ดีสนีย์เปิดทำเนียบประธานาธิบดีต้อนรับ ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ ร่วมกับหุ่นผู้นำสหรัฐฯ 44 คน

สวนสนุกดิสนีย์ในฟลอริดา เปิดทำเนียบประธานาธิบดีต้อนรับน้องใหม่ “โดนัลด์ ทรัมป์” เข้าเป็นส่วนหนึ่งของหุ่นผู้นำสหรัฐฯ 44 คน ซึ่งทรัมป์ก็อัดเสียงของตัวเองให้ทางดิสนีย์เพื่อนำมาใช้จัดแสดงโดยเฉพาะด้วย ใครที่ไปเที่ยวสวนสนุก “ดิสนีย์ แมจิค คิงด้อม พาร์ค” ที่เมืองออร์แลนโด รัฐฟลอริดา ตั้งแต่วันนี้ก็จะได้พบกับหุ่นประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ขยับได้ พูดได้ อยู่ร่วมกับอดีตประธานาธิบดีอีก 44 คนของสหรัฐอเมริกา ในทำเนียบประธานาธิบดี หุ่นทรัมป์สวมสูทสีดำ ไม่ติดกระดุมเสื้อนอก และเนคไทลายขาวน้ำเงิน หน้าตาหุ่นนั้นดูไม่ค่อยจะเหมือนตัวจริงสักเท่าไหร่ จากความคิดเห็นของชาวเน็ต แต่ว่าเสียงนั้นเป๊ะแน่นอน เพราะทรัมป์อัดเสียงตัวเองมาให้ดิสนีย์ใช้เป็นกรณีพิเศษ เป็นเสียงของเขาตอนที่กล่าวคำสาบานตนรับตำแหน่ง ต่อด้วยสุนทรพจน์ยาว 1 นาที ทำเนียบประธานาธิบดีในสวนสนุกดิสนีย์ฟลอริดา เปิดให้เข้าชมมานาน 46 ปีแล้ว พอนักท่องเที่ยวเข้าไปในทำเนียบก็จะได้พบกับหนังสั้นเล่าเรื่องราวการบริหารบ้านเมืองของผู้นำสหรัฐฯ คนเด่นๆ ต่อด้วยการแสดงของหุ่นทั้งหมด รวมถึงสุนทรพจน์ของอับราฮัม ลินคอล์น, จอร์จ วอชิงตัน และโดนัลด์ ทรัมป์.

‘มือระเบิด’ แมนฮัตตันโดน 8 ข้อหาหนัก พบมีโพสต์ด่า ‘ทรัมป์’ ก่อนลงมือก่อเหตุร้าย

ความคืบหน้าเหตุก่อการร้ายที่นิวยอร์ก มีรายงานว่าก่อนที่ “อาคาเย็ด อุลเลาะห์” ชาวบังกลาเทศวัย 27 ปี จะลงมือ เขาได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กว่า “ทรัมป์ แกปกป้องประเทศตัวเองไม่ได้” ชุดสืบสวนยังพบหนังสือเดินทางของเขาที่มีข้อความเขียนไว้ว่า “อเมริกา จงตายไปในความพิโรธของเจ้า” และจากการสอบปากคำเบื้องต้น นายอุลเลาะห์ สารภาพว่า แผนโฆษณาชวนเชื่อของกลุ่มที่สนับสนุนกลุ่มไอเอสในโลกออนไลน์ ที่เป็นรูปซานตาคลอส เหนือจัตุรัสไทม์สแควร์ก็ทำให้เขาอยากก่อเหตุ สำหรับการเตรียมตัวก่อเหตุ นายอุลเลาะห์ เริ่มศึกษาวิธีการประกอบระเบิดประมาณ 1 ปีก่อน จากนั้นก็ใช้เวลา 2-3 สัปดาห์รวบรวมอุปกรณ์ที่ต้องใช้ ก่อนจะประกอบระเบิดจนเสร็จที่บ้านในสัปดาห์ที่แล้ว โดยนายอุลเลาะห์มีระเบิดอย่างน้อย 2 ลูก แต่ในวันที่เกิดเหตุระเบิดเพียงลูกเดียว และทำงานไม่สมบูรณ์ ปัจจุบันนายอุลเลาะห์ ยังรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลจากแผลฉีกขาด และแผลไหม้ เขาถูกตั้งข้อหา 8 กระทง เป็นข้อหาก่อการร้ายระดับชาติ 5 กระทง และระดับรัฐอีก 3 กระทง. ภาพจากรอยเตอร์

ปาเลสไตน์ประท้วงเดือดไม่รับ ‘เยรูซาเล็ม’ เป็นเมืองหลวงอิสราเอล บาดเจ็บระนาว 31 ราย

