คือดีอ่ะ!! ชม 12 เมนูหลังคลอด สำหรับคุณแม่ในโรงพยาบาลญี่ปุ่น

งานนี้ลืมเมนูข้าวต้มแบบเดิมๆ ที่เคยเห็นใรงพยาบาลบ้านเราไปได้เลย เพราะที่จะได้ชมต่อไปนี่คือเมนูหลังคลอดที่เสิร์ฟในโรงพยาบาลที่ประเทศญี่ปุ่น ที่คุณแม่ชาวต่างชาติท่านหนึ่งซึ่งไปใช้บริการที่นั่นได้ถ่ายรูปอาหารทั้ง 12 มื้อที่เดินได้รับประทานระหว่างรักษาตัวออกมาใช้ชมกัน และต้องยอมรับจริงๆ ว่า…แต่ละเมนูนั้นเห็นแล้วชวนให้อยากไปคลอดที่ประเทศนั้นจริงๆ แม้จะเป็นแมนูที่น่าอิจฉา แต่ความจริงแล้วการเสิร์ฟอาหารในแต่ละประเทศนั้นก็แตกต่างกันไป แล้วแต่ฤดูกาล ราคาสินค้า ณ ขณะนั้น รวมทั้งสุขภาพของคุณแม่ว่าพร้อมรับอาหารหรือไม่ แต่เหนือสิ่งอื่นใด อาหารสำหรับคุณแม่หลังคลอดนั้น นอกจากจะต้องช่วยในการฟื้นฟูความแข็งแรงของคุณแม่แล้ว ยังต้องช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตน้ำนมด้วย ฉะนั้นมือหลังคลิดจึงมีความสำคัญมากและคุณแม่ไม่ควรอดหรืองดอาหารในช่วงนี้เด็ดขาด ที่มา – imgur.com

“เขียวปากจิ้งจก” งูพิษอ่อนรูปร่างเรียวบาง ที่ไม่เป็นภัยต่อมนุษย์

งูเขียวปากจิ้งจก (Oriental whipsnake) เป็นงูที่มีพิษอ่อนมาก ที่มีลักษณะลำตัวเรียวยาว หัวหลิม ปลายปากแหลม ขนาดเมื่อโตเต็มที่ได้ถึง 2 เมตร พื้นลำตัวโดยมากเป็นสีเขียว มักจะมีเส้นสีขาวข้างลำตัวบริเวณแนวต่อระหว่างเกล็ดตัวกับเกล็ดท้อง เส้นขาวยาวตั้งแต่บริเวณคอ จนถึงโคนหาง ท้องขาว ส่วนหางตั้งแต่โคนหางถึงปลายหางจะมีสีน้ำตาลหรือสีชมพู ตามีขนาดใหญ่ ม่านตาอยู่ในแนวนอน มักอาศัยอยู่ตามต้นไม้ พบทั่วไปในภูมิภาคเอเชียใต้จนถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในประเทศไทยพบได้ทุกภาค ในป่าทุกประเภท แม้กระทั่งสวนสาธารณะหรือสวนในบริเวณบ้านเรือนของผู้คนที่อยู่ในเมือง แม้จะเป็นงูที่ใช้พิษจัดการเหยื่อ แต่งูเขียวปากจิ้งจกมีพิษอ่อนมาก โดยพิษจะสามารถทำอันตรายได้เฉพาะสัตว์เล็กที่เป็นอาหาร เช่น จิ้งจก, กิ้งก่า, นก และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็กเท่านั้น ทั้งยังมีความคล้ายคลึงกับงูอีก 2 ชนิด ที่อยู่ในสกุลเดียวกัน คือ งูเขียวปากแหนบ (A. nasuta) และ งูเขียวหัวจิ้งจกมลายู (A. mycterizans) โดยงูทั้ง 3 ชนิด นี้ จะมีความหลากหลายทางสีสันมาก โดยจะมีสีสันแตกต่างหลากหลายออกไป ทั้งสีเขียว, สีส้ม, สีเหลือง, สีน้ำตาล, สีเทา, สีฟ้า […]

“น้ำเต้าหู้” แหล่งโปรตีนสำหรับผู้ไม่บริโภคเนื้อสัตว์

น้ำเต้าหู้ หรือ นมถั่วเหลือง เป็นเครื่องดื่มซึ่งทำจากการบดถั่วเหลืองและนำไปต้มกรองจนเจือจางลง อาจมีการปรุงรสหรือรับประทานคู่กับปาท่องโก๋ และธัญพืชอื่นๆ ตามชอบ นอกจากนี้ ยังจัดเป็นแหล่งโปรตีนสำหรับผู้ที่ไม่บริโภคเนื้อสัตว์ เพราะมีคุณค่าทางโภชนาการใกล้เคียงกัน และยังอุดมด้วยสารอาหารต่างๆ อีกมากมาย เช่น คาร์โบไฮเดรต แคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามิน A, B, B1, B2, B6, B12, ไนอาซิน และวิตามิน C, D, E อีกทั้งในถั่วเหลืองนั้นยังมีสารเลซิทิน ช่วยบำรุงสมอง เพิ่มทักษะความจำ และช่วยลดระดับโคเลสเตอรอลในร่างกายได้อีกด้วย อย่างไรก็ตาม แม้การดื่มนมถั่วเหลืองจะได้รับประโยชน์กว่าเครื่องดื่มอื่นๆ แต่ขณะเดียวกันนมถั่วเหลืองก็ยังมีสารอาหารบางอย่างที่สู้นมไม่ได้ เพราะถึงนมถั่วเหลืองให้โปรตีนเกือบเท่านม และมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวมากกว่า แต่ขณะเดียวกันก็มีปริมาณแคลเซียมที่น้อยกว่ามาก ดังนั้นการดื่มนมถั่วเหลืองในแต่ละวัน ถ้าเป็นนมถั่วเหลืองชนิดธรรมดาที่ไม่ได้มีการเสริมแคลเซียมเข้าไปนั้น แนะนำให้ดื่มเป็นอาหารเสริมวันละ 1-2 แก้ว เพราะนมถั่วเหลืองชนิดธรรมดา มีแคลเซียมไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย จึงควรรับประทานอาหารอื่นที่มีแคลเซียมควบคู่กันไปด้วย

