
การประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ล่มครั้งที่ 8 หลังเกิดปัญหาองค์ประชุมไม่ครบ ล่าสุดประธานติดภารกิจทำให้การประชุมครั้งที่ 25/2569 ต่อเนื่อง ในวันนี้ต้องเลื่อนออกไปก่อน โดยเจ้าหน้าที่ประกาศในที่ประชุมว่า ศาสตราจารย์คลินิกนายแพทย์สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. ติดภารกิจ จึงขอเลื่อนการประชุมออกไปก่อนเป็นวันที่ 9 ก.ย. นี้ ซึ่งบรรยากาศหน้าห้องประชุมสายลม สำนักงาน กสทช. เจ้าหน้าที่ได้จัดเตรียมห้องประชุมตามวาระปกติ ซึ่งเริ่มประชุมในเวลา 13.30 น. จนเวลา 14.00 น.
พลอากาศโท ดร.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ ศาสตราจารย์เกียรติคุณพิรงรอง รามสูต และรองศาสตราจารย์ ดร.ศุภัช ศุภชลาศัย กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้เดินลงมาหน้าห้องประชุมพร้อมให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน
พลอากาศโท ดร.ธนพันธุ์ เปิดเผยว่า ตนเองพร้อมกรรมการอีก 2 คน มีเจตนารมณ์ที่ต้องการจะประชุมกรรมการ กสทช. ที่เหลืออยู่ต่อไป พร้อมเห็นว่ากรณีนายแพทย์สรณที่ศาลปกครองสูงสุดสั่งให้รับคำร้องไว้พิจารณา ซึ่งมีเหตุผล ทางคณะกรรมการสรรหาที่วินิจฉัยว่าศาสตราจารย์คลินิกนายแพทย์สรณได้สละสิทธิ์เข้ารับตำแหน่งประธาน กสทช. ทำให้ศาลปกครองสูงสุดเห็นว่าคำวินิจฉัยดังกล่าวย่อมเป็นเหตุให้ศาสตราจารย์คลินิกนายแพทย์สรณพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 20 วรรค 5 และเป็นการฝ่าฝืนตามมาตรา 8 ทำให้ไม่สามารถจะปฏิบัติหน้าที่กรรมการ กสทช. ได้ต่อไป ซึ่งถูกระบุอยู่ในคำสั่งของศาลปกครองสูงสุด ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินการของ กสทช. ดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง ให้กรรมการที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อ
เมื่อตนเองรับทราบคำสั่งศาลปกครองสูงสุด จึงมีหนังสือถึงสำนักงาน กสทช. และให้ความเห็นเพิ่มเติมว่าคำสั่งทางปกครองของคณะกรรมการสรรหาถือเป็นที่สุดแล้ว ซึ่งอาจจะเปลี่ยนแปลงก็ได้หากศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว แต่ในจุดนี้จะเห็นได้ว่าไม่มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวแต่อย่างใด ทำให้ไม่เป็นเหตุปฏิบัติตามคำสั่งทางปกครองนี้ได้ และศาลปกครองสูงสุดก็ได้มีความเห็นว่าศาสตราจารย์คลินิกนายแพทย์สรณได้พ้นจากตำแหน่งและไม่สามารถที่จะปฏิบัติหน้าที่ได้แล้วตามที่ได้กำหนดไว้ และให้กรรมการที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ โดยศาลยังชี้อีกว่าเพื่อที่จะให้บริการสาธารณะทางด้านกิจการสื่อสาร วิทยุ โทรทัศน์ และโทรคมนาคม สามารถดำเนินการไปได้อย่างต่อเนื่องและไม่หยุดชะงัก ดังนั้น จึงเป็นเหตุผลให้กรรมการที่เหลืออยู่ต้องปฏิบัติหน้าที่นี้ต่อ
