
23 ตุลาคม 2569 เรื่องกะเพราะ แม้จะมีคนออกมาชีแจงมากมายว่าไม่ได้เป็นไปตามที่ดราม่า แต่ก็ยังมีคนกลุ่มหนึ่งเชื่อแบบฝังหัวเพราะเชื่อไปแล้ว (เริ่มนึกถึงคำพูดที่ ดร.อานนท์ เคยพูดไว้ละสิ) ล่าสุด ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ออกมาเบิกเนตรอีกคน โดยโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว อธิบายเรื่องการคุ้มครองพันธุ์พืชการวิจัยพัฒนาสายพันธุ์ ไม่ได้มีแค่กะเพรา แต่มีจำนวนมาก 100 ชนิด ข้อความว่า
"มีพันธุ์พืชมากมาย ทั้งของภาครัฐและเอกชน ที่ได้รับการคุ้มครองการวิจัยพัฒนาสายพันธุ์"
ช่วงนี้ กำลังเป็นดราม่าเลย กับประเด็นที่ NGO เจ้าดังเจ้าหนึ่ง พยายามปั่นกระแสความกลัวแบบผิดๆ เกี่ยวกับ "การจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่" ดังเช่น กรณีของ "กะเพรา" สายพันธุ์แก้วจุรี 01 ถึง 04 ของบริษัท ซีพีแรม จำกัด ว่าทำแบบนี้ จะส่งผลเสียต่อเกษตรกร ต่อพ่อค้าแม่ค้า และต่อผู้บริโภค !?
ทั้งที่จริงๆ แล้ว มัน "ไม่ได้" จะมีผลเสียต่อประชาชนคนใด อย่างที่ปั่นกระแสกันเลย ถ้าไม่มีใคร "ตั้งใจ" ขโมยเอาพันธุ์ 01 ถึง 04 ของเขาเนี่ย ไปทำพันธุ์ขาย โดยไม่ได้รับอนุญาตครับ
และในทางตรงกันข้าม การที่นักวิจัยปรับปรุงพันธุ์พืช ทั้งของหน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน สามารถนำผลงานวิจัยของตัวเอง ไปจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์ได้ในประเทศไทยนั้น กลับเป็นประโยชน์ต่อการเกษตรและสังคมไทย ที่จะได้สายพันธุ์ใหม่ๆ คุณภาพดี มีผลผลิต มีประสิทธิภาพสูงขึ้นกว่าพันธุ์บ้านๆ เดิมๆ ที่ปลูกตามกันมา
และคนไทยส่วนใหญ่ ผมว่า ก็ไม่รู้กันด้วยว่า จริงๆ แล้ว ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีคนเก่งๆ มีฝีมือในปรับปรุงพันธุ์พืชเศรษฐกิจหลากหลายชนิด และเราควรให้การคุ้มครองผลงานของพวกเขา ผ่านกลไกการการจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชเหล่านี้ (ดูรายชื่อพันธุ์พืช ได้ด้านล่าง) ..
ไม่ต่างกับที่ศิลปิน นักเขียน นักแต่งเพลง ได้รับการคุ้มครองผลงานเพลง ผลงานศิลปะของพวกเขา ไม่ให้ถูกขโมยเอาไปใช้ประโยชน์ โดยไม่ได้รับอนุญาต โดยไม่เกิดผลตอบแทนกลับไปที่คนที่รังสรรค์ผลงานนั้นขึ้นมา
ขออธิบาย เพื่อให้คลายข้อกังวล ที่ว่าการจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ ส่งผลเสียนั้น เช่น ว่าจะทำให้เกิดการผูกขาดในการเพาะปลูก และการใช้ประโยชน์ ของเกษตรกรและประชาชน !?
