Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
โรคพาร์กินสัน คืออะไร? สังเกตอาการได้อย่างไร พร้อมวิธีรักษา

โรคพาร์กินสัน คืออะไร? สังเกตอาการได้อย่างไร พร้อมวิธีรักษา

17 มิ.ย. 69
13:26 น.
แชร์

รู้ทันโรคพาร์กินสัน คืออะไร? อาการอย่างไร พร้อมแนวทางรักษา

โรคพาร์กินสัน (Parkinson Disease) เป็นหนึ่งในโรคทางระบบประสาทที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ โดยมีลักษณะเด่นคือความผิดปกติของการเคลื่อนไหว ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว หลายคนอาจเคยได้ยินคำว่าโรคพาร์กินสัน แต่ยังไม่เข้าใจว่าคืออะไร และมีความรุนแรงมากเพียงใด

บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคพาร์กินสัน ว่าเกิดจากอะไร มีอาการอย่างไร ระยะของโรค รวมถึงแนวทางการรักษา เพื่อให้สามารถสังเกตอาการได้ตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม และลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ทำความรู้จัก โรคพาร์กินสัน คืออะไร?

โรคพาร์กินสัน คือ โรคทางระบบประสาทที่เกิดจากการเสื่อมของเซลล์ประสาทในสมองส่วนที่เรียกว่า Substantia Nigra ซึ่งทำหน้าที่สร้างสารสื่อประสาทที่ชื่อว่า โดปามีน (Dopamine) เมื่อระดับโดปามีนลดลง จะส่งผลให้การควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกายผิดปกติ เกิดอาการสั่น เกร็ง และเคลื่อนไหวช้าลง ซึ่งเป็นลักษณะสำคัญของอาการพาร์กินสัน โรคนี้มักเกิดในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป แต่ก็สามารถพบในวัยที่อายุน้อยกว่าได้เช่นกัน

โรคพาร์กินสัน มีกี่ระยะ?

โรคพาร์กินสัน มักใช้เกณฑ์ของ Hoehn and Yahr ในการแบ่งระยะความรุนแรงของโรคออกเป็น 5 ระยะ ดังนี้

● ระยะที่ 1 : ผู้ป่วยรู้สึกว่าแขน มือ หรือนิ้วสั่น รวมถึงอาการปวดกล้ามเนื้อ โดยอาการมักปรากฏเพียงข้างเดียวของร่างกาย เช่น มีอาการมือสั่นข้างใดข้างหนึ่ง แต่ยังใช้ชีวิตประจำวันได้ปกติ

● ระยะที่ 2 : โรคพาร์กินสัน อาการในระยะนี้จะเริ่มปรากฏทั้งสองข้างของร่างกาย หรือเริ่มมีปัญหาบริเวณแกนกลางของลำตัว เช่น ทรงตัวเริ่มลำบาก เดินตัวแข็ง แต่ยังไม่เสียการทรงตัวที่รุนแรง

● ระยะที่ 3 : ผู้ป่วยเริ่มมีการทรงตัวที่ผิดปกติ เดินเซ หรือหกล้มได้ง่ายขึ้น แต่ยังคงสามารถช่วยเหลือตนเองได้ในบางกิจกรรม

● ระยะที่ 4 : ความรุนแรงของโรคมากขึ้นจนผู้ป่วยไม่สามารถใช้ชีวิตตามลำพังได้ จำเป็นต้องมีผู้ช่วยพยุงในการเดินหรือทำกิจกรรมต่าง ๆ เนื่องจากกล้ามเนื้อแข็งเกร็งอย่างมาก

● ระยะที่ 5 : โรคพาร์กินสัน ระยะสุดท้าย ผู้ป่วยจะไม่สามารถลุกยืนหรือเดินได้เอง ต้องนั่งรถเข็นหรือนอนติดเตียงตลอดเวลา เสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนอย่างแผลกดทับ ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ หรือปอดอักเสบ

โรคพาร์กินสัน อาการเป็นอย่างไร?

โรคพาร์กินสัน อาการมักเริ่มต้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป จนบางครั้งผู้ป่วยหรือญาติอาจเข้าใจผิดว่าเป็นเพียงความอ่อนแรงตามอายุเท่านั้น โดยสัญญาณเตือนโรคพาร์กินสันที่สำคัญมีดังนี้

● อาการสั่น (Tremor) : มักพบขณะที่ร่างกายอยู่เฉย ๆ (Tremor at Rest) เช่น มือสั่นเวลาจับของ แต่เมื่อมีการเคลื่อนไหวอาการสั่นก็จะหายไป

● การเคลื่อนไหวช้า (Bradykinesia) : ผู้ป่วยจะรู้สึกว่าก้าวขาไม่ออก ทำงานที่เคยทำได้เร็วช้าลงอย่างเห็นได้ชัด