รู้หรือไม่ว่า…ลายบนตัว “เสือโคร่ง” ก็เหมือนกับลายบนนิ้วมือของมนุษย์

เสือโคร่ง หรือ เสือลายพาดกลอน เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม อันดับสัตว์กินเนื้อ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Panthera tigris ในวงศ์ Felidae ซึ่งจัดเป็นสัตว์ที่มีขนาดที่สุดในวงศ์นี้ และยังเป็นเสือชนิดที่ใหญ่ที่สุดอีกด้วย โดยมีความยาวเฉลี่ยจากหัวไปจนถึงโคนหาง 1.4–2.8 เมตร หางยาว 60–95 เซนติเมตร น้ำหนักตัวประมาณ 130–260 กิโลกรัม นอกจากนี้ สีขนบนลำตัวที่ออกน้ำตาลเหลืองหรือเหลืองอมส้ม และมีลายสีดำพาดขวางตลอดทั้งลำตัวนั้น ยังเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเสือโคร่งแต่ละตัว เช่นเดียวกับลายนิ้วมือของมนุษย์ เพราะลายเหล่านั้นจะไม่มีความเหมือนกันเลย ทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถระบุตัวพวกมันเพื่อทำการวิจัยได้ เสือโคร่งมีพฤติกรรมและอุปนิสัยชอบอยู่เพียงลำพังตัวเดียวโดดๆ ยกเว้นในฤดูผสมพันธุ์จึงจะจับคู่กัน อายุที่พร้อมจะผสมพันธุ์ได้นั้นคือ 3–5 ปี โดยตัวเมียจะเป็นสัดทุก ๆ 50 วัน และจะส่งเสียงร้องดังขึ้น ๆ และถี่ขึ้นเรื่อย ๆ การผสมพันธุ์ของเสือโคร่งนั้นใช้เวลาเร็วมาก คือ ใช้เวลาเพียง 15 วินาทีเท่านั้น เมื่อเสร็จแล้วตัวผู้จะแยกจากไป และอาจไปผสมพันธุ์กับตัวเมียตัวอื่น ตัวเมียที่ปฏิสนธิแล้วจะตั้งท้องนานประมาณ 105–110 วัน คลอดลูกครั้งละ 1-6 ตัว และจะเลี้ยงลูกเองตามลำพังโดยไม่ยอมให้ใครเข้าใกล้ประมาณ […]

“เกลือหิมาลัย” ของหายากที่แพงกว่าเกลือธรรมดา 20 เท่า แต่อาจไม่มีประโยชน์มากอย่างที่คิด

อีกหนึ่งสินค้าที่มีการซื้อขายกันอย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์ นั่นคือ “เกลือหิมาลัย” หรือ Himalayan salt ซึ่งมีราคาแพงกว่าเกลือทั่วไปที่ใช้ในครัวเรือนถึง 20 เท่า ทั้งยังมีการอวดอ้างสรรพคุณต่างๆ มากมายจนคล้ายยาครอบจักรวาล ไม่ว่าจะเป็นกินลดน้ำหนัก ชะลอวัย ช่วยให้หลับสบาย หรือแม้แต่กระตุ้นสมรรถภาพทางเพศ แต่ความจริงแล้ว…มันจะมีผลต่อร่างกายคนเรามากขึ้นนั้นจริงๆ หรือไม่!? เกลือหิมาลัย เป็นเกลือที่ไม่ได้ทำจากการตกผลึกเกลือทะเลในนาเกลือ หรือต้มน้ำเกลือที่สูบจากใต้ดินแบบเกลือสินเธาว์ แต่เป็น “หินเกลือ” ที่ขุดจากเหมืองใต้ดินลึกหลายร้อยฟุต ในบริเวณที่อดีตกาลนั้นเคยเป็นทะเลมาก่อน ซึ่งมีไม่กี่ที่ในโลก เช่น ที่แม่น้ำเมอร์เรย์ในประเทศออสเตรเลีย ที่มาราสในประเทศเปรู และบริเวณที่พบมากที่สุดในโลก คือที่ ประเทศปากีสถาน บริเวณเชิงเทือกเขาหิมาลัย โดยเหมืองคิวรา ในปากีสถาน สามารถผลิตเกลือนี้ได้กว่า 3.5 แสนตันต่อปี จากข้อมูลที่เผยแพร่ทางเพจเฟซบุ๊ก อ๋อ มันเป็นอย่างนี้นี่เอง by อาจารย์เจษฎ์  ได้เปิดเผยว่า เกลือหิมาลัยนั้นมีแร่ธาตุต่างๆ อยู่ถึง 84 ชนิด ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ผลึกเกลือนั้นมีสีชมพู แต่จากการวิเคราะพบว่าแร่ธาตุทั้งหมดนั้น คิดเป็นเพียงแค่ 2% ของทั้งหมดผลึกทั้งหมด ส่วนที่เหลืออีก 98% ก็คือ […]