- จริงๆ แล้ว การคุ้มครองพันธุ์พืชนั้น จะคุ้มครองเฉพาะ "สายพันธุ์ใหม่" ที่ถูกวิจัยขึ้นมา ไม่ได้จะผูกขาดพืชทั้งสปีชีส์นั้น ... หรือพูดง่ายๆ ตามเรื่องของ NGO นี้ ก็คือ จะคุ้มครองเฉพาะพันธุ์ แก้วจุรี 01 ถึง 04 ไม่ได้ยุ่งอะไรกับกะเพราพันธุ์อื่นๆ
- โดยการจดทะเบียนตาม พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 คุ้มครองเฉพาะสายพันธุ์ใหม่ที่ผ่านการปรับปรุงพันธุ์ขึ้นมาเฉพาะ ไม่ได้มีผลคุ้มครองไปถึงกะเพราพันธุ์พื้นเมือง กะเพราแดง หรือกะเพราขาวทั่วไป ที่มีปลูกขายกันอยู่มากกว่า 200 สายพันธุ์ ... เกษตรกรและประชาชน ยังคงเก็บเมล็ด ขยายพันธุ์ ปลูก ซื้อขาย กะเพราสายพันธุ์ทั่วไปเหล่านั้น ได้ตามปกติ 100%
-แล้วตามกฎหมายนี้ ถึงบังเอิญ ประชาชนหรือเกษตรกรทั่วไป ไปได้ต้นพันธุ์หรือเมล็ดพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครองมา ก็ยังสามารถปลูกเพื่อบริโภคเองในครัวเรือนได้ เพราะกฎหมายจะห้ามเฉพาะ "การนำส่วนขยายพันธุ์" (เช่น เมล็ด หรือกิ่งพันธุ์) ของสายพันธุ์นั้น ไปขยายพันธุ์เพื่อผลิตจำหน่ายเชิงพาณิชย์ แข่งกับผู้พัฒนาพันธุ์ โดยไม่ได้รับอนุญาต
- ดังนั้น ในมุมของพ่อค้าแม่ค้า ร้านอาหาร และผู้บริโภค ก็ไม่ต้องกังวลอะไร ที่จะเอาใบกะเพรามาผัดขายในร้านอาหาร หรือขายตามตลาดสดทั่วไป ยังสามารถทำได้ตามปกติ พ่อค้าแม่ค้าและผู้บริโภคยังคงมีตัวเลือกในการซื้อขายผลผลิตกะเพรา ได้ตามเดิม โดยไม่มีข้อจำกัดใดๆ
สรุปสั้นๆ คือ ถ้า "ปลูกกินเองในครัวเรือน" ก็ทำได้ปกติ ทั้งสายพันธุ์ทั่วไปหรือพันธุ์พื้นเมือง และสายพันธุ์ใหม่ที่จดคุ้มครอง
ถ้า "ตัดใบขาย/ทำอาหารขาย" ก็ทำได้ปกติ ทั้งสายพันธุ์ทั่วไปหรือพันธุ์พื้นเมือง และสายพันธุ์ใหม่ที่จดคุ้มครอง
ถ้า "เก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อ" ทำได้ปกติ ทั้งสายพันธุ์ทั่วไปหรือพันธุ์พื้นเมือง และสายพันธุ์ใหม่ที่จดคุ้มครอง แต่ต้องเป็นการนำไปใช้ในแปลงตนเอง
ถ้า "เพาะต้นพันธุ์/เมล็ดพันธุ์ขาย" จะทำได้ปกติในกรณีสายพันธุ์ทั่วไปหรือพันธุ์พื้นเมือง แต่ห้ามทำถ้าเป็นสายพันธุ์ใหม่ที่จดคุ้มครอง จะต้องขออนุญาตจากเจ้าของสิทธิเสียก่อนเท่านั้น
ในทางตรงกันข้าม การส่งเสริมให้มีการจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ จากวิจัยปรับปรุงพันธุ์เช่นนี้ กลับจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ต่อการพัฒนาการเกษตรของประเทศไทยเรา ให้แข่งขันกับประเทศอื่นๆ ได้
โดยจะเห็นว่า การที่หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน ตลอดจนเกษตรกรรายย่อย ทุ่มเทงบประมาณ แรงกาย และเวลา ในการวิจัยพัฒนาปรับปรุงพันธุ์พืชนั้น ก็เพื่อให้มันมีลักษณะที่ดีขึ้นกว่าเดิม ตรงกับวัตถุประสงค์ในการใช้งาน
อย่างเช่น กะเพาะพันธุ์แก้วจุรี ของซีพีนี้ ก็มีเป้าหมายเพื่อตอบโจทย์ในการเอาไปทำ "อาหารพร้อมรับประทาน (Ready-to-eat)" เช่น ปรับปรุงให้กะเพราะมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว มีใบหนา ทนต่อกระบวนการแช่แข็ง และให้ผลผลิตต่อไร่สูง .. และจริงๆ ก็ทำใช้กันเองในเครือข่ายเกษตรกรของบริษัท ให้ปลูกแล้วส่งไปเข้าโรงงานอาหารโดยเฉพาะ ไม่ได้ทำมาเพื่อไปขายทั่วไป หรือจะไปยึดครองตลาดเมล็ดพันธุ์กะเพรา
