
เป็นไปไม่ได้ไม่มี โบโด กลิมท์ ทีมร้อนแรงที่สุดเเห่งนอร์เวย์ จารึกประวัติศาสตร์ล้มทีมยักษ์ใหญ่ยุโรป มุ่งสู่รอบน็อกเอาท์ ศึกยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก
ก่อนศึกยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก 2025-26 รอบลีกเฟส จบลง ทีมอันดับ 9-24 ต้องไปเล่นรอบเพลย์ออฟ 2 นัด เพื่อหาทีมผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้าย ซึ่งคู่ระหว่าง โบโด กลิมท์ ทีมจบอันดับ 23 ของตาราง จับมาพบกับ อินเตอร์ มิลาน ทีมอันดับ 10 ของตาราง รองแชมป์เก่า และดีกรีแชมป์บิ๊กเอียร์ 3 สมัย
แน่นอนว่าก่อนเกมการแข่งขัน ไม่มีใครคาดคิดว่า งูใหญ่ อินเตอร์ มิลาน จะพ่ายแบบไปกลับต่อ โบโดกลิมท์ ทีมจากลีกนอร์เวย์ ด้วยสกอร์รวม 2-5 พร้อมเขี่ยยอดทีมจากอิตาลีตกรอบ ทันที
ชื่อของ "โบโด กลิมท์" ถูกเขียนชื่อส่งต่อ เพราะพวกเขาคว้าตั๋วผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้าย ศึกยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร และนี่คือประวัติของ โบโดกลิมท์
จุดเริ่มต้น
หากคิดถึงทีมจากประเทศนอร์เวย์ หลายคนอาจนึกถึงทีมดังอย่าง โรเซนบอร์ก , ไวกิ้ง หรือ โมลด์ แต่ตรงกันข้ามกลับ โบโด กลิมท์ สโมสรในเมืองเล็ก ๆ ที่ถือกำเนิดขึนเมื่อปี 1916 ของประเทศนอร์เวย์ ซึ่งตั้งอยู่ในอาร์คติกเซอร์เคิร์ล หรือดินแดนที่กลางวันสั้น ลีกลางคืนยาวนานกว่า โดยรวมสภาพอากาศหนาวแทบตลอด ซึ่งมีประชากรไม่มากนักและส่วนใหญ่คนมักจะเล่นฟุตบอลแค่ออกกำลังกาย ซึ่งกว่าจะเริ่มเข้าสู่ในเกมระดับลีกฟุตบอลถ้วยรอจนถึงปี 1963 เลยทีเดียว
โบโด กลิมท์ ส่วนใหญ่จะลงเล่นอยู่ในเพียงลีกรอง รวมถึงลีกระดับดิวิชั่น 3 ของนอร์เวย์ จนถึงปี 1972 พวกเขาแสดงให้เห็นถึงความพร้อมมากขึ้น พร้อมคว้าแชมป์ฟุตบอลถ้วยเป็นครั้งแรก
วิกฤตครั้งใหญ่
โบโด กลิมท์ ต้องเผชิญกับวิกฤตแห่งสโมสร เมื่อทีมล้มละลายในปี 2010 หล่นลงไปเล่นในดิวิชั่น 1 ซึ่งในเวลานั้นสโมสรไม่มีแม้แต่เงินจ่ายหนี้ ชุมชนเมืองโบโดร่วมแรงร่วมใจกันจัดกิจกรรมระดมทุนสารพัด ตั้งแต่การขายฮอทดอกไปจนถึงการได้รับบริจาค ปลาคอดแห้ง เพื่อนำไปขายเป็นอาหารมื้อค่ำระดมทุนหาเงินเข้าสโมสร ความรักจากคนในเมืองที่มีประชากรเพียง 50,000 คนนี้เองที่ทำให้ แสงไฟ ยังคงโชติช่วงต่อไปได้ จนต่อมาพวกเขากลับสู่เส้นทางได้อีกครั้ง