● กล้ามเนื้อแข็งเกร็ง (Rigidity) : ผู้ป่วยพาร์กินสันมักมีอาการปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อหรือเป็นตะคริว เนื่องจากความแข็งเกร็ง รวมถึงมีอาการหน้านิ่งเฉย และมีปัญหาเรื่องการกลืน

● การทรงตัวผิดปกติ (Postural Instability) : ผู้ป่วยมักเดินก้มหน้า ตัวค่อม เดินซอยเท้าถี่ ๆ และมีภาวะล้มได้ง่าย

● อาการที่ไม่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหว : เช่น การดมกลิ่นแย่ลง ท้องผูกเรื้อรัง คิดช้าลง นอนละเมอ หรือภาวะซึมเศร้า

โรคพาร์กินสัน ตรวจวินิจฉัยอย่างไร

การวินิจฉัยโรคพาร์กินสันอาศัยการประเมินทางคลินิกเป็นหลัก ร่วมกับแบบคัดกรองอาการและการตรวจเพิ่มเติมเพื่อแยกโรคอื่นที่มีลักษณะใกล้เคียง ดังนี้

● ซักประวัติและประเมินอาการสำคัญ เช่น มือสั่นเวลาจับของ การเคลื่อนไหวช้า (Bradykinesia) และกล้ามเนื้อแข็งเกร็ง (Rigidity)

● ตรวจร่างกายทางระบบประสาท (Neurological Examination) เพื่อประเมิน อาการสั่นและการทรงตัว

● แพทย์อาจพิจารณาการตรวจอื่น ๆ เพิ่มเติม เช่น MRI (Magnetic Resonance Imaging) และการตรวจเลือด

โรคพาร์กินสัน มีแนวทางรักษาอะไรบ้าง?

แม้ในปัจจุบันอาจยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่โรคพาร์กินสัน มีวิธีรักษาที่ช่วยควบคุมอาการให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติ ดังนี้

● การรักษาด้วยยา : เป็นวิธีหลัก โดยใช้ยาในกลุ่ม Levodopa, Dopamine Agonists หรือ MAO-B Inhibitors เพื่อปรับสมดุลโดปามีนในสมอง

● การรักษาด้วยการผ่าตัด (Deep Brain Stimulation - DBS) : การผ่าตัดฝังเครื่องกระตุ้นสมองส่วนลึก เพื่อช่วยลดอาการสั่นและลดปริมาณการใช้ยาในผู้ป่วยโรคพาร์กินสันที่มีอาการแทรกซ้อนจากการกินยามานาน

● กายภาพบำบัด : การฝึกเดิน การฝึกการทรงตัว และการฝึกพูด เพื่อชะลอความเสื่อมและป้องกันภาวะแทรกซ้อน

● ปรับโภชนาการ : หลีกเลี่ยงอาหารประเภทโปรตีนสูงในมื้อที่ต้องทานยา เนื่องจากโปรตีนอาจขัดขวางการดูดซึมยา และควรรู้ว่าพาร์กินสัน ไม่ควรกินอะไร เช่น อาหารรสจัด หรืออาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูงเกินไปที่อาจส่งผลต่อระบบขับถ่าย

โรคพาร์กินสัน อาการสั่นจากสมองที่ควรสังเกตและรีบรักษา

โรคพาร์กินสัน เป็นโรคทางระบบประสาทที่ต้องได้รับการวินิจฉัยและดูแลอย่างถูกต้อง โดยการได้รับยาที่เหมาะสมและการทำกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้ผู้ป่วยคงสมรรถภาพการเคลื่อนไหวไว้ได้นานที่สุด หากสังเกตเห็นญาติผู้ใหญ่มีอาการมือสั่น เดินช้า หรือก้าวขาไม่ออก ควรรีบพาพบแพทย์เพื่อรักษาทันที

ขอแนะนำโรงพยาบาลวิภาวดี ที่นี่พร้อมให้บริการโดยทีมแพทย์อายุรกรรมประสาทและสมองเฉพาะทาง วินิจฉัยและวางแผนรักษาโรค Parkinson ด้วยเทคโนโลยีการตรวจวินิจฉัยที่แม่นยำและการดูแลแบบองค์รวม เพื่อให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีใกล้เคียงปกติให้มากที่สุด

● Facebook: Vibhavadi Hospital

● Line: @Vibhavadihospital

● Email: [email protected]

● Tel: 02-058-1111 หรือ 02-561-1111

Advertisement

แชร์
โรคพาร์กินสัน คืออะไร? สังเกตอาการได้อย่างไร พร้อมวิธีรักษา