นอกจากนี้ การที่เรามีกฏหมายคุ้มครอง "สิทธิทางปัญหา" ต่อผลงานวิจัยทางการเกษตร ก็จะช่วยสร้างแรงจูงใจ ให้มีคนมาลงทุนวิจัยและพัฒนา (R&D) พันธุ์พืชเพิ่มขึ้น ไม่ใช่ใช้แต่พันธุ์เดิมที่คุณภาพยังไม่ดีพอ
จริงๆ แล้ว การปรับปรุงพันธุ์พืชนั้น เป็นงานที่หนักมาก ต้องใช้ระยะเวลา เทคโนโลยี และงบประมาณสูง ต้องมีการใช้เทคโนโลยีหลายอย่าง ทั้งสารเคมีเฉพาะ หรือการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ
ซึ่งถ้าหากไม่มีกฎหมายคุ้มครองสิทธิแล้ว บรรดา "พันธุกรรมใหม่" ที่ถูกพัฒนาขึ้นอย่างยากลำบากนั้น ก็อาจถูกขโมยนำไปก็อปปี้ หรือไปขยายพันธุ์ขาย ออกมาตัดราคาได้ อาจทำให้ไม่มีภาครัฐหรือเอกชนรายใด อยากจะเสี่ยงลงทุนวิจัยพัฒนาพืชพันธุ์ใหม่ๆ ที่มีคุณภาพสูงขึ้น ให้แก่ประเทศ
ในประเทศไทย การจดทะเบียนและรับรอง "พันธุ์พืชใหม่ (New Plant Variety) " จะดำเนินการภายใต้ พระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 (และ พ.ร.บ. พันธุ์พืช พ.ศ. 2518) โดยมี กรมวิชาการเกษตร เป็นหน่วยงานรับจดทะเบียน ทั้งพันธุ์พืชรับรอง/ขึ้นทะเบียน และพันธุ์พืชพื้นเมือง
ซึ่งรายชื่อของพืชชนิดต่างๆ ที่ได้รับการจดทะเบียนคุ้มครอง โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประกาศรายชื่อว่าเป็น "พันธุ์พืชใหม่" มีรวมๆ แล้ว มากกว่า 100 ชนิดอีกครับ !
ซึ่งครอบคลุมทั้ง "พืชไร่และพืชน้ำมัน" อย่าง ข้าว, ข้าวโพด, มันสำปะหลัง, ถั่วเหลือง, อ้อย, ปาล์มน้ำมัน ฯลฯ / "ไม้ผล" อย่าง ทุเรียน, มะม่วง, ลำไย, ขนุน, ฝรั่ง, ส้มโอ, มะพร้าว ฯลฯ / "พืชผัก" อย่าง พริก, มะเขือเทศ, แตงโม, ถั่วฝักยาว, กะเพรา, ฟักทอง ฯลฯ / "ไม้ดอกไม้ประดับ" อย่าง กล้วยไม้สกุลต่างๆ (หวาย, แวนด้า, แคทลียา), บอนสี, ชวนชม, แก้วกาญจนา, เบญจมาศ ฯลฯ / "ไม้ป่า และพืชสมุนไพร พืชเศรษฐกิจอื่นๆ" อย่างเช่น ยูคาลิปตัส, สัก, กัญชา/กัญชง, กาแฟ, โกโก้ ฯลฯ
โดยมีตัวอย่างสายพันธุ์พืชได้รับการพัฒนาวิจัย และจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์ ที่น่าสนใจ ดังนี้
1. ตัวอย่างพันธุ์พืชที่พัฒนาและจดทะเบียนโดย "#ภาครัฐ" (กรมวิชาการเกษตร, มหาวิทยาลัย, ศูนย์วิจัย)
หน่วยงานภาครัฐ มักเน้นปรับปรุงพันธุ์ เพื่อเพิ่มผลผลิต ทนทานโรค/แมลง หรือทนสภาพภูมิอากาศ โดยมีพันธุ์พืชที่ได้รับการคุ้มครองและขึ้นทะเบียนจำนวนมาก เช่น:
#ทุเรียน: กลุ่มพันธุ์จันทบุรี (เช่น จันทบุรี 1, จันทบุรี 2, จันทบุรี 3) พัฒนาโดย กรมวิชาการเกษตร เพื่อแก้ปัญหารสชาติ ทรงผล และระยะเวลาเก็บเกี่ยว ให้ได้คุณภาพมาตรฐานส่งออก
#ยางพารา: RRIT 251, RRIT 408, RRIT 600 พัฒนาโดย สถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำยางและทนต่อลม/โรคตากุ้ง
