เวียดนามเนื้อหอม รับอานิสงส์สงครามการค้า “สหรัฐฯ-จีน” หวั่นกระทบอีอีซีไทย

สืบเนื่องจากการกระแสสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน เพจเฟซบุ๊ก Thai Chamber ของสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้เผยแพร่คำสัมภาษณ์ของ นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานสภาธุรกิจไทย-เวียดนาม ที่กล่าวถึงผลกระทบสงครามการค้าในครั้งนี้ ซึ่งพบว่าเวียดนามเป็นประเทศที่ได้รับอานิสงส์มากที่สุด เนื่องจากปัจจัยดึงดูดการลงทุนที่สำคัญได้แก่ รัฐบาลมีเสถียรภาพ นโยบายมีความต่อเนื่อง นอกจากนี้ เวียดนามยังมีเอฟทีเอกับสหภาพยุโรป (อียู) และความตกลง CPTPP ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในปีนี้ ทั้งนี้ ประธานสภาธุรกิจไทย-เวียดนามยังบอกอีกว่า สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน มีผลให้จีนได้ย้ายหรือขยายฐานการผลิตไปเวียดนามมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบทำให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนใน อีอีซี ของไทยไม่มากอย่างที่ต้องการ เรื่องนี้รัฐบาลใหม่ต้องเร่งผลักดันโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ รองรับ และให้เกิดรูปธรรมโดยเร็วนักลงทุนจึงจะกล้าตัดสินใจมา เวียดนามรับอานิสงส์สงครามการค้ามากสุด หวั่นกระทบอีอีซีไทยนายสนั่น อังอุบลกุล ประธานสภาธุรกิจไทย-เวียดนาม เปิดเผยว่า … โพสต์โดย Thai Chamber เมื่อ วันอังคารที่ 11 มิถุนายน 2019

ราดน้ำมันใส่กองไฟ! Huawei ตอบโต้ ทรัมป์ ไล่ พนง.มะกันกลับประเทศ

สื่อนอกรายงาน Huawei ไล่พนักงานที่เป็นชาวอเมริกันกลับประเทศ เพื่อตอบโต้การแบนของรัฐบาลสหรัฐ ดูท่าว่าสงครามการค้าระหว่าง Huawei และรัฐบาลสหรัฐฯ ครั้งนี้จะยิ่งระอุขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุดสำนักข่าว Financial Times รายงานว่า Huawei ได้มีการยกเลิกการประชุมร่วมกับพนักงานที่เป็นชาวอเมริกัน นอกจากนี้ยังมีคำสั่ง เชิญให้พนักงานที่เป็นชาวอเมริกันที่ทำงานอยู่ในสำนักงานใหญ่ของ Huawei เดินทางกลับประเทศอีกด้วย โดย Financial Times ได้รายงานว่า มีพนักงานชาวอเมริกันที่ทำงานฝ่ายการวิจัยและการพัฒนาถูกส่งตัวกลับประเทศเมื่อสองสัปดาห์ก่อน หลังจากบริษัทสัญชาติจีนถึง 68 แห่งถูกจัดอยู่ในกลุ่มเป็นภัยต่อความมั่นคง และบริษัทในสหรัฐไม่สามารถทำธุรกิจกับ Huawei ได้

“แรร์เอิร์ธ” ไม้เด็ดในอุ้งมือมังกร ที่ทำให้จีนมีแต้มต่อเหนือพญาอินทรี

หลังจากเปิดศึกจนทำเศรษฐกิจทั่วโลกระส่ำระสายไม่สบายตัวกันไปทั่วหน้า (ดูจากหุ้นทั้งในสหรัฐและยุโรปพากันร่วงลงกันอย่างต่อเนื่องในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา) ก็ดูเหมือน “สงครามการค้า” ระหว่างสองมหาอำนาจโลกอย่าง “สหรัฐอเมริกา – จีน” จะยังไม่จบลงง่ายๆ และยังคงดำเนินต่อไปภายใต้กลเกมการกดดันผ่านมาตรการทางการค้าระหว่างประเทศ ที่จะทำให้ทั่วโลกต้องปั่นป่วนไปอีกสักพักใหญ่ และทำให้การพบกันของประธานาธิบดีทั้งสอง “โดนัลด์ ทรัมป์ – สี จิ้นผิง” ในเดือนมิถุนายนนี้ น่าจับตามองเป็นอย่างมากว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร และเหนือสิ่งอื่นใด…เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ เริ่มต้นมาจากการส่งสัญญาณของพญามังกรไปสู่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่เริ่มตัดสัมพันธ์ทางการค้ากับหัวเว่ย ด้วยการขู่ไม่ส่งแร่หายาก “แรร์เอิร์ธ” ที่ใช้ผลิตชิปให้ (อ่านเพิ่มเติม : “แรร์เอิร์ธ” แร่สำคัญในการผลิต iPhone ที่จีนขู่จะระงับการส่งออกให้สหรัฐฯ) ทำไม “แร่หายาก” ที่หลายคนบอกว่าสามารถพบได้ทั่วโลก จึงกลายเป็นแต้มต่อของจีนที่สร้างความปั่นป่วนจนเขย่าโลกเศรษฐกิจ (โดยเฉพาะอเมริกา) ได้ถึงขนาดนี้ !? อย่างที่เคยได้บอกไปแล้วว่า แร่แรร์เอิร์ธนั้นถูกนำมาใช้ในทุกๆ ผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในชีวิตประจำวันของมนุษย์ทุกคนบนโลก ตั้งแต่ สมาร์ทโฟน แว่นตา กล่องถ่ายรูป อุปกรณ์การแพทย์ ไปจนถึงรถยนต์ไฟฟ้า ที่สำคัญยังเป็นส่วนประกอบสำคัญในการสร้างอาวุธสมัยใหม่ เช่น ขีปนาวุธนำวิถี (อ่านเพิ่มเติม : สำคัญกว่าแค่ผลิต iPhone เพราะ “แรร์เอิร์ธ” […]