ถึงจะตัวเล็กกว่า แต่การกัดจมเขี้ยวของแมวนั้น อันตรายเสียยิ่งกว่าสุนัข

ด้วยขนาดตัวที่เล็กกว่า และแน่นอนว่ามีเขี้ยวที่เล็กกว่าด้วย จึงไม่น่าแปลกใจที่คนส่วนใหญ่จะใส่ใจการกัดของสุนัขมากกว่าของแมว แต่จากข้อมูลของ Mayo Clinic องค์กรสุขภาพชั้นแถวหน้าในสหรัฐอเมริกา กลับพบเรื่องที่ขัดกับความเชื่อของใครหลายๆ คนอยู่ไม่น้อย เพราะนักวิจัยที่นั่นพบว่า…การกัดของแมวนั้นอันตรายกว่าที่คิดมาก แม้สุขภาพในช่องปากของแมวจะสะอาดกว่า และมีขนาดเล็กกว่าเขี้ยวของสุนัขมาก แต่เมื่อเทียบกันแล้ว จะพบว่าเขี้ยวของแมวนั้นแหลมคมกว่า ทั้งยังเป็นลักษณะเขี้ยวของสัตว์กินเนื้อมากกว่าของสุนัข ทำให้เวลากัดสามารถแทงเขี้ยวลงไปได้ลึกกว่า ผิดกับเขี้ยวสุนัขที่ค่อนข้างทื่อ และถูกออกแบบมาเเพื่อใช้ในการยึดจับ จึงทำให้แผลไม่ลึกเท่า นอกจากนี้แผลที่เกิดจากเขี้ยวแมวนั้นยังมีโอกาสติดเชื้อได้มากกว่า และมีข้อมูลว่าในทุกปีมีรายงานคนที่ถูกแมวทำร้ายมากถึงปีละ 193 ราย และมีถึง 57 รายที่ต้องนอนโรงพยาบาลเฉลี่ยรายละ 3 วัน และมี 8 ราย ที่ต้องได้รับการผ่าตัดมากกว่า 1 ครั้ง ถึงจะดูไม่น่าเชื่อ แต่การที่เขี้ยวแมวนั้นมีอันตรายขนาดนี้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะจากข้อมูลของ สถาบันสมิธโซเนียน (Smithsonian Institution) พบว่าการกัดของแมวนั้นมีเป้าหมายเพื่อการสังหารโดยเฉพาะ และในทุกปีของสหรัฐฯ ต้องเผชิญกับการสูญเสียประชากรสัตว์ป่าซึ่งมีสาเหตุมาจากแมวจรจัดและแมวบ้านรวมกันเป็นจำนวนมาก โดยมีการคาดการณ์ว่าในแต่ละปีมีเหยื่อของแมวที่เป็นนกราว 1,400-3,700 ล้านตัว และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอีกราว 7,000-20,000 ล้านตัวเลยทีเดียว

ย้อนทฤษฎีอุกบาตชนโลก ที่เชื่อมโยงกับการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ในยุคครีเทเชียส–พาลีโอจีน

จากกรณีที่สำนักงานบริหารอวกาศและการบินแห่งชาติสหรัฐฯ (นาซ่า) ได้กล่าวถึง ดาวเคราะห์น้อย 2006 QQ23 ที่จะเคลื่อนตัวเข้าใกล้โลกมากที่สุดในวันเสาร์นี้ (10 ส.ค.) เวลา 14.30 น. โดยประมาณ (ตามเวลาประเทศไทย) โดยมีระยะห่างจากโลกประมาณ 7.4 ล้านกิโลเมตร และกำลังเคลื่อนตัวเข้าหาโลกด้วยความเร็วประมาณ 16,740 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งทางนาซ่าได้จัดให้การเคลื่อนตัวของดาวเคราะห์น้อยนี้ อยู่ในระดับที่สามารถก่อให้เกิดอันตรายต่อโลกได้ (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่ – นาซ่าเตือนอย่าประมาท ดาวเคราะห์พุ่งเฉียดโลกบ่ายเสาร์นี้ แค่สะเก็ดร่วงทำเมืองพินาศ (คลิป)) อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ที่มีอุกบาต หรือดาวเคราะห์น้อยพุ่งชนโลกนั้น ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในช่วงยุคสมัยของมนุษยเราเท่านั้น แต่เคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อหลายล้านปีก่อน และเป็นสาเหตุให้เกิดการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่บนโลกมาแล้ว อย่างเช่นเหตุการณ์การสูญพันธุ์ยุคครีเทเชียส-พาลิโอจีน เกิดขึ้นเมื่อราว 66 ล้านปีก่อน ซึ่งเป็นหนึ่งในการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์โลก การสูญพันธุ์ครั้งนี้เกิดหลังเหตุการณ์การสูญพันธุ์ยุคไทรแอสสิก-จูแรสสิก ในช่วงปลายยุคครีเทเชียส ซึ่งกวาดล้างสิ่งมีชีวิตไปกว่า 70% หรือประมาณ 3 ใน 4 ของสายพันธุ์ทั้งหมดบนโลก รวมถึงพวกไดโนเสาร์ เทอโรซอร์ และสัตว์เลื้อยคลานใต้ทะเล (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่ – ทำความรู้จักกับ “การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ […]

