
คณะกรรมการสรรหา กสทช. มีมติออกมาตรการบังคับทางปกครองให้ “หมอสรณ” หยุดปฏิบัติหน้าที่ประธาน กสทช. พร้อมยื่นคำร้องต่อศาลปกครองกลาง ขอให้ศาลมีคำสั่งยุติการปฏิบัติหน้าที่ หลังศาลปกครองกลางมีคำพิพากษายกฟ้องคดีขอเพิกถอนคำวินิจฉัยคณะกรรมการสรรหา ขณะที่เจ้าตัวยังแสดงเจตนาจะปฏิบัติหน้าที่ต่อ
วันที่ 28 กันยายน 2569 คณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ คณะกรรมการสรรหา กสทช. เผยแพร่ข่าวการประชุม ฉบับที่ 5/2569 ระบุว่า ได้รับหนังสือจากกรรมการ กสทช. ขอให้คณะกรรมการสรรหาในฐานะคู่ความในคดี ยื่นคำร้องต่อศาลปกครองกลาง เพื่อขอให้ศาลกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองชั่วคราวระหว่างที่คดียังไม่ถึงที่สุด
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษายกฟ้องคดีที่ ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา กสทช. ซึ่งวินิจฉัยว่า นพ.สรณขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (2) และถือว่าสละสิทธิในการเข้ารับตำแหน่งตามมาตรา 18 แห่งกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
อย่างไรก็ตาม ตามเอกสารของคณะกรรมการสรรหา ระบุว่า นพ.สรณยังแสดงเจตนาจะปฏิบัติหน้าที่ที่สำนักงานและเข้าร่วมประชุม กสทช.ต่อไป จึงเกิดข้อกังวลว่าจะส่งผลต่อการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการ กสทช.คนอื่น และอาจทำให้การทำงานขององค์กรหยุดชะงัก กระทบต่อประโยชน์สาธารณะ
ยืนยันคำวินิจฉัย 21 ก.ค. ยังมีผล
คณะกรรมการสรรหา กสทช. พิจารณาแล้วเห็นว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา ที่ 1/2569 ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 ยังมีผลใช้บังคับตามกฎหมาย
คณะกรรมการสรรหาอ้างประกอบทั้งคำสั่งศาลปกครองสูงสุดและคำพิพากษาศาลปกครองกลางล่าสุด โดยยืนยันสถานะของคำวินิจฉัยเดิมที่เกี่ยวกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของ นพ.สรณ
จากเหตุผลดังกล่าว ที่ประชุมจึงมีมติให้ดำเนินการ 2 ทางพร้อมกัน ประการแรก ให้ออกมาตรการบังคับทางปกครองให้ นพ.สรณหยุดปฏิบัติหน้าที่ ประการที่สอง ให้ยื่นคำร้องต่อศาลปกครองกลาง เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งให้ นพ.สรณยุติการปฏิบัติหน้าที่ประธาน กสทช.ต่อไป
คณะกรรมการสรรหาให้เหตุผลว่า การดำเนินการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อไม่ให้การทำหน้าที่ของคณะกรรมการ กสทช.ต้องหยุดชะงัก และเพื่อให้กรรมการ กสทช.ที่เหลือสามารถปฏิบัติหน้าที่ในการรักษาประโยชน์สาธารณะและประโยชน์ของประเทศได้อย่างต่อเนื่อง
จับตาศาลปกครองกลางจะมีคำสั่งอย่างไร
อย่างไรก็ตาม ต้องแยกให้ชัดเจนว่า เอกสารวันที่ 28 กันยายนเป็นมติและการดำเนินการของคณะกรรมการสรรหา กสทช. ไม่ใช่คำสั่งใหม่ของศาลปกครองกลาง
ดังนั้น ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามต่อจากนี้คือ ศาลปกครองกลางจะรับคำร้องและมีคำสั่งเกี่ยวกับมาตรการคุ้มครองชั่วคราวอย่างไร ขณะเดียวกัน นพ.สรณยังมีช่องทางดำเนินการทางกฎหมายต่อคำพิพากษาศาลปกครองกลางวันที่ 25 กันยายนตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนด
สถานการณ์จึงเข้าสู่อีกขั้นของข้อพิพาท จากเดิมที่ถกเถียงกันว่า นพ.สรณมีลักษณะต้องห้ามหรือไม่ มาสู่คำถามว่า ระหว่างที่คดียังไม่ถึงที่สุด นพ.สรณจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ประธาน กสทช.ต่อไปได้หรือไม่ และมาตรการบังคับทางปกครองของคณะกรรมการสรรหาจะมีผลต่อสถานะการทำหน้าที่อย่างไร
Advertisement