
หลายคนอาจมีคำถามว่า ก๋วยเตี๋ยว จะเป็นธุรกิจที่โตได้อีกแค่ไหน? ในวันที่เดินไปทางไหนก็เจอร้านก๋วยเตี๋ยวเต็มไปหมด แต่สำหรับ ‘รวยไม่หยุด กรุ๊ป’ กลับมองว่าตลาดนี้ยังมีโอกาสซ่อนอยู่ โดยเฉพาะตลาดก๋วยเตี๋ยวต้มยำและลูกชิ้นแคะ ที่ยังไม่มีแบรนด์ไหนขึ้นมาเป็นเจ้าตลาดอย่างชัดเจน
นี่จึงเป็นที่มาของการแตกไลน์แบรนด์ ‘เกศเตี๋ยว’ จากร้านก๋วยเตี๋ยวเรือ สู่แบรนด์ใหม่ ‘เกศเตี๋ยว ก๋วยเตี๋ยวต้มยำมะนาวสด ลูกชิ้นแคะ’ ที่ไม่ได้ตั้งใจขายแค่ความอร่อย แต่ต้องการสร้างภาพจำใหม่ให้คนรักเส้น ภายใต้เป้าหมายที่ว่า ‘นึกถึงเส้น ต้องนึกถึงเกศเตี๋ยว’
พร้อมงัดกลยุทธ์ความคุ้มค่า ก๋วยเตี๋ยวราคาเริ่มต้น 89 บาท และเกี๊ยวฟรีไม่อั้นทุกชาม มาเป็นหนึ่งในจุดขายสำคัญ
คุณชุติมา เปรื่องเมธางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร รวยไม่หยุด กรุ๊ป เปิดเผยว่า หลังจากเปิดตัวแบรนด์ ‘เกศเตี๋ยว ก๋วยเตี๋ยวเรือ’ เมื่อปลายเดือนธันวาคม 2568 แบรนด์ได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้า และปัจจุบันมีสาขารวม 9 แห่ง โดยสามารถสร้างการเติบโตของรายได้ให้กับเครือได้มากกว่า 100%
ความสำเร็จดังกล่าวทำให้บริษัทเห็นโอกาสที่จะต่อยอดธุรกิจอาหารไทย โดยเฉพาะตลาดก๋วยเตี๋ยวที่ยังสามารถขยายฐานลูกค้าได้อีกมาก แต่แทนที่จะเปิดร้านก๋วยเตี๋ยวเรือเพิ่มเพียงอย่างเดียว รวยไม่หยุด กรุ๊ป เลือกแตกแบรนด์ใหม่ เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าที่มีความชอบแตกต่างกัน
เพราะในมุมของบริษัท ตลาดก๋วยเตี๋ยวต้มยำและลูกชิ้นแคะยังมีช่องว่าง โดยเฉพาะในศูนย์การค้าที่ร้านก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นแคะไม่ได้พบเห็นง่ายนัก จึงกลายเป็นโอกาสในการนำเมนูที่หลายคนคุ้นเคย มาพัฒนาให้กลายเป็นแบรนด์ที่มีเอกลักษณ์และภาพจำชัดเจน นี่ไม่ใช่แค่การเพิ่มเมนูใหม่ แต่คือการขยายโอกาสทางธุรกิจด้วยการสร้างแบรนด์ใหม่ในตลาดที่บริษัทยังมองเห็นช่องว่าง
สำหรับสาขาแรกของ ‘เกศเตี๋ยว ก๋วยเตี๋ยวต้มยำมะนาวสด ลูกชิ้นแคะ’ บริษัทเลือกปักหมุดที่ชั้น GM ศูนย์การค้า EMSPHERE โดยเปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569
เหตุผลสำคัญไม่ใช่แค่เรื่องทำเลใจกลางเมือง แต่เป็นเพราะพื้นที่ดังกล่าวสามารถเข้าถึงลูกค้าได้หลากหลายกลุ่ม ทั้งคนทำงาน นักท่องเที่ยวต่างชาติ ชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในไทย รวมถึงกลุ่มเพื่อนและครอบครัว โดยเฉพาะกลุ่มคนทำงานที่บริษัทต้องการให้ ‘เกศเตี๋ยว’ กลายเป็นหนึ่งในร้านประจำสำหรับมื้ออาหารในชีวิตประจำวัน เพราะเป้าหมายของแบรนด์ไม่ได้ต้องการให้ลูกค้าแค่มาลองกินครั้งแรก แต่ต้องการสร้างเหตุผลให้ลูกค้ากลับมากินซ้ำได้เรื่อย ๆ
หนึ่งในโจทย์ที่น่าสนใจของธุรกิจร้านอาหาร คือเวลาไปกินข้าวกับเพื่อนหรือครอบครัว แต่ละคนอาจไม่ได้อยากกินเมนูเดียวกัน บางคนอยากกินก๋วยเตี๋ยว บางคนอยากกินข้าว ขณะที่บางคนอยากมีของหวานปิดท้าย