ถึงหน้าตาจะดูแปลกๆ แต่ “หอยทาก” ก็เป็นอาหารจานอร่อยในฝรั่งเศส

เอสคาโก้ (escargot) เป็นอาหารเรียกน้ำย่อยจนหรูของฝรั่งเศส ที่อาจจะเป็นของแปลกในสายตาของชาวต่างชาติ เพราะวัตถุดับในการทำอาหารจานนี้คือหอยทากที่คลานไปมาตามพื้น แต่สำหรับผู้คนในฝรั่งเศสแล้ว นี่คืออาหารยอดฮิตที่มีการบริโภคกันมากถึงสี่หมื่นตันต่อปีเลยทีเดียว และทำให้มีการการออกหอยทากป่ามาประกอบอาหารเป็นจำนวนมหาศาล ก่อนที่ภายหลังจะเริ่มมีคนหันมาทำฟาร์มเพื่อผลิตหอยทากออกสู่ท้องตลาด แต่นั่นก็ยังถูกว่าเป็นจำนวนน้อยมากเมื่อเทียบกับหอยที่จับจากธรรมชาติมาขาย แต่จะบอกว่าหอยทากสามารถเปลี่ยนเป็นอาหารจานอร่อยได้ แต่ก็ไม่ใช่ว่าหอยทุกชนิดจะได้รับสิทธิ์ในการถูกมนุษย์นำมากินแบบนี้ เพราะนอกจากจะต้องพิจารณาในเรื่องของขนาดและปริมาณเนื้อแล้ว หอยแต่ละชนิดยังมีรถชาติที่แตกต่างกันไปอีกด้วย จึงทำให้มีหอยเพียงบางสายพันธุ์เท่านั้นที่นิยมนำมาทำอาหาร เช่นในฝรั่งเศสจะนิยมใช้ Helix pomatia มาทำเป็นเอสคาโก้มากที่สุด แต่ในหลายประเทศแถบยุโรปจะชื่นชอบพันธุ์ Elona quimperiana มากกว่า ส่วนแอฟริกาและเอเชียจะชอบหอยทากพันธุ์ Pila Polita (Apple snails) เป็นพิเศษ เพราะมีเนื้อค่อนข้างเยอะ และเปลือกบาง สำหรับการเตรียมหอยทางเพื่อนำมาทำอาหารนั้น ไม่ว่าจะเป็นหอยที่ได้จากฟาร์มเพาะเลี้ยง หรือผลผลิตที่จับมาจากธรรมชาติ ส่วนใหญ่แล้วคนทำอาหารมักนำหอยทากตัวเป็นๆ มาขังเพื่ออดอาหาร และปล่อยให้หอยทากขับของเสียในร่างกายออกมาจนหมดเสียก่อน แล้วจึงนำมาปรุงอาหารทั้งเปลือก และแม้ว่าทุกวันนี้จะมีเนื้อหอยสำเร็จพร้อมปรุงวางจำหน่ายแล้ว แต่หอยที่เสิร์ฟทั้งเปลือกให้ลูกค้างัดเนื้อออกมากินเอง ก็ยังเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมไม่เสื่อมคลาย

ทำความรู้จัก “ป่าพรุ” หลังเกิดไฟป่าในนครศรีธรรมราช จนลามถึงบ้านเรือนผู้คน

จากกรณีเหตุไฟป่าในพื้นที่ ป่าพรุควนเคร็ง แหล่งป่าพรุสำคัญของจังหวัดนครศรีธรรมราช และของภาคใต้ โดยเหตุการณ์ในครั้งนี้กินพื้นที่หลายตำบล อาทิ ต.เคร็ง อ.ชะอวด, ต.การะเกด ต.แม่เจ้าอยู่หัว อ.เชียรใหญ่ และ ต.สวนหลวง อ.เฉลิมพระเกียรติ ทั้งยังไม่สามารถควบคุมได้ และมีรายงานว่าพบชาวบ้านถูกไฟป่าเผาไหม้บ้านเรือนวอดทั้งหลัง บางรายเหลือทรัพย์สินติดตัวออกมาเพียงไม่กี่บาท ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากปัญหาความล่าช้า เพราะไม่สามารถเข้าถึงพื้นที่แนวไฟได้ สำหรับ ป่าพรุ (Swamp forest) นับเป็นป่าดิบชื้นประเภทหนึ่ง ที่อยู่ในพื้นที่ราบลุ่ม เกิดจากแอ่งน้ำจืดเกิดขังตัวติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน มีการสะสมของชั้นดินอินทรีย์วัตถุ เช่น ซากพืช, ซากสัตว์, เศษซากของต้นไม้ ใบไม้ ต่าง ๆ จนย่อยสลายช้า ๆ กลายเป็นดินพีตหรือดินอินทรีย์ที่มีลักษณะหยุ่นยวบเหมือนฟองน้ำที่มีความหนาแน่นน้อยอุ้มน้ำได้มาก และพบว่ามีการสะสมระหว่างดินพีตกับดินตะกอนทะเลสลับกันชั้นกัน 2-3 ชั้น เนื่องจากน้ำทะเลเคยมีระดับสูงขึ้นจนท่วมป่าพรุ เกิดการสะสมของตะกอนน้ำทะเลถูกขังอยู่ด้านใน พันธุ์ไม้ในป่าพรุตายลงไป และเกิดเป็นป่าชายเลนขึ้นมาแทนที่ เมื่อระดับน้ำทะเลลดลง และมีฝนตกลงมาสะสมน้ำที่ขังอยู่จึงจืดจางลง และเกิดป่าพรุขึ้นมาอีกครั้ง ดินพรุชั้นล่างมีอายุถึง 6,000-7,000 ปี ส่วนดินพรุชั้นบนอยู่ระหว่าง 700-1,000 ปี สภาพโดยทั่วไปของป่าพรุ นั้น […]

“Buffalo Wings” ปีกไก่ทอดสไตล์อเมริกัน แต่ทำไมจึงมีชื่อเรียกว่า “บัฟฟาโล”