นอกจากนี้ยังเพิ่มเติมความเห็นไปอีกว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ยื่นทูลเกล้าฯ เพื่อถอดถอนศาสตราจารย์คลินิกนายแพทย์สรณแล้วตามที่กฎหมายได้กำหนด ขณะที่นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้ระบุว่าการที่ศาลปกครองสูงสุดรับฟ้องยังไม่มีผลกระทบต่อกระบวนการยื่นกราบบังคมทูล ซึ่งรัฐบาลก็ยังทำหน้าที่ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ตนเองจึงขอชี้แจงว่าขอให้สำนักงาน กสทช. ดำเนินการจัดประชุมกรรมการที่เหลืออยู่อีก 6 คน เพื่อให้เป็นไปตามคณะกรรมการสรรหาและสอดคล้องกับคำสั่งของศาลปกครองสูงสุด เพื่อให้องค์กร กสทช. ทำหน้าที่ได้ตามกฎหมายและหลักนิติธรรม เพื่อผลประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและผลประโยชน์ประชาชน ซึ่งบัญญัติไปตามมาตรา 3 ของรัฐธรรมนูญ และขอร้องให้สำนักงาน กสทช. ไม่ทำหน้าที่เพื่อคนใดคนหนึ่งหรือบุคคลที่ขาดความชอบธรรมแล้ว ซึ่งจะทำให้องค์กรเสียหายและไม่สามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่องหรือหยุดชะงักมาจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งตนเองได้ส่งหนังสือชี้แจงไปยังสำนักงาน กสทช. พร้อมยืนยันว่าตนเองอยากจัดประชุมให้ได้เร็วที่สุด หากเป็นไปได้อยากให้เกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ เวลา 09.30 น. ซึ่งจะต้องหารือกับรองเลขาธิการ กสทช. ต่อไป
ด้านศาสตราจารย์เกียรติคุณพิรงรอง มองว่าตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ออกมาเมื่อวานนี้ถือว่าเป็นบรรทัดฐานทางกฎหมายที่สำคัญ สอดคล้องกับแนวทางทางกฎหมายที่เรายืนยันร่วมกันในจุดยืนที่เรายึดถือปฏิบัติมาตั้งแต่วันที่ 21 ก.ค. ซึ่งเป็นวันที่เราได้รับคำวินิจฉัยของกรรมการสรรหา กสทช. ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับคุณสมบัติของศาสตราจารย์คลินิกนายแพทย์สรณ ซึ่งมีบรรทัดฐาน 2 ส่วน คือ เป็นการยืนยันว่าพ้นจากตำแหน่งกรรมการ กสทช. และถือว่าไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ประธานได้นับตั้งแต่วันที่ได้รับคำวินิจฉัย ซึ่งมีการเซ็นรับในวันที่ 22 ก.ค. โดยเจ้าหน้าที่ของ กสทช.
ศาสตราจารย์เกียรติคุณพิรงรองกล่าวต่อว่า เมื่อดูจากคำสั่งของศาลแล้วชัดเจนว่ามีการรับรู้ตั้งแต่วันนั้นแล้ว ทำให้วันนี้เป็นบรรทัดฐานที่ทำให้เกิดความมั่นใจในอีกแง่หนึ่งด้วย นอกเหนือจากเรื่องของคุณสมบัติและสถานภาพ คือเรื่องของคณะกรรมการอีก 6 คนที่ยังเหลืออยู่ จะต้องปฏิบัติหน้าที่ต่อไปให้ได้ ต้องมีการจัดประชุมให้เกิดขึ้นเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการให้บริการสาธารณะทางด้านกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ไม่ให้เกิดการชะงัก
โดยในวันนี้มีการทำหนังสือถึงรักษาการเลขาธิการ กสทช. ขอให้มีการจัดประชุมโดยเร็วที่สุดในเวลาที่กรรมการทุกคนสะดวกร่วมกัน ซึ่งมีการเสนอเป็นวันพรุ่งนี้ เวลา 09.30 น. โดยเราจะรอพบท่านเพื่อพูดคุยให้ชัดเจนหลังจากส่งหนังสือไปแล้ว ขอให้นัดการประชุมทันทีตามวันและเวลาดังกล่าว พร้อมขอให้กรรมการที่เหลืออยู่ทั้ง 6 คน เข้ามาประชุมร่วมกันภายในวันพรุ่งนี้
ส่วนอำนาจในการนัดประชุมบอร์ด กสทช. เป็นของประธานเพียงผู้เดียวใช่หรือไม่ ศาสตราจารย์เกียรติคุณพิรงรอง ระบุว่า ขึ้นอยู่กับว่าจะมองว่าประธานยังเป็นประธานอยู่หรือไม่ โดยถ้ายึดจากคำแถลงผ่านสื่อของประธาน ล่าสุดก็บอกว่าน้อมรับในคำสั่งศาลทั้งในเรื่องของสถานภาพหรือสิทธิในการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย หากท่านน้อมรับก็คงต้องให้เป็นไปตามนั้น คือให้กรรมการที่เหลืออยู่สามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้โดยไม่ให้เกิดความชะงักงันอย่างที่เป็นอยู่