เกศเตี๋ยวจึงเลือกใช้กลยุทธ์สร้างความหลากหลายของเมนู เพื่อทำให้ร้านสามารถตอบโจทย์ลูกค้าได้มากขึ้นในมื้อเดียว โดยมีเมนูชูโรงอย่าง ‘ก๋วยเตี๋ยวหมูต้มยำมะนาวสด’ ที่เน้นรสชาติและกลิ่นหอมของมะนาวสด และ ‘ก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นแคะ’ ที่มีเอกลักษณ์ด้านรสชาติและเนื้อสัมผัส เสริมด้วยก๋วยเตี๋ยวราคาเริ่มต้น 89 บาท พร้อมเกี๊ยวฟรีไม่อั้น เพื่อสร้างความรู้สึกคุ้มค่าให้กับลูกค้า
ขณะเดียวกัน ยังมีเมนูข้าวกะเพรา และ ‘ข้าวตุ๋นกระดูกหมูอ่อนสูตรอาม่า 100 ปี’ ที่นำเรื่องราวของสูตรอาหารเก่าแก่มาสร้างความแตกต่างให้กับแบรนด์
ส่วนสายหวานก็มี ‘ไอติมกะทิ’ ที่หยิบความทรงจำในวัยเด็กกลับมา ผ่านไอติมกะทิที่เสิร์ฟพร้อมทับทิมกรอบ ข้าวโพด ลอดช่อง และถั่วลิสงคั่ว รวมถึงเมนูนมตุ๋นและขนมปังปิ้ง
จะเห็นได้ว่าแบรนด์ไม่ได้พยายามขายแค่ก๋วยเตี๋ยว แต่กำลังสร้างร้านอาหารที่มีทางเลือกมากพอให้ลูกค้ากลับมาได้หลายครั้ง โดยไม่จำเป็นต้องสั่งเมนูเดิมทุกครั้ง
การเปิดตัวแบรนด์ใหม่ครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนขยายธุรกิจอาหารไทยของรวยไม่หยุด กรุ๊ป ซึ่งกำลังเดินหน้าสร้างความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์เกศเตี๋ยว
นอกจากการเปิดแบรนด์ก๋วยเตี๋ยวต้มยำมะนาวสดและลูกชิ้นแคะแล้ว บริษัทยังมีแผนเปิดสาขาก๋วยเตี๋ยวเรือเพิ่มเติมที่ซีคอน ศรีนครินทร์, ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต โซนสเปลล์, Chartn at the Avenue แจ้งวัฒนะ และเมกา บางนา โดยตั้งเป้าขยายจำนวนสาขารวมเป็น 14 แห่งภายในปี 2569
ขณะเดียวกัน บริษัทคาดหวังให้แบรนด์เกศเตี๋ยวมีส่วนช่วยผลักดันยอดขายพอร์ตอาหารไทยในเครือให้เติบโตอย่างน้อย 30% ในปี 2570 สิ่งที่น่าสนใจคือ กลยุทธ์การเติบโตครั้งนี้ไม่ได้อาศัยแค่การเพิ่มจำนวนสาขา แต่ยังเน้นการสร้างภาพจำของแบรนด์ ผ่านเมนูที่มีเอกลักษณ์ เรื่องราวเบื้องหลังสูตรอาหาร และความคุ้มค่าที่ลูกค้ารู้สึกได้จริง
ในตลาดร้านอาหารที่มีตัวเลือกมากมาย การทำให้ลูกค้าเดินเข้าร้านครั้งแรกอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้น แต่โจทย์ที่ยากกว่าคือ จะทำอย่างไรให้ลูกค้าอยากกลับมาอีก
สำหรับเกศเตี๋ยว คำตอบคือการสร้างความแตกต่างทั้งในด้านเมนู ความคุ้มค่า และความหลากหลาย เพื่อให้ร้านกลายเป็นหนึ่งในตัวเลือกของมื้ออาหารประจำวัน
การแตกไลน์ครั้งนี้จึงสะท้อนให้เห็นว่า แม้จะเป็นตลาดอาหารที่ดูเหมือนมีผู้เล่นอยู่เต็มไปหมด แต่หากมองเห็นช่องว่างและเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภค ก็ยังสามารถสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ได้
เพราะสุดท้ายแล้ว การเติบโตของธุรกิจร้านอาหารอาจไม่ได้วัดแค่ว่ามีลูกค้าเข้าร้านมากแค่ไหน แต่วัดจากการทำให้ลูกค้าคิดถึงร้านของเราได้บ่อยแค่ไหนต่างหาก และนี่คือโจทย์ใหญ่ของ ‘เกศเตี๋ยว’ ที่ต้องพิสูจน์ว่า จะสามารถเปลี่ยนจากร้านก๋วยเตี๋ยวที่คนอยากลอง ให้กลายเป็นแบรนด์ที่คนรักเส้นนึกถึงเป็นอันดับแรกได้จริงหรือไม่