บัฟฟาโลวิงส์ (Buffalo Wings) เป็นปีกไก่ทอดที่ไม่ชุบแป้งแล้วคลุกกับน้ำซอสที่มีรสชาติเปรี้ยวจากน้ำส้มสายชู เผ็ดจากพริกกาแยน และมีกลิ่นหอมจากเนย มักนำเสิร์ฟขณะร้อน โดยมากจะบริโภคกับก้านขึ้นฉ่ายหรือแคร์รอตหั่นเป็นแท่งๆ เล็กๆ เคียงข้างกับน้ำสลัดบลูชีสซึ่งเอาไว้จิ้ม คำว่า “บัฟฟาโลวิงส์” ในภาษาไทยเป็นคำทับศัพท์มาจากภาษาอังกฤษ โดยคำว่า “บัฟฟาโล” (Buffalo) เป็นชื่อของเมืองบัฟฟาโลในรัฐนิวยอร์กของสหรัฐอเมริกา ส่วน “วิงส์” (wings) หมายถึงปีกไก่ นอกจากนี้ยังมีซอสบัฟฟาโลที่ทำจากพริกกาแยนผสมกับเนยที่ละลายแล้ว โดยระดับความเผ็ดจะขึ้นอยู่กับความเผ็ดของพริก ปีกไก่โดยมากจะนำไปทอดในน้ำมันปริมาณมาก (หรือบางครั้งอาจนำไปย่างหรืออบแทนก็ได้) จนกว่าจะมีสีเหลืองออกสีน้ำตาล พอทอดเสร็จก็สะเด็ดน้ำมันออก แล้วจึงนำไปคลุกกับน้ำซอส ในสหรัฐอเมริกามักมีซอสบัฟฟาโลสำเร็จรูปวางจำหน่ายตามซูเปอร์มาร์เก็ต ซึ่งทำให้การทำบัฟฟาโลวิงส์สะดวกมากขึ้นต่อผู้บริโภค

“ซิวข้างขวาน” ปลาไทยไซส์มินิ ที่เหมาะมากๆ กับตู้ไม้น้ำ

ท่ามกลางปลาสวยงามมากมายที่มีจำหน่ายอยู่ในตลาดสัตว์เลี้ยง ปลาซิวข้างขวาน คือหนึ่งในปลาน้ำจืดขนาดเล็กจำพวกปลาซิวที่ได้รับความนิยมมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นราคาตัวที่ถูกแสนถูก หาซื้อง่าย ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูง และยังมีสีสันโดดเด่นเฉพาะตัว ด้วยลายสีดำข้างลำตัวที่มีลักษณะคล้ายรูปขวาน ในระบบนิเวศธรรมชาติ ปลาซิวข้างขวานนับว่ามีความสำคัญในแง่ของการเป็นห่วงโซ่อาหารของสัตว์ที่มีขนาดใหญ่กว่า แต่สำหรับวงการสัตว์เลี้ยงแล้ว ปลาซิวข้างขวานถือว่าเป็นปลาสวยงามขั้นพื้นฐานที่เหมาะมากทั้งกับนักเลี้ยงมือใหม่ และกลุ่มนักเลี้ยงไม้น้ำมืออาชีพ เนื่องจากเป็นปลาที่ว่ายน้ำอยู่ตลอดเวลา และชอบรวมตัวเป็นฝูงใหญ่ในระดับกลางน้ำ ซึ่งทำให้ตู้ดังกล่าวมีชีวิตชีวาขึ้นอย่างมาก ปัจจุบันปลาซิวข้างขวานนั้นสามารถพบได้ในหลายประเทศ ทั้งยังเป็นปลาที่สามารถพบได้ในแหล่งน้ำธรรมชาติของไทย และสามารถปรับตัวเข้ากับตู้เลี้ยงได้เป็นอย่างดีอีกด้วย โดยปลาชนิดนี้สามารถแบ่งออกได้อีกเป็นสองประเภทคือ ปลาซิวข้างขวานใหญ่ และ ปลาซิวข้างขวานเล็ก ปลาซิวข้างขวานใหญ่ มีลักษณะลำตัวแบนข้างกว่าปลาซิวทั่วไป หัวและตาโต ปากเล็กและไม่มีหนวด ลำตัวสีส้มแดงเหลือบชมพูหรือม่วง ลำตัวช่วงกลางจนถึงโคนหางมีแต้มสีดำรูปสามเหลี่ยม ครีบใสมีแถบสีชมพูเรื่อหรือแต้มสีส้ม ครีบหลังอยู่กึ่งกลางลำตัว ครีบหางเว้าลึก มีขนาดไม่เกิน 5 เซนติเมตร พบอาศัยอยู่เป็นฝูงใหญ่ไม่ต่ำกว่า 100 ตัว ในประเทศไทยพบเฉพาะแหล่งน้ำไหลเชี่ยวบริเวณภาคใต้แถบจังหวัดตรัง และที่ป่าพรุโต๊ะแดง จังหวัดนราธิวาส เท่านั้น มีพฤติกรรมผสมพันธุ์เป็นฝูง โดยวางไข่ติดอยู่กับใต้ใบไม้ของพืชน้ำ ครั้งละ 90-100 ฟอง ปลาซิวข้างขวานเล็ก มีรูปร่างและพฤติกรรมเหมือนปลาซิวข้างขวานใหญ่ทุกประการ เพียงแต่มีขนาดเล็กกว่า โดยเมื่อโตเต็มอาจมีความยาวเพียง 2.5 เซนติเมตร และแถบดำรูปสามเหลี่ยมที่ลำตัวก็เล็กกว่า สามารถพบได้กว้างกว่า […]

“พลับพลึงธาร” พืชน้ำเฉพาะถิ่นที่พบแค่ในประเทศไทย และได้ฉายาว่า “ราชินีแห่งสายน้ำ”