"เพราะปัจจุบันมีเรื่องที่ต้องพิจารณารออยู่มากมาย โดยเฉพาะผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อสื่อมวลชนทั้งหลาย เช่น เรื่องโรดแมปของทีวีดิจิทัล ซึ่งไม่ใช่เรื่องเศรษฐกิจเท่านั้นแต่เป็นเรื่องทางสังคมด้วย หากเราไม่มีทีวีที่เป็นหลักให้กับประเทศและปล่อยให้แพลตฟอร์มของต่างประเทศมายึดการสื่อสารสาธารณะไปทั้งหมด เราจะไม่มีอธิปไตยด้านข่าวสารเหลือเลย ซึ่งเป็นหน้าที่ของบอร์ด กสทช. ที่ต้องดูแลผลประโยชน์ให้ประเทศชาติ ยิ่งปล่อยให้ยืดยาวไปเรื่อยๆ ทีวีก็ค่อยๆ ตายไป สุดท้ายแพลตฟอร์มต่างประเทศจะยึดไปทุกอย่าง เราจะอยู่กันอย่างไร"
ขณะที่รองศาสตราจารย์ ดร.ศุภัช เปิดเผยถึงกรณีศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งรับฟ้องคดีที่เกี่ยวข้องกับสถานะประธาน กสทช. ว่า การที่ศาลรับฟ้อง ถ้าอ่านในเอกสารก็จะเห็นว่าสาเหตุที่รับฟ้องมีอะไรบ้าง ถ้าเข้าทุกอันท่านก็ต้องลาออกแล้วก็ไปสู้กันตามกฎหมายหรือกฎเกณฑ์ที่มีอยู่ โดยตนเองอยากเน้นประเด็นสั้นๆ คือหลังคำสั่งของศาลวันที่ 22 ก.ค. ที่ผ่านมา พวกเรายืนหยัดมาตั้งแต่ต้นว่าหากมีประเด็นแบบนี้เราร่วมประชุมด้วยไม่ได้ เพราะจะมีปัญหาในอนาคต และไม่ได้หมายความว่าใครเป็นฝ่ายชนะหรือแพ้ เพราะจากนี้ท่านก็ต้องเข้าสู่กระบวนการต่อสู้คดีตามกฎหมาย
ส่วนประเด็นการทำงานของ กสทช. มองว่าหลังศาลมีคำสั่ง ทุกฝ่ายควรกลับมาร่วมกันทำงานตามที่ศาลกำหนด โดยเฉพาะการจัดประชุมกรรมการ กสทช. ที่หยุดชะงักมาระยะหนึ่งแล้ว
รองศาสตราจารย์ศุภัชระบุว่าได้ทำหนังสือถึงสำนักงาน กสทช. ขอให้จัดประชุมโดยเร็วที่สุด โดยหากเป็นไปได้ต้องการให้ประชุมภายในวันพรุ่งนี้ เวลา 09.30 น. เพื่อเร่งสะสางงานที่ค้างอยู่และให้การทำงานขององค์กรเดินหน้าต่อได้ พร้อมย้ำว่าการจัดประชุมไม่ใช่เรื่องของการขออนุญาต แต่เป็นหน้าที่ของสำนักงาน กสทช. ที่ต้องอำนวยความสะดวกให้คณะกรรมการสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ และขณะนี้เมื่อมีคำสั่งศาลออกมาแล้วก็ไม่มีเหตุผลที่จะไม่ดำเนินการ
ส่วนกรณีที่ นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล ไม่อยู่ประเทศไทย มองว่าไม่น่าจะเป็นอุปสรรค เพราะสามารถมีผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนได้ โดยประเด็นสำคัญคือการจัดประชุมและเดินหน้าการทำงานขององค์กร
ทั้งนี้ รองศาสตราจารย์ศุภัชย้ำว่าไม่มีกรอบเวลาตายตัวว่าต้องจัดประชุมภายในเมื่อใด แต่ควรดำเนินการให้เร็วที่สุดและทุกฝ่ายต้องปฏิบัติตามกฎหมายและคำสั่งศาล เพื่อให้ กสทช. สามารถกลับมาทำงานได้ตามปกติ
จากนั้น พลอากาศโทธนพันธุ์ ได้ยื่นหนังสือต่อ นายสมบัติ ลีลาพตะ นิติกรเชี่ยวชาญพิเศษ รักษาการรองเลขาธิการ กสทช. เพื่อนำเรื่องนี้ไปพิจารณาและดำเนินการจัดการประชุมคณะกรรมการ กสทช. ที่เหลืออยู่ ขณะที่นายสมบัติได้ชี้แจงกับสื่อมวลชนว่าสำนักงาน กสทช. เพิ่งได้รับบันทึกขอให้ดำเนินการจัดประชุมเมื่อช่วงเที่ยงวันนี้ (3 ก.ย. 2569) ซึ่งสำนักงานจะนำเรื่องไปพิจารณา และได้แจ้งกับกรรมการ หากมีหนังสือเชิญให้สำนักงานดำเนินการจัดประชุมจะแจ้งแนวทางดำเนินการอีกครั้ง เนื่องจากวันนี้ศาสตราจารย์คลินิกนายแพทย์สรณได้แจ้งคณะกรรมการฯ ว่าติดภารกิจ จึงเลื่อนนัดประชุมไปเป็นวันที่ 9 ก.ย. นี้
Advertisement