สงครามรัสเซีย-ยูเครน ส่อแววไม่จบลงง่าย ๆ รัสเซียยังคงรุกคืบยึดครองดินแดนฟากตะวันออกของยูเครน ถึงแม้ว่าการเจรจาระหว่างวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย กับ โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐอเมริกา ในเรื่องการจัดทำข้อตกลงหยุดยิงในยูเครนจะไม่มีอะไรคืบหน้านักในเชิงรายละเอียด แต่โวโลดิมีร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน กลับเริ่มถูกสหรัฐอเมริกาบีบบังคับให้ยอมผ่อนปรนกับรัสเซียหรือแม้กระทั่งยอมเสียสละดินแดนบางส่วนให้รัสเซีย นับเป็นเค้าลางแห่งโศกนาฎกรรมของยูเครนที่ถูกปกคลุมด้วยการเมืองระหว่างรัฐมหาอำนาจ
อันที่จริงแล้ว การยุทธ์ในยูเครนล้วนเกี่ยวพันกับรัฐมหาอำนาจอย่างลึกซึ้ง ในช่วงก่อนเกิดสงคราม อิทธิพลที่เพิ่มขึ้นของสหรัฐอเมริกาและชาติตะวันตกในยูเครนคือสาเหตุหนึ่งที่กระตุ้นให้รัสเซียตัดสินใจรุกรานยูเครนโดยเริ่มสัมฤทธิ์ผลในการผนวกแคว้นตะวันออกของยูเครน
แต่แล้วทหารยูเครนก็โต้กลับด้วยการเคลื่อนพลเข้าไปในแผ่นดินรัสเซียตรงแคว้นเคิร์สก์ ตามด้วยการที่ยูเครนยิงขีปนาวุธ ATACMS ของสหรัฐฯ และ STORM SHADOW ของอังกฤษเข้าไปในรัสเซีย จนกระทั่ง มอสโกได้ทดสอบยิงขีปนาวุธพิสัยไกลเข้าใส่ยูเครน พร้อมเตือนว่ารัสเซียจะโจมตีสิ่งก่อสร้างทางทหารของมหาอำนาจชาติใดก็ตามที่ส่งมอบอาวุธให้ยูเครนเพื่อใช้โจมตีรัสเซีย
เหตุการณ์เหล่านี้ สอดคล้องกับทฤษฎี "สัจนิยมเชิงรุก (Offensive Realism)” ของ จอห์น เมียร์ไชเมอร์ (John J. Mearsheimer) นักรัฐศาสตร์ชื่อดัง เมียร์ไชเมอร์ เสนอทฤษฎีนี้ในหนังสือของเขาที่ใช้ชื่อว่า “โศกนาฏกรรมของการเมืองมหาอำนาจ” หรือ “The Tragedy of Great Power Politics” ทฤษฎีนี้กล่าวอย่างย่นย่อว่า โครงสร้างพื้นฐานของระบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่เต็มไปด้วยการแข่งขันและความไม่ไว้วางใจกันระหว่างรัฐต่าง ๆ ส่งผลให้แต่ละรัฐ โดยเฉพาะรัฐมหาอำนาจ ต้องหันมาใส่ใจในเรื่องการแข่งขันต่อสู้กับรัฐปฏิปักษ์ โดยเฉพาะการสำแดงแสนยานุภาพทางทหารเพื่อป้องกันการบุกโจมตีจากรัฐอื่น
วิธีการที่สำคัญ คือ เมื่อรัฐหนึ่ง ๆ ถูกรบกวนดินแดนหลังบ้านหรือมีอิทธิพลของรัฐอื่นแผ่เข้ามาจ่อคอหอยประชิดดินแดนตน รัฐที่ถูกคุกคาม จักต้องเพิ่มพลังอำนาจให้สูงที่สุด (Maximize Power) เพื่อป้องกันความมั่นคงชายแดนและเข้าแข่งขันกับรัฐอื่นซึ่งอาจเบิกทางให้รัฐนั้นๆก้าวเข้าสู่การครองความเป็นเจ้า (Hegemony) บนเวทีการเมืองระหว่างประเทศ