พลับพลึงธาร หรือ หอมน้ำ (Onion plant, Thai onion plant, Water onion) พืชน้ำชนิดหนึ่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Crinum thaianum อยู่ในวงศ์พลับพลึง (Amaryllidaceae) มีดอกสีขาว 6 กลีบ ถือได้ว่าเป็นพืชน้ำที่สวยงามและหายากมากที่สุดชนิดหนึ่ง ซึ่งพบได้เฉพาะที่จังหวัดระนองตอนล่างและพังงาตอนบน โดยในจังหวัดระนองพบที่คลองนาคา ตำลนาคา อำเภอสุขสำราญ และที่คลองบางปรุ ตำบลกะเปอร์ อำเภอกะเปอร์ ส่วนที่จังหวัดพังงา พบที่คลองตาผุด บ้านห้วยทรัพย์ คลองสวนลุงเลื่อน ตำบลคุระ อำเภอคุระบุรี คลองนายทุย คลองบ้านทับช้าง คลองบ้านโชคอำนวย ตำบลแม่นางขาว อำเภอคุระบุรี และตามคลองย่อยต่างๆ ในเขตรอยต่ออำเภอคุระบุรีและอำเภอตะกั่วป่า พลับพลึงธาร จัดเป็นพืชเฉพาะถิ่นที่ไม่พบที่ใดในโลก แต่ปัจจุบันพบเหลือแค่ร้อยละ 1 เท่านั้น และพบขึ้นอยู่อย่างกระจัดกระจาย จึงได้ขึ้นเป็นบัญชีพืชที่ใกล้สูญพันธุ์ของโลก (IUCN Redlist) เมื่อปี ค.ศ. 2011 สาเหตุของการลดลงเนื่องจาก การเก็บหัวจำหน่ายเป็นพืชน้ำประดับ และจากสาเหตุการขุดลอกคลองเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม […]

เฉลยสาเหตุของ “ฝุ่นละออง” ในอาคาร และวิธีแก้ปัญหาที่คุณเองก็ทำได้

แม้บ้านจะฟังดูเป็นสถานที่ที่สะอาดที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในห้องนอนที่น่าจะเป็นส่วนที่ได้รับการดูและเป็นอย่างดีที่สุดในตัวบ้าน แต่ก็เชื่อว่าคงมีหลายคนที่ประสบปัญหาฝุ่นละอองรบกวนภายในบ้านและห้องนอน ที่แม้ว่าจะมีการทำความสะอาดเป็นประจำ จนทำให้เกิดปัญหาสุขภาพต่างๆ ตามมาได้ งานนี้ก็จะไปพูดถึงสาเหตุของฝุ่นในห้องนอน คงต้องทำความเข้าใจก่อนว่าประเทศไทยและหลายประเทศในแถวนี้ ตั้งอยู่บนเส้นศูนย์สูตร จึงทำให้มีการเกิดฝุ่นละอองมากกว่าประเทศในโซนอื่น ดังนั้นการกวาดหรือทำความสะอาดต่างๆ จึงไม่สามารถจัดการกับฝุ่นละอองทั้งหมดได้ นอกจากนี้ การจัดห้องเองก็มีส่วนที่ทำให้เกิดฝุ่นละอองในห้องนอนได้เช่นกัน เพราะหากภายในพื้นที่ดังกล่าวมีสิ่งของเป็นจำนวนมาก หรือมีมุมอับต่างๆ ที่อาจเป็นแหล่งสะสมของสิ่งสกปรก ก็อาจเป็นสาเหตุของการมีฝุ่นละอองได้ อีกทั้งยังมีความเชื่อผิดๆ อยากการปิดหน้าต่างเพื่อกันฝุ่นนั้น ในความจริงแล้วก็ไม่ได้ช่วยให้ห้องของคุณปลอยภัยจากฝุ่นได้เลยแม้แต่น้อย มาถึงตรงนี้เชื่อว่าหลายคนคงมีคำถามแน่นอนว่า แล้วเราจะหาทางรับมือกับฝุ่นที่อาจเป็นสาเหตุของการเจ็บป่วยเหล่านี้อย่างไร ในเมื่อแค่การทำความสะอาดอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอ เอาเป็นว่าลองมาฟังคำแนะนำดีๆ จากช่วงถามตอบในรายการช่างประจำบ้านกันได้เลย

“คอนกรีตเปลือย” เมื่องานแบบหยาบๆ กลายเป็นศิลปะทางสถาปัตยกรรม

คอนกรีตเปลือย (Béton Brut หรือ Raw Concrete) ในทางสถาปัตยกรรมนั้นหมายถึง คอนกรีตที่ไม่ได้รับการฉาบหรือฉาบอย่างหยาบๆ หลังจากเท ที่เมื่อแห้งยังคงทิ้งให้เห็นรอยไม้ที่ใช้ทำพิมพ์เมื่อเทคอนกรีตให้เห็นบนผิว โดยเริ่มมีขึ้นเมื่อต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 และเป็นเทคนิคที่เป็นส่วนหนึ่งของ สถาปัตยกรรมบรูทัลลิสต์ (Brutalist Architecture) ของคริสต์ทศวรรษ 1960 จนถึง คริสต์ทศวรรษ 1970 ที่ตามมาด้วย สถาปัตยกรรมการแสดงออกทางโครงสร้าง (structural expressionism) เมื่อโครงสร้างด้วยเหล็กหล่อมีความก้าวหน้าขึ้นและใช้ได้ง่ายขึ้น การใช้ลวดลายไม้บนคอนกรีตยังคงเป็นที่นิยมกันในการทำสวนภูมิทัศน์ สำหรับสถาปัตยกรรมบรูทัลลิสต์ นั้นมีช่วงรุ่งเรืองระหว่างปี ค.ศ. 1951 ถึง 1975 เป็นสถาปัตยกรรมที่สืบเนื่องจากการเคลื่อนไหวสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ช่วงต้นศตวรรษที่ 20 โดยคำว่า Nybrutalism (New Brutalism) เดิมมีต้นกำเนิดจากสถาปนิกชาวสวีเดน ฮันส์ แอสพลันด์ (Hans Asplund) ในปี 1950 เพื่ออธิบายถึงอาคารวิลลาเกิท (Villa Göth) ในอุปซอลา จนกระทั่งสถาปนิก อลิสันและปีเตอร์ สมิทสัน เป็นผู้แนะนำคำว่า “Brutalism” […]