เมื่อวันที่ 8 ธ.ค. 60 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ชาวปาเลสไตน์เกิดปะทะรุนแรงกับทหารอิสราเอล ระหว่างเหตุประท้วงประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ที่ประกาศรับรองสถานะกรุงเยรูซาเล็มให้เป็นเมืองหลวงของประเทศอิสราเอล โดยมีภาพขณะที่ทหารอิสราเอลยิงแก๊สน้ำตาใส่กลุ่มผู้ประท้วงชาวปาเลสไตน์นับหมื่นคนบริเวณเขตเวสต์แบงค์ และฉนวนกาซ่า ซึ่งเหตุประท้วงได้บานปลายจนเป็นเหตุปะทะเมื่อกลุ่มประท้วงเริ่มเผายางรถยนต์ และขว้างปาก้อนหินใส่ทหาร ทำให้ทหารอิสราเอลต้องยิงทั้งกระสุนยางและกระสุนจริง รวมทั้งฉีดแก๊สน้ำตาใส่ผู้ประท้วงเป็นการตอบโต้ โดยขณะนี้มีรายงานผู้บาดเจ็บจากเหตุประท้วงแล้ว 31 ราย ในจำนวนนี้บาดเจ็บสาหัส 1 ราย การประกาศรับรองสถานะกรุงเยรูซาเล็มของประธานาธิบดีทรัมป์ จะส่งผลกระทบต่อการเจรจาสันติภาพระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์ ที่ต่างอ้างว่ากรุงเยรูซาเล็มเป็นเมืองหลวงของตน ทั้งยังส่งผลกระทบต่อฐานะของสหรัฐฯ ที่วางตัวเป็นกลางในเจรจาสันติภาพในตะวันออกกลางมาตลอด นอกจากนี้ประธานาธิบดีทรัมป์ยังเตรียมการย้ายสถานทูตสหรัฐฯประจำอิสราเอล จากกรุงเทลอาวีฟ ไปยังเยรูซาเล็มด้วย รายงานข่าวระบุว่า คำประกาศรับรองสถานะกรุงเยรูซาเล็มของประธานาธิบดีทรัมป์ไม่เพียงแต่จะทำให้ชาวปาเลสไตน์ไม่ใจเท่านั้น แต่ยังมีบรรดาชาติอาหรับ และมุสลิมจากหลายประเทศทั้งอินโดนีเซีย ซาอุดีอาระเบีย จอร์แดน และตุรกี ออกมาประณามประธานาธิบดีทรัมป์ โดยส่วนใหญ่เห็นว่าการประกาศรับรองสถานะกรุงเยรูซาเล็มจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคง และเสถียรภาพของโลก พร้อมทั้งเรียกร้องให้สหรัฐฯ ทบทวนการตัดสินใจอีกครั้ง ส่วนประเทศพันธมิตรสำคัญของสหรัฐฯอย่างอังกฤษ เยอรมนีและฝรั่งเศส ต่างก็แสดงความไม่เห็นด้วยกับการประกาศรับรองสถานะกรุงเยรูซาเล็มของประธานาธิบดีทรัมป์เช่นกัน ขณะที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติและสันนิบาตรอาหรับก็เตรียมนัดประชุมในเร็ววันนี้เพื่อหารือประเด็นนี้อีกด้วย.

ระอุ! โลกอาหรับรุมประณาม ‘ทรัมป์’ รับรอง ‘เยรูซาเล็ม’ เป็นเมืองหลวงยิว

คำประกาศของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ในการรับรองกรุงเยรูซาเล็มเป็นเมืองหลวงของอิสราเอลอย่างเป็นทางการ พร้อมประกาศจะย้ายที่ตั้งสถานทูตอเมริกันจากนครเทลอาวีฟมายังเยรูซาเล็มใน 4 ปี สร้างความไม่พอใจและก่อให้เกิดการประท้วงเป็นวงกว้างในหลายประเทศ ประธานาธิบดีมะห์มูด อับบาส ผู้นำปาเลสไตน์ ออกมาประณามการตัดสินใจนี้ของทรัมป์ผ่านโทรทัศน์ โดยระบุว่าเป็นสิ่งที่ชาวปาเลสไตน์ “มิอาจยอมรับได้” และตั้งข้อสังเกตว่า นี่อาจเป็นเจตนาของสหรัฐฯในการยุติบทบาทของตัวเองในฐานะ ผู้ไกล่เกลี่ยสันติภาพ ในตะวันออกกลาง ขณะที่ประชาชนชาวปาเลสไตน์ในเมืองเบ็ธเลเฮม ที่เป็น บ้านเกิดของพระเยซู รวมถึงที่เมืองรามัลเลาะห์ พร้อมใจกันดับไฟประดับต้นคริสต์มาส เพื่อเป็นการประท้วงเชิงสัญลักษณ์ต่อการตัดสินใจนี้ของผู้นำสหรัฐฯ ขณะที่ชาวปาเลสไตน์ในพื้นที่เขตเวสต์แบงก์ และฉนวนกาซ่า ต่างออกมาเดินขบวนตามท้องถนนพร้อมตะโกนถ้อยคำด่าทอทรัมป์ รวมถึงมีการจุดไฟเผายางรถยนต์และขว้างปาก้อนหินใส่ทหารอิสราเอล ในซีเรีย กระทรวงต่างประเทศซีเรียออกคำแถลงประณามท่าทีล่าสุดของทรัมป์ โดยระบุเป็นสิ่งที่ขัดต่อกฏหมายระหว่างประเทศ และจะก่อให้เกิด ผลลัพธ์ที่เป็นอันตราย ต่อความสงบสุขของโลก ในทางกลับกัน การตัดสินใจของทรัมป์ที่ให้การรับรองสถานะของกรุงเยรูซาเล็มเป็นเมืองหลวงของอิสราเอลได้สร้างความยินดีปรีดาให้กับชาวยิวทั่วโลก รวมถึงชาวยิวในมหานครนิวยอร์ก ที่ต่างแสดงความชื่นชมการตัดสินใจนี้ โดยหลายคนถึงกับยอมรับว่า นี่เป็นของขวัญชิ้นใหญ่ ที่ผู้นำสหรัฐฯ มอบให้กับอิสราเอล และลูกหลานชาวยิวทั่วโลก ทั้งนี้ สถานะของกรุงเยรูซาเล็มซึ่งเป็นที่ตั้งของศาสนสถานศักดิ์สิทธิ์ของ 3 ศาสนา คือ คริสต์ อิสลาม และยิว มาแต่โบราณ ถือเป็นหนึ่งในประเด็นร้อนทางการเมืองระหว่างประเทศมาโดยตลอด เพราะทั้งอิสราเอลและปาเลสไตน์ต่างก็อ้างอธิปไตยของตนเหนือเมืองนี้.