หอการค้าเผย “นักธุรกิจจีน” แห่ซบไทย หนีสงครามการค้า “สหรัฐฯ-จีน”

เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2562 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายปรัชญา สมะลาภา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้มีนักธุรกิจจีน รวมถึง ญี่ปุ่นและไต้หวันที่ตั้งโรงงานในจีน จำนวนมากเข้ามาติดต่อเพื่อขอเจรจา ซื้อโรงงานร้าง หรือขอเช่าอาคารของโรงงานตามแหล่งต่างๆ ทั้งในเขตจังหวัดภาคตะวันออกและ ในนิคมอุตสาหกรรม เนื่องจากนักธุรกิจกลุ่มดังกล่าว ได้รับผลกระทบสงครามการค้าสหรัฐ-จีน จึงทำให้การส่งออกสินค้าจากจีนไปสหรัฐหลายรายการต้องเสียภาษีนำเข้า 25%ซึ่งทำให้ศักยภาพการแข่งขันลดลงอย่างมาก “นักธุรกิจจีนพร้อมที่จะนำเครื่องจักรมาเพื่อที่จะผลิตสินค้าทันที โดยใช้ไทยเป็นฐานผลิตเพื่อส่งออกไปสหรัฐฯ ซึ่งไม่ถือว่าเป็นการสวมสิทธิแหล่งกำเนิดสินค้า เพราะ เป็นการผลิตในประเทศไทยจริงไม่ใช่การนำเข้าสินค้ามาแล้วแอบอ้างว่า ผลิต” จีนซบไทยหนีสงครามการค้า นายปรัชญา สมะลาภา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้มีนักธุรกิจจีน รวมถึง… โพสต์โดย Thai Chamber เมื่อ วันอาทิตย์ที่ 26 พฤษภาคม 2019

ย้อนรอยสงครามการค้า “จีน–สหรัฐฯ” ปี 2018 ก่อนกลายเป็นข้อพิพาท “แร่แรร์เอิร์ธ” ของสองมหาอำนาจ

กลายเป็นคำพูดหนาหูขึ้นมาทันที สำหรับการสงครามการค้าระหว่าง “จีน-สหรัฐอเมริกา” ที่สร้างความหวาดวิตกต่อระบบเศรษฐกิจทั่วโลก ว่าอาจทำให้เกิดสภาวะชะงักงันต่างๆ ตามมา และยังไม่อาจบอกได้ว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อไม่กี่วันมานี้ ใครกันแน่ที่เป็นฝ่ายได้เปรียบหรือเสียเปรียบ (อ่านเพิ่มเติม : เอกอัครราชทูตจีน ชี้สหรัฐฯ จนปัญญา หลังคว่ำบาตร “หัวเว่ย”) แต่หากย้อนกลับไปในปี ค.ศ. 2018 (พ.ศ. 2561) ความตึงเครียดระหว่างสองประเทศมหาอำนาจนี้ ได้ก่อตัวขึ้นมาสักพักและพร้อมจะปะทุได้ทุกเมื่อ ขอเพียงมีใครเป็นคนเริ่มเท่านั้น สงครามการค้าจีน–สหรัฐ หมายความถึงการริเริ่มภาษีศุลกากรกับสินค้าที่ค้าขายระหว่างประเทศจีนและสหรัฐ ซึ่งมีขึ้นเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2018 เมื่อสหรัฐฯ ได้กำหนดภาษีศุลกากร 25% ต่อสินค้าจีนมูลค่า 34,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายพิกัดอัตราใหม่ของประธานาธิบดีสหรัฐ ดอนัลด์ ทรัมป์ และจุดนี้เองที่ทำให้จีนเริ่มตอบโต้ด้วยการตั้งภาษีศุลกากรขนาดเท่ากันต่อผลิตภัณฑ์ของสหรัฐฯ ในอีก 4 วันถัดมา ( 10 กรกฎาคม 2018) ต่อมาสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐจัดพิมพ์รายการผลิตภัณฑ์จีนมูลค่า 200,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐที่จะอยู่ภายใต้พิกัดอัตราที่เสนอใหม่ 10% ตามคำสั่งของประธานาธิบดีทรัมป์ ทำให้จีนเริ่มทำการตอบโต้ด้วยการประกาศประณามพิกัดอัตราที่เสนอใหม่ว่า “เป็นการกระทำที่ไร้เหตุผล และ […]

keyboard_arrow_up