ในการนี้ ภาวะที่รัสเซียที่ถูกพลังตะวันตกบุกประชิดพรมแดนตนผ่านพื้นที่ยูเครน จนรัสเซียต้องแสดงพลังทางทหารออกมาโดยพยายามผนวกดินแดนยูเครนบางส่วนเพื่อสถาปนาแนวกันชนเสริมสร้างความปลอดภัยให้กับรัสเซีย คือ ประจักษ์พยานที่ชี้ชัดในเรื่องนี้ และนี่นับเป็นโศกนาฏกรรมทางการเมืองระหว่างประเทศที่เกิดจากระบบคิดเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐมหาอำนาจและรัฐคู่สงคราม จนสร้างความสูญเสียอันใหญ่หลวงให้กับรัฐที่แปลงสภาพเป็นสมรภูมิรบอย่างยูเครน โดยถึงแม้ว่ายูเครนจะรบหน่วงเวลากับรัสเซียได้นานขึ้นผ่านความช่วยเหลือด้านอาวุธยุทโธปกรณ์จากสหรัฐฯและสหภาพยุโรป แต่ยูเครนต้องตกเป็นเหยื่อให้แก่มหาอำนาจที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ เช่น การยินยอมให้สหรัฐอเมริกาเข้าสำรวจขุดเจาะแร่ธาตุหายากทางยุทธศาสตร์จำนวนมาก หรือ ภาวะที่ยูเครนถูกกำหนดให้เป็นปราการด่านหน้าเพื่อปกป้องยุโรปจากการขยายแสนยานุภาพของรัสเซียซึ่งก็ทำให้ยูเครนต้องบอกช้ำเป็นอย่างมากเพราะถูกผลักให้เป็นเขตหายนะที่รับแรงกระแทกจากการบุกโจมตีจากรัสเซียแบบเต็มๆ
ขณะที่รัสเซียและสหรัฐอเมริกา/ตะวันตก ต่างงัดอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงเข้ามาใช้ในกระบวนการข่มขู่ป้องปรามเชิงยุทธศาตร์เพื่อเพิ่มอำนาจของฝ่ายตนให้มากที่สุด การยุทธ์ภาคพื้นดินโดยอาศัยทหารราบ ทหารม้า ทหารปืนใหญ่ ฯลฯ ระหว่างกองทัพรัสเซียกับยูเครน ยังคงดำเนินต่อไปอย่างยืดเยื้อ และถ้ามองให้ลึกลงไปอีกขั้นตามกรอบวิเคราะห์ของเมียร์ไชเมอร์ ชาติมหาอำนาจหรือรัฐคู่สงครามที่เผชิญกับพฤติกรรมก้าวร้าวที่เป็นภัยคุกคามจากชาติมหาอำนาจอื่นหรือจากรัฐที่บุกรุกอื่นๆ จักสามารถดำเนินนโยบายต่างประเทศได้อย่างน้อยสามแบบเพื่อรักษาผลประโยชน์ของตน ซึ่งได้แก่
1.ถ่วงดุลอำนาจ (balance) 2.ผ่อนปรน (appease) และ 3. ผลักภาระให้ชาติมหาอำนาจอื่นเป็นผู้รับผิดชอบภัยคุกคามแทน (buck-pass)
ในการนี้ การที่รัฐบาลโจ ไบเดนของสหรัฐฯ ไฟเขียวให้ยูเครนยิงขีปนาวุธ ATACMS เข้าไปในรัสเซีย ย่อมถือเป็นการเพิ่มขีดความสามารถทางทหารเพื่อถ่วงดุลรัสเซีย แต่ต่อมา รัสเซียก็โต้กลับแบบสมน้ำสมเนื้อและสัมฤทธิ์ผลในการยึดแผ่นดินยูเครนเพิ่ม จนบีบให้สหรัฐฯ มีทางเลือกที่แคบลง นั่นคือ จะเพิ่มอำนาจทางทหารให้ยูครนเพื่อถ่วงดุลกับรัสเซียต่อไป หรือ จะโน้มน้าวผสมบีบบังคับให้ยูเครนผ่อนปรนเจรจากับรัสเซีย