‘ขอให้ทุกคนมีความสุข…!’ โดนัลด์ ทรัมป์ เปิดไฟประดับ ‘ต้นคริสต์มาส’ ครั้งแรกหลังเข้ารับตำแหน่ง

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และเมนาเลีย ทรัมป์ สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง ร่วมงานเปิดไฟประดับต้นคริสต์มาสครั้งแรกหลังเข้ารับตำแหน่ง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และเมนาเลีย ทรัมป์ สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง ควงคู่กันมาเป็นประธานในพิธีเปิดไฟประดับต้นคริสต์มาส ที่ เดอะ อิลลิปส์ สวนสาธารณะทางทิศใต้ของทำเนียบขาว ทั้งคู่เลือกเสื้อโค้ทและเนคไทสีแดงเพื่อให้เข้ากับเทศกาล ทรัมป์ อวยพรให้ทุกคนมีความสุขในช่วงคริสต์มาส และปีใหม่ พร้อมขอให้เมลาเนียเป็นคนเปิดสวิตช์ไฟให้ ก่อนจะชวนทุกคนนับถอยหลัง.

‘โสมแดง’ ยัน! ยิงขีปนาวุธข้ามทวีปสำเร็จ ปธน.เกาหลีใต้ สายตรงหารือทรัมป์

ล่าสุดทางการเกาหลีเหนือ ระบุว่า ประสบความสำเร็จในการทดสอบยิงขีปนาวุธฮวาซอง 15 ซึ่งเป็นขีปนาวุธสัยไกลข้ามทวีปรุ่นใหม่ โดยการยิงทดสอบดังกล่าวมีขึ้นเมื่อช่วงเช้ามืดของวันนี้ (29 พ.ย. 60) ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งเกาหลีเหนือได้อ้างว่าขีปนาวุธล่าสุดนี้สามารถยิงโจมตีได้ทุกพื้นที่ในสหรัฐฯ ด้านกระทรวงกลาโหมเกาหลีใต้เปิดเผยว่าขีปนาวุธดังกล่าวของเกาหลีเหนือสามารถยิงได้ไกล 960 กิโลเมตรเป็นระยะเวลาว 50 นาที และทะยานสูงถึง 4,500 กิโลเมตร ซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุดเท่าที่เกาหลีเหนือเคยทดสอบมา ก่อนที่ขีปนาวุธจะตกลงในทะเลญี่ปุ่น การทดสอบยิงขีปนาวุธของเกาหลีเหนือครั้งดังกล่าวถือเป็นการยิงทดสอบครั้งที่ 6 ในปีนี้ โดยที่ผ่านมาเกาหลีเหนือได้เดินหน้าพัฒนา และทดสอบโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธอย่างต่อเนื่อง โดยไม่สนใจเสียงคัดค้านและมาตรการคว่ำบาตรจากนานาประเทศ ขณะที่ประธานาธิบดีมุน แจอิน ผู้นำเกาหลีใต้และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ได้โทรศัพท์หารือหลังเกาหลีเหนือดำเนินการทดสอบยิงขีปนาวุธ ซึ่งเกาหลีใต้ยังได้เรียกร้องให้เกาหลีเหนือยุติการกระทำอันยั่วยุ ที่อาจสร้างความตึงเครียดในภูมิภาค โดยขณะนี้กองทัพเกาหลีใต้ก็ได้ดำเนินการซ้อมรบรับมือภัยคุกคามจากเกาหลีเหนือด้วย ด้านนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะของญี่ปุ่นได้ประณามการทดสอบยิงขีปนาวุธครั้งล่าสุดของเกาหลีเหนือ ขณะที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติก็เตรียมจัดการประชุมฉุกเฉินเพื่อหามาตรการทางรับมือกับเกาหลีเหนือ