#มันสำปะหลัง: ห้วยบวม 80, ระยอง 9, ระยอง 72 พัฒนาโดย กรมวิชาการเกษตร
#เกษตรศาสตร์50 (KU 50) พัฒนาโดย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (หนึ่งในพันธุ์ที่มีการปลูกแพร่หลายที่สุด)
#ข้าว: กข (เช่น กข41, กข79, กข85, กข95) พัฒนาโดย กรมการข้าว เน้นผลผลิตสูง ผลิตข้าวเหนียว/ข้าวเจ้าต้านทานโรคและแมลง
#ข้าวโพด: ข้าวโพดลูกผสมพันธุ์สุวรรณ (เช่น สุวรรณ 5) พัฒนาโดย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ต้านทานโรคราน้ำค้าง
#ไม้ดอกไม้ประดับ: ปทุมมา และ กระเจียว (เช่น พันธุ์ปฐม) พัฒนาและขึ้นทะเบียนโดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยและกรมวิชาการเกษตร เพื่อการส่งออกหัวพันธุ์และไม้ตัดดอก
2. ตัวอย่างพันธุ์พืชที่พัฒนาและจดทะเบียนโดย "#ภาคเอกชนและเกษตรกร"
ส่วนภาคเอกชน รวมถึงเกษตรกรรายย่อยนั้น มักเน้นการปรับปรุงพันธุ์พืชเชิงพาณิชย์ ไม้ผลคุณภาพสูง และไม้เศรษฐกิจเติบโตเร็ว เช่น:
#ยูคาลิปตัส (ไม้เศรษฐกิจ): พันธุ์ K series (เช่น K7, K58, K62, K133) และ H series (H288, H294) จดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์โดย บริษัท ยูคาลิปตัส เทคโนโลยี จำกัด และภาคเอกชนอื่นๆ สำหรับอุตสาหกรรมเยื่อกระดาษและไม้สับ
#ทุเรียน (พันธุ์คัดเลือกโดยเกษตรกร): นวลทองจันทร์ คัดเลือกและพัฒนาโดย นายสุเทพ นพพันธุ์ เกษตรกร จ.จันทบุรี (ได้รับการจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่) ซึ่งเกิดจากการผสมระหว่างหมอนทองกับชะนี
#ฝรั่ง: ไส้แดงจินดา จดทะเบียนโดย นายประสาทพร ช้างน้อย , แป้นสีทอง ขึ้นทะเบียนพันธุ์โดย นายบุญช่วย จรดล
#ขนุน: ทองประเสริฐ ขึ้นทะเบียนโดย นายยงยุทธ วงษ์จิราษฎร์ , เหลืองตานาค ขึ้นทะเบียนโดย นายนาค สุขโต
#มะนาว: ด่านเกวียน ขึ้นทะเบียนโดย นายณรงค์ รัตนจันทร์
#เมล็ดพันธุ์พืชผักลูกผสม (F1 Hybrids): หลากหลายสายพันธุ์ ทั้งแตงโม, แตงกวา, มะเขือเทศ, พริก, ข้าวโพดหวาน ซึ่งมีทั้งบริษัทเอกชนชั้นนำ เช่น เจียไต๋ (East-West Seed / ศรแดง), ทรอปิเคิล ซีดส์, สไปซ์ ซีดส์ ที่ได้พัฒนาและจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่จำนวนมาก เพื่อสิทธิในการจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ลูกผสม เชิงพาณิชย์
#สรุปคือ กระแสข้อกังวล เรื่อง การผูกขาดพันธุ์พืช ที่ถูกปั่นกระแสกันอยู่นั้น เกิดจากความตั้งใจ ให้ประชาชนเกิด "ความเข้าใจผิด" ขึ้น .. เข้าใจผิดไปว่า มีคนจดสิทธิบัตรพืช "ทั้งสปีชีส์" ได้ จนกลัวกันว่าจะไม่ได้กิน ได้ปลูกกะเพรากันอีก
ทั้งที่จริงๆ แล้ว เป็นแค่การคุ้มครองพันธุ์พืช "เฉพาะสายพันธุ์ใหม่" ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ของไทย (ยังไม่เกี่ยวอะไรกับเรื่อง UPOV1991 ด้วยซ้ำ ที่ให้สิทธิคุ้มครองเฉพาะสายพันธุ์ใหม่ ที่มาจดทะเบียนเท่านั้น โดยไม่ได้ยึดครองหรือห้ามใช้ประโยชน์ จากสายพันธุ์ดั้งเดิม ที่มีอยู่ทั่วไปในธรรมชาติ หรือในท้องตลาด แต่ประการใดครับ
Advertisement