จนถึงทุกวันนี้ เห็นกันชัดแล้วว่ารัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ เริ่มประกาศลดการสนับสนุนเคียฟในด้านการทหารลงและส่งสัญญาณผลักภาระให้ประเทศต่างๆในยุโรปต้องเข้าหนุนยูเครนแทนเพื่อรับมือกับการรุกรานของรัสเซียเอง (โดยมีความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯจะทยอยถอนตัวออกจากการประกันความมั่นคงทางยุทธศาสตร์ให้กับยูเครน)
ถึงตอนนี้แล้ว แม้มิอาจรู้ได้แน่ชัดว่าสงครามรัสเซีย-ยูเครน จะจบลงเช่นไร แต่ในประวัติศาสตร์การทูตยุโรป มีตัวแบบหนึ่งที่เป็นอุทาหรณ์เตือนใจ นั่นคือ การทำข้อตกลงมิวนิกระหว่างนาซีเยอรมนี อังกฤษ ฝรั่งเศส และฟาสซิสต์อิตาลี ซึ่งลงนามในปี ค.ศ. 1938 ที่เมืองมิวนิก โดยมีสาระสำคัญ คือ การอนุญาตให้เยอรมนีผนวกอาณาบริเวณชายแดนของเช็กโกสโลวาเกีย หรือ "ซูเดเทินลันท์”
ทั้งนี้ เช็กโกสโลวาเกียได้ยอมจำนนต่อแรงกดดันทางทหารของเยอรมนีและแรงกดดันทางการทูตของอังกฤษและฝรั่งเศส จนยินยอมสละดินแดนให้กับเยอรมนีตามเงื่อนไขมิวนิก แต่ต่อมาได้เกิดการทรยศแห่งมิวนิกเมื่อฮิตเลอร์ละเมิดการเคารพบูรณาภาพแห่งดินแดนของเช็กโกสโลวาเกียด้วยการประกาศจัดตั้งระบบรัฐในอารักขาขึ้นในโบฮีเมียและมอเรเวียพร้อมมอบให้เยอรมนีควบคุมพื้นที่ที่เหลือของเช็กโกสโลวาเกียอย่างเต็มที่ จนดินแดนเหล่านั้นกลายเป็นฐานกระโจนทางยุทธศาสตร์เพื่อให้เยอรมนีได้บุกโปแลนด์และฝรั่งเศสต่อพร้อมๆกับก่อผลให้เช็กโกสโลวาเกียถูกลบให้เลือนหายไปจากแผนที่โลกชั่วขณะ
หากใช้บทเรียนมิวนิกในกรณีเช็กโกสโลวาเกียมาส่องภาพอนาคตยูเครน ก็ย่อมมีข้อเตือนใจบางประการ ยูเครนจะดำรงอยู่ต่อไปในฐานะรัฐเอกราชโดยไม่เสียดินแดนไปมากกว่านี้หรือจะถูกลดทอนอาณาเขตลงไปอีกมาก หรือว่า คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติซึ่งมีสหรัฐฯ อังกฤษ ฝรั่งเศส รัสเซีย จีน จะเข้ามาอยู่ในกระบวนการจัดทำข้อตกลงใหม่เพื่อให้ยูเครนสละดินแดนบางส่วนอันจะนำไปสู่การยุติสงครามชั่วคราว หรือ ยูเครนยังมีลุ้นที่จะแหวกกงล้อประวัติศาสตร์ของข้อตกลงมิวนิกด้วยการปรับกลยุทธ์ใหม่ๆเพื่อบีบบังคับให้รัสเซียเป็นฝ่ายเสียเปรียบในการเจรจาบ้าง แต่ทว่า สิ่งต่างๆเหล่านี้ ไม่ว่าจะออกมาในรูปแบบไหน ล้วนแล้วแต่เป็นโศกนาฏกรรมของการเมืองระหว่างรัฐมหาอำนาจโดยแท้
นายกสมาคมภูมิภาคศึกษา และอาจารย์ ม.ธรรมศาสตร์