วันที่ 1 มกราคม 2569 จะไม่ใช่แค่การเริ่มต้นปีใหม่ แต่คือ "วันเปลี่ยนผ่าน" ครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย เมื่อโครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่เริ่มบังคับใช้ตามแผนส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าและเป้าหมาย Carbon Neutrality การปรับเปลี่ยนครั้งนี้จะส่งผลโดยตรงต่อ "ราคารถ" ทุกประเภทในโชว์รูม ใครที่กำลังวางแผนซื้อรถในช่วงรอยต่อปี 2568-2569 จำเป็นต้องทำความเข้าใจว่า รถที่คุณเล็งไว้จะราคาพุ่งสูงขึ้นเป็นหลักล้าน หรือจะถูกลงจนน่าใจหายกันแน่
กลุ่มที่ 1 รถยนต์สันดาป (ICE) "สายโหดน้ำตาตก"
สำหรับคนที่ยังรักในเครื่องยนต์เพียวๆ ไม่ว่าจะเป็นเบนซินหรือดีเซล เตรียมตัวรับแรงกระแทกได้เลยครับ เพราะโครงสร้างภาษีใหม่เน้นจัดเก็บตามการปล่อยก๊าซ CO2 และขนาดเครื่องยนต์ที่เข้มงวดกว่าเดิม
- กลุ่มเครื่องยนต์ใหญ่ (> 3,000 ซีซี) รถกลุ่มนี้จะถูกปรับภาษีเพิ่มขึ้นจากเดิมประมาณ 40% พุ่งไปถึง 50% ทันที ส่งผลให้รถหรูหรือซูเปอร์คาร์ที่มีเครื่องยนต์ขนาดใหญ่อาจมีราคาขยับขึ้นตั้งแต่ 1 - 3 ล้านบาท ต่อคัน
- กลุ่มเครื่องยนต์ทั่วไป จะมีการปรับเกณฑ์การปล่อย CO2 ให้แคบลง หากรถรุ่นไหนเทคโนโลยีเก่าและปล่อยมลพิษสูง ภาษีจะไต่ระดับขึ้นไปทำให้ราคาขายปลีกสูงขึ้นตามไปด้วย
กลุ่มที่ 2 รถยนต์ไฟฟ้า (EV) "ราคาขยับเล็กน้อย แต่ความคุ้มค่ายังอยู่"
แม้ว่ารัฐบาลจะพยายามผลักดัน EV แต่ในปี 2569 สิทธิประโยชน์บางอย่างจากมาตรการ EV 3.0 และ 3.5 จะเริ่มเข้าสู่เฟสถัดไป
- EV 100% (BEV) ภาษีสรรพสามิตจะขยับจาก 0% หรือ 2% (ตามมาตรการส่งเสริมเดิม) มานิ่งอยู่ที่ 2% ซึ่งถือว่ายังต่ำมากเมื่อเทียบกับรถประเภทอื่น อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องจับตาคือมาตรการ "อุดหนุนเงินสด" ที่อาจลดน้อยลงตามเงื่อนไขเวลา
- เงื่อนไขแบตเตอรี่ รถ EV ที่จะได้สิทธิภาษีต่ำในปี 2569 ต้องใช้แบตเตอรี่ที่ผลิตในประเทศไทย เท่านั้น หากค่ายไหนยังนำเข้าแบตเตอรี่อยู่ อาจทำให้ต้นทุนภาษีดีดตัวสูงขึ้นได้
กลุ่มที่ 3 ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) "ยุคทองของผู้ชนะ"
ปี 2569 จะเป็นปีที่รถ PHEV มีความชัดเจนเรื่องราคามากที่สุด โดยรัฐได้แยกเกณฑ์การวัดคุณภาพออกมาอย่างชัดเจน
- ถูกลง หากรถรุ่นนั้นวิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนได้ไกลเกิน 80 กิโลเมตร และติดตั้งระบบความปลอดภัย (ADAS) ตามกำหนด ภาษีจะต่ำเพียง 5% เท่านั้น
- แพงขึ้น หากวิ่งด้วยไฟฟ้าได้ไม่ถึงเกณฑ์ หรือไม่มีระบบความปลอดภัยตามมาตรฐานใหม่ ภาษีจะกระโดดไปที่ 10% ทันที ซึ่งถือว่าเป็นอัตราที่เพิ่มขึ้นเท่าตัวจากรุ่นที่ทำสเปกได้ดีกว่า
กลุ่มที่ 4 ไฮบริดทั่วไป (HEV) "ความนิ่งที่ยาวนาน"
ข่าวดีสำหรับคนชอบรถไฮบริดแบบไม่ต้องเสียบปลั๊ก เพราะบอร์ด EV มีมติคงอัตราภาษีต่ำต่อเนื่อง 7 ปี (พ.ศ. 2569 - 2575) เพื่อช่วยค่ายรถในการเปลี่ยนผ่าน โดยรถที่ปล่อย CO2 ต่ำกว่า 100 กรัม/กม. จะเสียภาษีที่ 6% และไม่เกิน 120 กรัม/กม. เสียที่ 9% ทำให้ราคารถกลุ่มนี้มีความเสถียรที่สุด ไม่หวือหวาเหมือนกลุ่มอื่น
กลยุทธ์การซื้อรถให้คุ้มค่าในปี 2569
หัวใจสำคัญของภาษีใหม่ 2569 คือ "ยิ่งรักษ์โลก ภาษียิ่งต่ำ"
- สายรถหรู/เครื่องใหญ่ หากคุณเล็งรถยุโรปเครื่องยนต์ 3.0 ลิตรขึ้นไป การซื้อก่อนสิ้นปี 2568 อาจประหยัดเงินได้เป็นล้านบาท
- สายประหยัด รถ PHEV รุ่นใหม่ปี 2569 จะน่าสนใจมาก เพราะสเปกจะสูงขึ้น (วิ่งไฟฟ้าไกล) ในขณะที่ภาษีต่ำลง
- สาย EV ไม่ต้องรีบร้อนมากนัก เพราะราคาแบตเตอรี่ที่ลดลงและการผลิตในไทยจะช่วยพยุงไม่ให้ราคาดีดสูงขึ้นแม้ภาษีจะขยับขึ้นเล็กน้อย
สรุปสั้นๆ คือ ปี 2569 จะเป็นปีที่คัดกรองรถยนต์ที่ไม่มีประสิทธิภาพออกจากตลาด ใครที่ทำรถสะอาดและปลอดภัยกว่า จะเป็นผู้ที่ได้ป้ายราคาที่ "ถูกลง" ในสายตาผู้บริโภค