‘ทรัมป์’ ตื่นเต้น! ไถ่ชีวิตไก่งวงครั้งแรก เนื่องในวันขอบคุณพระเจ้า

  ทำเนียบขาวมีพิธีสำคัญ เป็นการไถ่ชีวิตไก่งวง ซึ่งเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของผู้นำสหรัฐฯ ในช่วงวันขอบคุณพระเจ้า ซึ่งครั้งนี้เป็นหนแรกของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เจ้าตัวเลยมีอาการตื่นเต้นสุดๆ พิธีไถ่ชีวิตไก่งวงถูกจัดขึ้นที่สวนโรสการ์เด้นภายในทำเนียบขาว โดยมีเจ้าหน้าที่ทำเนียบ และผู้สื่อข่าวจำนวนมากเข้าร่วม ส่วนประธานในพิธีก็มีครอบครัวประธานาธิบดีทรัมป์เกือบครบทุกคน พอมาถึงทรัมป์ก็กล่าวต้อนรับแขก และต้อนรับเจ้าดรัมสติ๊ก และวิชโบน ไก่งวงทั้ง 2 ตัวที่ได้รับเลือก พอพูดทักทายจบ ทรัมป์ก็เดินมาที่โต๊ะซึ่งมีเจ้าไก่งวงอยู่ แล้วก็ถามว่า “เค้าจับตัวไก่งวงได้ใช่มั้ย” และตามธรรมเนียม ก็ต้องประกาศเสียงดังๆ ว่า “ไก่งวงตัวนี้ได้รับการไถ่โทษ” ก็ถือเป็นอันเสร็จเรียบร้อย ซึ่งหลังจากพิธี ไก่งวงที่ได้รับการไถ่โทษจะถูกส่งไปที่ศูนย์เรียนรู้ และมีคนเลี้ยงดูจนสิ้นอายุขัย ไม่ต้องเสี่ยงถูกจับไปเป็นอาหาร.

มันจะงงๆ หน่อย!? เมื่อ ทรัมป์ ไม่เข้าใจธรรมเนียมจับมือแบบอาเซียน จนเกือบทิ้ง ดูแตร์เต ไว้กลางทาง

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในเวทีการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 31 ที่กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อเหล่าผู้นำประเทศกำลังยืนเรียงกัน เพื่อจับมือไขว้กันตามธรรมเนียมเพื่อถ่ายภาพหมู่ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ที่ดูเหมือนประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา โดนัลด์ ทรัมป์ จะไม่ค่อยคุ้นเคยกับวิธีจับมือแบบดังกล่าว จึงทำให้เขาหันไปจับมือกับนายกรัฐมนตรีเวียดนาม เหงียน ซวน ฟุก ด้วยมือทั้งสองข้าง จนลืมจับมือกับ โรดรีโก ดูแตร์เต ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ และปล่อยให้มือของดูแตร์เตที่เอื้อมมาค้างอยู่กลางอากาศแบบนั้น ก่อนที่ผู้นำสหรัฐฯ จะรู้สึกตัว และทำการไขว้มือเพื่อจับมือของดูแตร์เตได้สำเร็จ ที่มา – Facebook.com / Rappler

ฉันมาทำอะไรที่นี่! ชาวเน็ตแห่แซวทหารแดนกิมจิ หลังถูกนั่งคั่นระหว่าง “ทรัมป์-มุนแจอิน”

สำนักข่าวซินหัว รายงานว่า เมื่อวันที่ 7 พ.ย.ที่ผ่านมา นาย โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และนาย มุน แจ อิน ผู้นำเกาหลีใต้ ได้เดินทางเยี่ยมค่ายฮัมฟรีย์ ฐานทัพสหรัฐฯ ในประเทศเกาหลีใต้ โดยทางค่ายได้จัดให้มีการรับประทานอาหารร่วมกับเหล่าทหารในค่าย แต่ด้วยเหตุผลใดไม่ทราบ หน่วยงานที่ดูแลจึงได้จัดให้ทหารเกาหลีใต้นายหนึ่งนั่งคั่นระหว่าง โดนัลด์ ทรัมป์ และ มุนแจอิน และแล้วความฮาก็บังเกิด เมื่อภาพนี้ถูกเผยแพร่ออกไปทำให้ชาวเน็ตต่างพากันขบขัน สงสาร และชื่นชม ต่างๆนาๆ ในความกล้าหาญของทหารนายนี้ โดยระหว่างการรับประทานอาหารของผู้นำทั้งสองได้มีการพูดคุยกันตลอดเวลา ทำให้นายทหารคนดังกล่าวนั่งตัวตรง หน้านิ่ง เพราะไม่กล้ากินอาหารที่อยู่ตรงหน้า และไม่กล้าที่จะสอดแทรกการสนทนาระหว่างผู้นำทั้งสองคน เนื่องจากจะดูไม่เหมาะสม ได้แต่นั่งเกร็งอยู่อย่างนั้นเป็นเวลานานทีเดียว ขอบคุณภาพ : สำนักข่าวซินหัว