เปลี่ยนหัวเรือ สู่การก้าวเป็นผู้นำ
เคติล คนุดเซ่น เข้ารับตำแหน่งกุนซือคุม โบโด กลิมท์ เมื่อปี 2018 แม้ว่าที่ผ่านมาเจ้าตัวไม่ได้มีผลงานคุมทีมใหญ่เลยแม้แต่น้อย
แต่การได้รับโอกาสจากการเริ่มจากผู้ช่วยผันตัวมาคุมทีมเต็มตัวด้วยการเปลี่ยนแนวคิดที่แปลกใหม่และเปิดกว้าง เขารู้ว่าฟุตบอลของ นอร์เวย์ ไม่ใช่ฟุตบอลที่แข็งแกร่งที่สุด โดยเฉพาะการตั้งเป้าไว้ที่การเป็นแชมป์ลีก และไปเล่นในถ้วยยุโรปในเวลาอันสั้น
และแน่นอน โบโด กลิมท์ สร้างประวัติศาสตร์ให้กับวงการฟุตบอลนอร์เวย์ด้วยการคว้าแชมป์ลีกสูงสุดสมัยแรก และนับมาแล้วถึง 4 สมัย ในเวลาเพียง 8 ปี (แชมป์ลีก 2020 , 2021 , 2023 , 2024)
เป็นไปไม่ได้ "ไม่มี"
โบโด กลิมท์ ในเวทียุโรป พวกเขาพัฒนาตามลำดับในแต่ละปี เริ่มจากปีแรกในศึกยูโรปาลีก รอบเพลย์ออฟ ให้กับ เอซี มิลาน 2-3 ต่อมาปี 2021 พวกเขาตกรอบเพลย์ออฟ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ให้กับ ลีเกีย วอร์ซอว์ แต่นั่นก็ทำให้พวกเขาได้มาเล่นใน ยูฟ่า คอนเฟอร์เรนซ์ ลีก และนำมาซึ่งประสบการณ์ครั้งสำคัญ โดยในซีซั่นดังกล่าว โบโด กลิมท์ เข้าไปถึงรอบน็อคเอาต์ และเคยขึ้นหน้าหนึ่งทุกสำนักด้วยการถล่ม โรม่า ที่มี โชเซ่ มูรินโญ่ คุมทีมอีกด้วย
จนเมื่อปีที่ผ่านมา ฤดูกาล 2024-25 โบโด กลิมท์ ทำผลงานในศึกยูโรปาลีก ไกลสุดในประวัติศาสตร์สโมสรเมื่อเข้าถึงรอบรองชนะเลิศ ก่อนพ่ายให้กับ สเปอร์ส รวมสกอร์ 1-5 และต่อเนื่องด้วยฤดูกาลนี้ 2025-26 ในศึกยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก ผลงานของโบโด กลิมท์ ตั้งแต่รอบลีฟเฟส ปราบทั้ง แมนซิตี้ 3-1 , ชนะแอตเลติโก มาดริด 2-1 และรอบเพลย์ออฟ 16 ทีม หักปากกาเซียนชนะ อินเตอร์ มิลาน รวมผลสองนัด 5-3 ผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้าย ได้สำเร็จ
กลายเป็นทีมที่ 2 ในประวัติศาสต์ของชาตินอร์เวย์ ที่ผ่านเข้าน็อคเอาท์ถ้วยใหญ่ยุโรป นับตั้งแต่ ลิลเลสตรอม เคยทำได้เมื่อปี 1987-88 หรือในรอบ 38 ปี
โดยรอบถัดไปมีโอกาสจับสลากประกบคู่พบกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ หรือ สปอร์ติ้ง ลิสบอน แน่นอนตอนนี้พวกเขาคือ ม้ามืดแห่งนอร์เวย์ อย่างแท้จริง
Advertisement