“ดังเคิลออสเตียส” ปลาโบราณที่มีปากเหมือนกิโยติน และกัดแรงยิ่งกว่าทีเร็กซ์

ดังเคิลออสเตียส (Dunkleosteus) เป็นสกุลของปลาทะเลขนาดใหญ่ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่ปัจจุบันนี้สูญพันธุ์ไปแล้วสกุลหนึ่ง อาศัยอยู่ในปลายยุคดีโวเนียน (380-360 ล้านปีมาแล้ว) จัดเป็นปลาที่มีขากรรไกรที่เป็นปลานักล่ากินเนื้อขนาดใหญ่ที่มีลำตัวตัวยาว 3-9 เมตร และหนักได้ถึง 3.6-4 ตัน และมีโครงสร้างประกอบด้วยเกล็ดอย่างหนาและแข็งเสมือนชุดเกราะ และจัดว่าเป็นสิ่งมีชืวิตที่มีวิวัฒนาการในระดับสูงมาก โดยเฉพาะขากรรไกรที่แข็งแรง ยืดหยุ่น และแม้พวกมันจะไม่มีฟัน แต่ที่ขอบปากกลับมีลักษณะเป็นแผ่นกระดูกแข็งแหลมคมทั้งด้านบนและล่างของปาก ทำให้ปลาชนิดนี้สามารถงับและตัดเหยื่อออกเป็นชิ้นๆ ได้อย่างง่ายดาย ที่ผ่านมานักวิทยาศาสตร์พบฟอสซิลจำนวนมากของดังเคิลออสเตียสในทวีปอเมริกาเหนือ, โปแลนด์, เบลเยียม และโมร็อกโก แต่มักเป็นฟอสซิลส่วนหัว ทำให้ไม่เป็นที่ชัดเจนว่าท่อนล่างของลำตัวเป็นอย่างไร จากโครงสร้างเสมือนเกราะแข็งหนักของดังเคิลออสเตียส ทำให้เชื่อว่าเป็นปลาที่ว่ายน้ำได้ไม่คล่องแคล่วว่องไวเหมือนปลาชนิดอื่น และชอบอาศัยอยู่ใกล้ชายฝั่งมากกว่า นักวิทยาศาสตร์ของพิพิธภัณฑ์ฟิล์ด มิวเซียม และมหาวิทยาลัยชิคาโก ศึกษาโครงสร้างขากรรไกรของดังเคิลออสเตียสแล้ว มีความเห็นว่าต้องเป็นปลาที่มีพลังในการกัดมหาศาลเหนือกว่าปลาชนิดอื่นใด และเหนือกว่าปลาฉลามทั่วไป และแม้แต่ปลาฉลามขาว โดยมีแรงกดทับสูงถึง 8,000 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว ซึ่งความร้ายกาจอันนี้จึงมักจะถูกนำไปเปรียบเทียบกับไดโนเสาร์กินเนื้อเช่น ไทรันโนซอรัส และจระเข้สมัยใหม่เสียมากกว่า นอกจากนี้ยังอ้าปากได้เร็วมากในอัตรา 1 ใน 50 ส่วนของวินาที ซึ่งทำให้มีพลังมหาศาลในการดูดเหยื่อเข้าไป ซึ่งลักษณะพิเศษเช่นนี้นี้ยังพบได้ในปลากระดูกแข็งสมัยใหม่ที่มีพัฒนาการก้าวหน้าโดยส่วนใหญ่ แม้จะน่าเกรงขาม และเป็นนักล่าชั้นบนสุดของห่วงโซ่ แต่ดังเคิลออสเตียสนั้นมีชีวิตอยู่บนโลกสั้นมาก กล่าวคือ อยู่ได้เพียงประมาณ 50 […]

ทำความรู้จักกับ “การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ 5 ครั้ง” ที่ผ่านมา หลังจากมันเริ่มครั้งที่ 6 ไปแล้ว

การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ (อังกฤษ: mass extinction) เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เป็นข้อสันนิษฐานว่า เป็นสาเหตุให้สิ่งมีชีวิตบนโลกหลากชนิดหลายสายพันธุ์ต้องสูญพันธุ์ไปในเวลาพร้อมๆกันหรือไล่เลี่ยกัน เหตุการณ์การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ที่เป็นที่สนใจและผู้คนทั่วไปรู้จักกันดีที่สุดคือ เหตุการณ์การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ในช่วงยุคครีเตเชียส (Cretaceous) เมื่อราว 65 ล้านปีที่แล้ว ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ไดโนเสาร์ขนาดใหญ่สูญพันธุ์ทั้งหมด เมื่อทำการศึกษาพบว่าตั้งแต่ 550 ล้านปีก่อนเป็นต้นมา ได้เกิดการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ขึ้นทั้งหมดประมาณ 5 ครั้ง ซึ่งทำให้สิ่งมีชีวิตสูญพันธุ์ไปราวๆ 50% ของทั้งหมด เนื่องจากระยะเวลาที่เกิดขึ้นนานมาก การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ก่อนหน้ายุคครีเตเชียสมักลำบากในการศึกษารายละเอียด เพราะหลักฐานซากฟอสซิลสำหรับตรวจสอบมีหลงเหลือน้อยมาก เหตุการณ์สูญพันธุ์ยุคออร์โดวิเชียน-ไซลูเรียน (Ordovician–Silurian extinction events) 450–440 ล้านปีก่อน ทำให้สายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตซึ่งอาศัยในน้ำสูญพันธุ์ไป 25% คิดเป็น 60% ของสายพันธุ์สิ่งมีชีวิตที่อาศัยในน้ำทั้งหมด น้ำทะเลลดระดับลงจากการก่อตัวเป็นก้อนน้ำแข็งยักษ์ และต่อมาน้ำทะเลจึงเพิ่มระดับขึ้นกะทันหัน จากการละลายของก้อนน้ำแข็งขนาดยักษ์ การสูญพันธุ์ปลายยุคดีโวเนียน (Late Devonian extinction) 375–360 ล้านปีก่อน สายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตที่อาศัยในน้ำสูญพันธุ์ไป 22% คิดเป็น 57% ของสายพันธุ์สิ่งมีชีวิตที่อาศัยในน้ำทั้งหมด เหตุการณ์สูญพันธุ์ยุคเพอร์เมียน-ไทรแอสซิก (Permian–Triassic extinction event) 252 […]