เป็นเกียรติอย่างมาก! ‘ปิโกะ ทาโร่’ เผยภาพร่วมเฟรม ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ แฟนคลับกิตติมศักดิ์

ภารกิจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ที่ปิดฉากการเยือนญี่ปุ่นอย่างสวยงามที่งานเลี้ยงเมื่อคืนนี้ โดยมีแขกคนสำคัญที่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมงาน คือ ปิโกะ ทาโร่ เจ้าของเพลงฮิตติดหู ที่ทรัมป์เคยบอกว่าชื่นชอบ นี่เป็นภาพบรรยากาศงานเลี้ยงอาหารค่ำที่รัฐบาลญี่ปุ่นจัดให้กับคณะผู้นำสหรัฐฯ จะเห็นว่าบรรยากาศเป็นไปด้วยความชื่นมื่น และอบอุ่น เนื่องจากตลอด 2 วันที่ผ่านมา ผู้นำทั้ง 2 คนได้ทำกิจกรรมร่วมกันหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการหารือข้อธุรกิจ ไปเล่นกอล์ฟ ไปทานอาหารและไปให้อาหารปลา และเพื่อเป็นการเอาใจประธานาธิบดีทรัมป์ ส่งท้าย รัฐบาลญี่ปุ่นได้เชิญ ปิโกะ ทาโร่ ศิลปินชื่อดังชาวญี่ปุ่นมาร้องเพลงในงานด้วย เพราะว่าก่อนหน้านี้ ทรัมป์ เคยบอกว่า เขาชอบเพลงของศิลปินท่านนี้ และหลานสาวของเขาก็เป็นแฟนตัวยง ซึ่งในทวิตเตอร์ของปิโกะ ทาโร่ ได้มีการโพสต์ภาพที่เขาถ่ายกับประธานาธิบดีทรัมป์ และนายกฯ ชินโซ อาเบะ โดยบอกว่าถือเป็นเกียรติอย่างมาก นอกจากนั้น ยังได้โพสต์ภาพบรรยากาศทั่วไปในงาน จะเห็นว่าเขาได้ชวนให้แขกในงานทำท่าเต้นตามเพลงฮิตของเขาด้วย.

โต้กระแสไร้อารยะ!! ชมคลิปเต็ม 30 วิฯ ที่เผยนาที ‘ทรัมป์-อาเบะ’ เทอาหารปลาทั้งคู่ แถมผู้นำญี่ปุ่นเป็นฝ่ายเปิดก่อน

หลังจากการเป็นกรณีดราม่าบนหน้าสื่อไปทั่วโลก เมื่อประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้เดินทางมาประเทศญี่ปุ่นเป็นชาติแรกจากทั้งหมด 5 ประเทศในโปรแกรมการเยือนเอเชีย และได้มีภาพขณะเจ้าตัวกำลังเทอาหารให้ปลาคาร์ฟในสระต่อหน้านายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ชินโซ อาเบะ ซึ่งสร้างกระแสความไม่พอใจให้กับผู้คนในโลกออนไลน์อย่างมาก จนถึงขั้นกล่าวโจมตีผู้นำสหรัฐฯ ว่าเป็นพวกไร้อารธรรม และไม่ให้เกียรติเจ้าบ้าน อย่างไรก็ตาม จากการตรวจข้อมูลพบว่า ภาพดังกล่าวเป็นเพียงส่วนหนึ่งของคลิปความยาวประมาณ 30 วินาที ซึ่งเผยให้เห็นภาพขณะทั้งคู่ใช้ช้อนตักอาหารปลาในกล่องไม้ ก่อนที่ผู้นำญี่ปุ่นจะเป็นฝ่ายเริ่มเทอาหารปลาลงในสระ ก่อนที่ฝ่ายผู้นำสหรัฐฯ จะเป็นผู้เทตาม แต่ดูเหมือนจะมีความตั้งใจนำภาพของทรัมป์เพียงจังหวะนั้นมาใช้เพื่อจุดประเด็นบางอย่าง ที่มา – Youtube.com / Guardian News

