ในสภาวะที่ค่าฝุ่น PM 2.5 พุ่งสูงเกินมาตรฐาน หลายคนอาจมุ่งเน้นไปที่การดูแลสุขภาพร่างกายจนลืมไปว่า "รถยนต์" ที่ใช้งานอยู่ทุกวันก็ได้รับผลกระทบอย่างหนักเช่นกัน ฝุ่นละอองขนาดจิ๋วไม่ได้แค่ทำหน้าที่เป็นคราบสกปรกบนตัวถัง แต่ยังสามารถเล็ดลอดเข้าไปทำลายระบบภายในและส่งผลเสียต่อคุณภาพอากาศในห้องโดยสารได้โดยตรง
เพื่อให้รถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพและปลอดภัยต่อทุกคนในครอบครัว นี่คือจุดตรวจเช็กสำคัญที่ห้ามมองข้าม
กรองอากาศแอร์ ปราการด่านแรกของลมหายใจ
กรองอากาศแอร์คือส่วนที่ทำหน้าที่ดักจับฝุ่นละอองและสิ่งสกปรกก่อนที่ลมเย็นจะถูกส่งออกมาจากช่องแอร์
- เมื่อฝุ่นในอากาศมีปริมาณมาก กรองอากาศจะเกิดการอุดตันเร็วขึ้น ทำให้ระบบปรับอากาศทำงานหนัก เย็นช้า และที่น่ากังวลที่สุดคือ หากกรองเสื่อมสภาพ ฝุ่นจิ๋วจะหลุดเข้ามาในห้องโดยสาร ส่งผลเสียต่อระบบทางเดินหายใจของผู้อยู่บนรถ
- ในช่วงที่มีฝุ่นหนาแน่น ควรตรวจเช็กกรองแอร์ทุก 5,000 กิโลเมตร หรือเปลี่ยนทันทีหากเริ่มมีกลิ่นอับ การเลือกใช้ กรองอากาศแบบ HEPA ที่สามารถดักจับอนุภาค PM 2.5 ได้โดยเฉพาะ จะช่วยยกระดับความปลอดภัยให้คนในรถได้ดียิ่งขึ้น
ไส้กรองอากาศเครื่องยนต์ หัวใจของสมรรถนะและการเผาไหม้
เครื่องยนต์สันดาปต้องการอากาศที่สะอาดไปใช้ในกระบวนการเผาไหม้ หากไส้กรองอากาศสกปรกเปรียบเสมือนร่างกายที่กำลัง "หายใจติดขัด"
- ฝุ่นที่เข้าไปอุดตันไส้กรองอากาศเครื่องยนต์ จะทำให้การเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ ส่งผลให้เครื่องยนต์มีอาการอืด เร่งไม่ขึ้น และสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงมากกว่าปกติหลายเท่า
- ควรหมั่นถอดไส้กรองออกมาเช็กด้วยสายตา หากพบว่ามีคราบฝุ่นหนาหรือเปลี่ยนเป็นสีดำเข้ม ควรเปลี่ยนใหม่ทันทีเพื่อรักษาอายุการใช้งานของเครื่องยนต์ในระยะยาว
การล้างรถและเคลือบสี ปกป้องตัวถังจากฤทธิ์กัดกร่อน
ฝุ่น PM 2.5 ไม่ได้นำมาแค่ความสกปรก แต่มันแฝงไปด้วยอันตรายต่อสีรถ
- ฝุ่นจิ๋วเหล่านี้มักมีสารเคมีหรือโลหะหนักปนเปื้อนมาด้วย เมื่อฝุ่นสะสมบนผิวรถและเจอกับความชื้นหรือน้ำค้าง จะเปลี่ยนสภาพมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆ ที่สามารถกัดกร่อนชั้นแล็กเกอร์ ทำให้สีรถหมอง ดูหม่น หรือเกิดคราบฝังลึกที่ล้างออกยาก
- ควรล้างรถให้บ่อยขึ้นในช่วงที่ค่าฝุ่นสูง และการเลือก เคลือบแก้วหรือเคลือบสี จะช่วยสร้างชั้นฟิล์มปกป้องผิวรถ ทำให้ฝุ่นเกาะติดได้ยากขึ้น และช่วยให้การล้างทำความสะอาดในครั้งต่อไปง่ายขึ้นโดยไม่ทำลายชั้นสีเดิม
ระบบหมุนเวียนอากาศ ปิดทางเข้าของฝุ่นร้าย
จุดที่ดูง่ายที่สุดแต่หลายคนอาจเผลอเรอ คือการตั้งค่าระบบอากาศภายในรถ
- รถยนต์ส่วนใหญ่มีโหมดเลือกรับอากาศภายนอก (Fresh Air) หากเผลอเปิดโหมดนี้ทิ้งไว้ ฝุ่น PM 2.5 จากถนนจะถูกดูดเข้ามาในรถโดยตรงทันที
- ตรวจเช็กให้แน่ใจว่าเปิดโหมด "อากาศหมุนเวียนภายในรถ" ตลอดการเดินทาง และควรตรวจสอบสภาพขอบยางประตูหน้าต่างว่ายังปิดสนิทดีหรือไม่ หากขอบยางเริ่มแข็งหรือเสื่อมสภาพ ควรเปลี่ยนใหม่เพื่อป้องกันฝุ่นเล็ดลอดเข้ามาตามรอยตะเข็บ
ารดูแลรถยนต์ท่ามกลางวิกฤตฝุ่น ไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงาม แต่คือการรักษาความคุ้มค่าของเครื่องยนต์และที่สำคัญที่สุดคือการรักษาความสะอาดของลมหายใจขณะเดินทาง หากใส่ใจเช็กทั้ง 4 จุดนี้ ก็จะช่วยให้ผ่านพ้นช่วงวิกฤตฝุ่นไปได้อย่างมั่นใจและปลอดภัย