่วยขับ (ADAS) ตรวจสอบว่ากล้องและเซนเซอร์ทุกจุดทำงานปกติ ไม่มีสัญญาณไฟเตือนความผิดพลาดบนหน้าปัด เพราะค่าซ่อมระบบเซนเซอร์เหล่านี้ค่อนข้างสูง
การเลือกซื้อรถไฟฟ้ามือสองไม่ใช่เรื่องน่ากลัว หากคุณให้ความสำคัญกับ "ข้อมูล" มากกว่า "รูปลักษณ์ภายนอก" การตรวจสอบค่า SOH ประวัติการชาร์จ และสภาพทางกายภาพของแพ็กแบตเตอรี่ คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้คุณได้รถที่คุ้มค่าและใช้งานได้ยาวนาน
จำไว้ว่า "รถ EV ที่ดีที่สุด ไม่ใช่รถที่ราคาถูกที่สุด แต่คือรถที่มีการดูแลรักษาแบตเตอรี่มาอย่างดีที่สุด"