รัฐบาลญี่ปุ่นเตรียมต้อนรับการมาเยือนอย่างเป็นทางการของผู้นำสหรัฐฯ

“เจแปน ไทม์ส” สื่อดังแดนปลาดิบ รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวในรัฐบาลญี่ปุ่นว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ เตรียมจัดงานเลี้ยงต้อนรับประธานาธิบดีทรัมป์ โดยให้นายคาสุฮิโตะ โคซากะ ศิลปินชื่อดังที่รู้จักกันดีในชื่อ “ปิโกะทาโร่” ขึ้นแสดงให้ความบันเทิงในงานนี้ ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยเปิดเผยว่าเขาชื่นชอบเพลง PAPP ที่มียอดวิวบนยูทูบทะลุ 111 ล้านวิว อีกทั้งหลานสาวของเขาก็เป็นเเฟนคลับของปิโกะทาโร่เช่นกัน นอกจากนั้น รัฐบาลญี่ปุ่นยังเตรียมให้ฮิเดกิ มัตสึยามะ โปรกอล์ฟชาวญี่ปุ่น ซึ่งเป็นมือวางอันดับ 4 ของโลก ลงสนามดวล “วงสวิง” กับประธานาธิบดีทรัมป์และนายกฯ อาเบะที่สนามกอล์ฟ ในจังหวัดไซตามะด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ ทรัมป์มีกำหนดเดินทางเยือนประเทศต่างๆ ในเอเชีย ประกอบด้วยญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน เวียดนาม และฟิลิปปินส์ เป็นเวลา 11 วัน ตั้งแต่วันที่ 3 พ.ย.นี้ เพื่อร่วมการประชุมสุดยอดกลุ่มอาเซียนและกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปค) รวมถึงหารือกับชาติพันธมิตรเกี่ยวกับปัญหาเกาหลีเหนือ

ต้อนรับฮาโลวีน! ทรัมป์ เปิดทำเนียบขาวแจกขนมเด็กๆ ในวันปล่อยผี

อีกหนึ่งธรรมเนียมปฏิบัติของผู้นำสหรัฐฯ นั่นคือการเปิดทำเนียบขาวเพื่อต้อนรับเด็กๆ ในเทศกาลฮาโลวีน เพื่อพูดคุยและแจกขนม ซึ่งนั้นทำให้ทำงานรูปไข่ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีบรรยากาศผ่อนคลายลงมาก เมื่อมีกลุ่มหนูน้อยในชุดคอสตูมรายล้อมผู้นำสหรัฐฯ แถมเด็กๆ เหล่านี้ก็ไม่ใช่ใครอื่นคนไกลที่ไหน แต่เป็นลูกๆ ของบรรดาผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบ ที่ได้รับเชิญมาเล่นทริกออร์ทรีต (trick or treat) กับผู้นำประเทศ นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า ผู้นำสหรัฐฯ ได้ออกปากแซวผู้สื่อข่าวด้วยว่า ทุกคนเป็นเด็กที่น่ารัก แต่พอโตขึ้นมาจะเป็นนักข่าวเหมือนกับพ่อแม่ของพวกเค้าหรือเปล่า ก่อนออกปากชมว่า…ผู้สื่อข่าวเองก็ทำหน้าที่พ่อแม่ได้เป็นอย่างดี แต่พอถึงเวลาทำข่าว พวกเขาทำไมไม่ออกมาให้ดีแบบนี้ ซึ่งเป็นประโยคที่เรียกเสียงหัวเราะชอบใจไปทั้งห้องทำงานรูปไข่ ที่มา — CBS News

หมายเลขหนึ่งที่แท้ทรู! ‘เมลาเนีย’ เจ็บจี๊ด เมียเก่าทรัมป์ออกทีวีอ้าง…ฉันนี่แหละ First Lady

กำลังเป็นประเด็นร้อนในทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ เกี่ยวกับสถานะ “สตรีหมายเลขหนึ่ง” หลังจากที่นางอิวาน่า ทรัมป์ ภรรยาคนแรกของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ไปออกรายโทรทัศน์ โดยพูดว่าเธอเป็นภรรยาคนแรกของโดนัลด์ เพราะฉะนั้น เธอนี่แหละคือ First Lady ทำให้ทีมงานของนางเมลาเนีย ทรัมป์ ภรรยาคนปัจจุบัน ไม่พอใจอย่างหนัก ในช่วงหนึ่งของรายการ Good Morning America ทางช่อง ABC ได้เชิญนางอิวาน่า ทรัมป์ มาเป็นแขกรับเชิญ ในฐานะที่เธอกำลังจะเปิดตัวหนังสือเล่มใหม่ “เรสซิ่ง ทรัมป์” ระหว่างการสัมภาษณ์ นางอิวาน่าเล่าถึงการเลี้ยงลูกทั้ง 3 คนของเธอกับทรัมป์ ได้แก่ โดนัลด์ จูเนียร์, อิวานก้า และเอริค และยังพูดถึงความสัมพันธ์ของเธอกับอดีตสามี โดยบอกว่าเธอมีเบอร์โทรศัพท์สายตรงถึงประธานาธิบดีทรัมป์ แต่เธอไม่อยากโทรไป เพราะไม่อยากให้มีคนหึงหวง เพราะถ้าพูดตามตรง เธอคือภรรยาคนแรกของทรัมป์ เพราะฉะนั้น…เธอนี่แหละคือ “สตรีหมายเลขหนึ่ง” หลังรายการออกอากาศไป โฆษกส่วนตัวของนางเมลาเนีย ทรัมป์ ภรรยาคนปัจจุบันก็ออกมาตอบโต้ทันที โดยระบุว่าเมลาเนียได้สร้างทำเนียบขาวให้เป็นบ้านที่อบอุ่นสำหรับสามีของเธอและบารอน ลูกชายของพวกเค้า เธอได้รับการยกย่องในฐานะสตรีหมายเลขหนึ่ง และตั้งใจจะใช้สถานะนี้ในการช่วยเหลือคน […]