“คางคกไวโอมิง” สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำที่แค่ในที่เพาะเลี้ยง แต่สูญพันธุ์ไปจากธรรมชาติแล้ว

คางคกไวโอมิง (Wyoming toad) เป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำหายากที่ปัจจุบัน และเหลือรอดอยู่เฉพาะในสถานที่เพาะเลี้ยง ในเขตห้ามล่าสัตว์ป่าแห่งชาติทะเลสาบมอร์เทนสัน ในรัฐไวโอมิง สหรัฐอเมริกาเท่านั้น ถูกขึ้นทะเบียนอยู่ในรายชื่อสัตว์ใกล้สูญพันธุ์เมื่อ ค.ศ. 1984 คางคกไวโอมิง เดิมเป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำที่พบได้ทั่วไปในช่วงทศวรรษที่ 1950 ก่อนจะลดจำนวนลงอย่างรวดเร็วในช่วงทศวรรษที่ 1970 และถูกขึ้นทะเบียนเป็นสิ่งมีชีวิตเฉพาะถิ่น จนสุดท้ายมีความเชื่อว่าอาจสูญพันธุ์ไปเมื่อ ค.ศ. 1980 กระทั่งได้ถูกค้นพบอีกครั้งเมื่อ ค.ศ. 1987 ตามชายฝั่งทะเลสาบมอร์เทนสัน ซึ่งเป็นทะเลสาบสนที่อยู่สูงจากระดับน้ำทะเล 2,212 เมตร ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1990 ได้เริ่มโครงการเพาะขยายพันธุ์ ด้วยจุดประสงค์เพื่อปกป้องคางคกชนิดนี้ไม่ให้สูญพันธุ์ ทว่า แม้จะมีการปล่อยคางคกคืนสู่ธรรมชาติ แต่ใน ค.ศ. 1991 กลับไม่มีรายงานว่าพบการสืบพันธุ์ในธรรมชาติอีกเลย จนมีข้อสันนิษฐานว่าพวกมันสูญเสียสัญชาตญาณสัตว์ป่าไปแล้ว ทำให้แผนการอนุรักษ์คางคกไวโอมิงในธรรมชาติตอนนี้ มีเพียงการปล่อยประชากรเกิดใหม่สู่พื้นที่อนุรักษ์เท่านั้น แต่ยังไม่สามารถเพิ่มประชากรด้วยการขยายพันธุ์ในธรรมชาติได้ นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งอุปสรรคที่ทำให้การรักษาสายพันธุ์คางคกชนิดนี้ยังไม่มีความแน่นอนนัก นั่นคือการระบาดของเชื้อราในสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำที่เรียกว่า Batrachochytrium dendrobatidis ซึ่งเชื่อว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่คุกคามต่อการอยู่รอดของคางคกชนิดนี้ และยังไม่มีวิธีรับมือที่เป็นรูปธรรม

“สยามโมอะเดปิส แม่เมาะเอนซิส” ฟอสซิลของสิ่งมีชีวิตคล้ายตัว “ลีเมอร์” ที่พบในประเทศไทย

สยามโมอะ​เดปิส​ ​แม่​เมาะ​เอนซิส เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดหนึ่ง ในอันดับไพรเมต (Primate) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Siamoadapis maemohensis อยู่ในวงศ์ศิวะอะปิด (Sivaladapidae) ซึ่งมีกรามล่างจำ​นวน 4 กราม​ ​มีลักษณะสำคัญ คือ มีฟันกรามน้อยหนึ่งซี่​ซึ่ง​มีขนาด​ใหญ่​กว่าฟันกรามน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับไพรเมตวงศ์อื่น ๆ และปัจจุบันได้สูญพันธุ์ไปหมดแล้ว ลักษณะของ สยามโมอะ​เดปิส​ ​แม่​เมาะ​เอนซิส มีความ​ใกล้​เคียง​กับลีเมอร์ ที่ใช้หางยาว​ไว้​เกาะเกี่ยวต้นไม้ ซึ่ง​พบเฉพาะ​เกาะมาดากัสการ์​ ​ในทวีปแอฟริกา ขณะที่ลำ​ตัวของ สยามโมอะ​เดปิส​ ​แม่​เมาะ​เอนซิส มี​ความ​ยาว 15 เซนติเมตร หรือ​เล็ก​กว่าลิงลมในปัจจุบันครึ่งหนึ่ง​ มีน้ำหนักเพียง​ 500-700 กรัม หากินในเวลากลางคืน​ โดย​กินแมลง,​ ใบไม้และผลไม้​เป็น​อาหาร​ ​ไม่​สามารถ​กัดกินอาหารแข็งๆ ได้ ​สยามโมอะ​เดปิส​ ​แม่​เมาะ​เอนซิส ที่พบนั้นมีอายุ​อยู่​เมื่อประมาณ 13 ล้านปีก่อน​หรือ​ตอนกลางของยุคไมโอซีนเมื่อ 8 ล้านปีที่​แล้ว โดยขุดค้นเป็นซากฟอสซิลครั้งแรกในอำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประเทศไทยและในภูมิภาคแถบนี้ เมื่อปี ค.ศ. 2004 โดย ดร.เยาวลักษณ์ […]

keyboard_arrow_up