แบบนี้รับไม่ได้! รุมจวก ‘ทรัมป์’ โยนสิ่งของ-กระดาษชำระให้ผู้ประสบภัยเปอร์โตริโก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯตกเป็นประเด็นวิจารณ์อย่างหนัก หลังเดินทางไปเยี่ยมผู้ประสบภัยพายุเฮอร์ริเคนที่เกาะเปอร์โตริโก ดินแดนในปกครองของสหรัฐฯกลางทะเลแคริบเบียน และใช้วิธีโยนสิ่งของบรรเทาทุกข์ซึ่งรวมถึง “กระดาษชำระ” ให้กับเหล่าผู้ประสบภัย รวมถึงฝูงชนที่เดินทางมารอต้อนรับการมาถึงของผู้นำสหรัฐฯ การเดินทางเยือนเปอร์โตริโกของทรัมป์ เกิดขึ้นภายหลังจากที่ดินแดนแห่งนี้ถูกพัดถล่มจากพายุเฮอร์ริเคนต่อเนื่องกันถึง 3 ลูกในเดือนที่แล้ว ส่งผลให้จนถึงขณะนี้ระบบส่งจ่ายกระแสไฟฟ้า สัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ และน้ำประปายังคงได้รับความเสียหายเป็นวงกว้างและไม่สามารถใช้งานได้ ท่ามกลางภาวะขาดแคลนอาหาร น้ำดื่ม และน้ำมันเชื้อเพลิง ที่กำลังคุกคามชาวเปอร์โตริโกจำนวนมากกว่า 3.4 ล้านคน ในตอนแรก ข่าวการมาถึงของทรัมป์และเมลาเนีย สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง สร้างความตื่นเต้นดีใจให้แก่ชาวเปอร์โตริโกจำนวนมาก แต่ไม่นานหลังจากที่ทรัมป์เดินทางมาถึงศูนย์กระจายสิ่งของบรรเทาทุกข์ที่กรุงซานฮวน เมืองหลวงของเปอร์โตริโก ผู้นำสหรัฐฯก็สร้างวีรกรรมและสร้างความผิดหวังครั้งใหญ่ ด้วยการ โยนสิ่งของช่วยเหลือ รวมถึงกระดาษชำระ ให้กับผู้ประสบภัยและชาวบ้านที่มารอต้อนรับ นางการ์เมน ยูลิน กรู๊ซ นายกเทศมนตรีหญิงของกรุงซานฮวน กล่าวโจมตีพฤติกรรมดังกล่าวของทรัมป์ว่าเป็นการ “ดูถูก” และเป็นสิ่งที่ทำร้ายความรู้สึกของชาวเปอร์โตริโกอย่างเลวร้าย ขณะที่สื่อท้องถิ่นพากันลงข่าวโจมตีพฤติกรรมของทรัมป์ในการโยนสิ่งของให้ผู้ประสบภัยในครั้งนี้ว่า ทรัมป์มองชาวเปอร์โตริโก เป็นเพียง “พลเมืองชั้นสอง” ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เองก็โดนวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงถึงความล่าช้าในการให้ความช่วยเหลือต่อเปอร์โตริโกที่เผชิญกับการพัดถล่มของพายุเฮอร์ริเคนที่มีรุนแรงที่สุดในรอบ 90 ปี

‘ทรัมป์’ เปิดทำเนียบขาวรับ ‘บิ๊กตู่’ ยินดีสานสัมพันธ์การค้า (คลิป)

พล.อ.ประยุทธ์ ผู้นำอาเซียนคนที่ 3 เข้าพบประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในปีนี้ ตามหลังนายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัค ของมาเลเซีย และนายเหงียน ซวน ฟุก ของเวียดนาม ซึ่งช่วงเวลาการพบปะหารือกันก็อยู่ในช่วงความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และเกาหลีเหนือ นี่จึงเป็นประเด็นหลักที่ทั้ง 2 ฝ่ายต้องพูดคุยกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก่อนหน้านี้สำนักข่าวเอเอฟพี และรอยเตอร์ รายงานตรงกันว่า สหรัฐฯ ต้องการให้ไทยตัดท่อน้ำเลี้ยงด้านการเงินของเกาหลีเหนือด้วยการปราบปรามธุรกิจบังหน้าที่เกาหลีเหนือตั้งขึ้นในไทยเพื่อทำการค้า เอเอฟพีอ้างข้อมูลจากระทรวงต่างประเทศของไทยว่ามูลค่าการค้าระหว่างไทยและเกาหลีเหนือระหว่างปี 2552-2557 เติบโตขึ้นเกือบ 3 เท่า เป็นมูลค่า 126 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ ราว 4,300 ล้านบาท แต่ฝั่งไทยอ้างว่า ปีนี้การค้าระหว่างไทย และเกาหลีเหนือลดลงไปถึงร้อยละ 94 ขณะที่ควอร์ซ สื่ออเมริกันอีกสำนักหนึ่ง แสดงความคิดเห็นว่า ทรัมป์แทบจะไม่สนใจว่าประเทศใดจะปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยหรือไม่ และเชื่อว่าผู้นำไทยและสหรัฐฯ จะออกมาใช้คำพูดสวยหรูแบบเดิมๆ คือ “ไทยเป็นพันธมิตรที่เก่าแก่ที่สุดในเอเชียของสหรัฐฯ” และยกยอความสัมพันธ์ที่มีมาอย่างยาวนานเป็นสูตรสำเร็จ ควอร์ซ ยังระบุอีกด้วยว่า สมาชิกสภาคองเกรสควรจะมีปากมีเสียงในการเดินทางเยือนของรัฐบาลไทยมากกว่านี้ ด้วยการตั้งเงื่อนไขให้ คสช.ทำตามให้ได้ก่อนจะเดินทางเยือนสหรัฐฯ เช่น เปิดเสรีด้านการแสดงความคิดเห็นหรือวิจารณ์การทำงานรัฐบาล, […]

สื่อนอกจับตา ‘ประยุทธ’ พบ ‘ทรัมป์’ ด้านนักเคลื่อนไหวไร้หวัง สหรัฐฯ แก้ปัญหาสิทธิมนุษยชนในไทย

สื่อต่างประเทศยังคงจับตาการหารือกันระหว่างผู้นำสองประเทศที่จะเกิดขึ้นในวันนี้ (2 ก.ย.60) อย่าง “ฟอเรน บรีฟ” ระบุว่าการพบกันของทรัมป์และพล.อ.ประยุทธ์ถือเป็นการฟื้นความสัมพันธ์ที่ห่างหายไปในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยนับตั้งแต่ปี 2014 สหรัฐฯ ระงับการให้ความช่วยเหลือด้านการเงินแก่กองทัพไทย และชะลอการขายอาวุธ ทำให้ไทยหันไปซื้อพวกรถถังและเรือดำน้ำจากจีนแทน ด้านสหรัฐฯ เองก็น่าจะหยิบยกประเด็นเกาหลีเหนือขึ้นมาพูดคุย เพราะก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ เคยแสดงความกังวลที่ไทยปล่อยให้บริษัทเกาหลีเหนือมาเปิดดำเนินธุรกิจในไทย ส่วนในเว็บไซต์ “ควอตซ์” สำนักข่าวด้านเศรษฐกิจ ได้ตีพิมพ์บทความของนายจอห์น ซิฟตั้น ผู้อำนวยการฮิวแมน ไรทส์ วอทช์ สาขาภูมิภาคเอเชีย โดยเขามองว่าการหารือในครั้งนี้ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนของไทย เพราะในขณะที่ทำเนียบขาวแสดงความกังวลเรื่องสิทธิมนุษยชน แต่ก็ไม่อาจปล่อยให้การค้ากับไทยได้รับผลกระทบ ที่ผ่านมา จึงไม่ได้มีมาตรการคว่ำบาตรหรือกดดันไทยอย่างจริงจัง  

ผมทำได้แล้วฮะ!! ทรัมป์สานฝันหนูน้อย 11 ขวบ ให้ได้ตัดหญ้าในทำเนียบขาว

อีกหนึ่งเรื่องราวประทับใจจากต่างประเทศ เมื่อมีการรายงานข่าวของ Frank Giaccio หนูน้อยวัย 11 ปี ที่ได้มีโอกาสเข้าไปทำงานเป็นพนักงานดูแลสนามหญ้าของทำเนียบขาว หลังจากที่เขาได้ส่งจดหมายเสนอตัวเข้ามาในทำเนียบขาว โดยให้เหตุผลว่าอยากจะโชว์ให้ชาวอเมริกันเห็นถึงศักยภาพของคนรุ่นใหม่ ซึ่งทางทำเนียบขาวได้ตอบรับคำขอนั้น ทั้งยังมีรายงานระบุว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ คือผู้อยู่เบื้องหลังโอกาสอันยิ่งใหญ่ของเด็กหนุ่มคนนี้ด้วย แม้จะไม่ใช่ตำแหน่งที่เท่หรือเป็นหน้าเป็นตาอะไร แต่ฝีมือในการตัดหญ้าของเขานั้นก็ดีจนประธานาธิบดีต้องลงมาออกปากชมด้วยตัวเอง แถมความขยันของเขายังไปสะดุดตาเจ้าหน้าที่อีกหลายคนในทำเนียบขาว ว่าเขาจริงจังกับหน้าที่นี้ยิ่งกว่าพนักงานผู้ใหญ่บางคนซะอีก ที่มา – Youtube.com / CHANNEL90seconds newscom

keyboard_arrow_up