
จากกรณีโลกออนไลน์แห่แชร์คลิปเหตุการณ์ปะทะคารมสุดเดือด และฟางเส้นสุดท้ายของชาวบ้าน กับพระภิกษุสงฆ์อาวุโส ภายในวัดแห่งหนึ่ง ในพื้นที่บ้านโพธิ์ศรี-โพธิ์ชัย ตำบลบัวบาน อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ โดยมีชนวนเหตุฉาวมาจากเรื่องการย้ายหมอน จนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์สนั่นเมืองในฉายา "หมอนข้าใครอย่าแตะ" คลิปดังกล่าวถูกรีทวีต และแชร์ต่อจนยอดเข้าชมพุ่งกระฉูดทะลุ 4 ล้านวิวอย่างรวดเร็ว สร้างความเสื่อมเสียให้วงการพระพุทธศาสนาและสะเทือนใจพุทธศาสนิกชนในพื้นที่อย่างรุนแรง
ความคืบหน้าล่าสุดวันที่ 23 ก.ย. 69 ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ไปยังวัดบุญเรืองศรี เพื่อสอบถามข้อเท็จจริง พบกับ หลวงปู่ปั่น อายุ 89 ปี พระภิกษุที่ปรากฏในคลิป กล่าวว่า เหตุการณ์เกิดจากเจ้าอาวาสสั่งให้โยมมาทำความสะอาดศาลาการเปรียญ แล้วตนแค่ออกไปหยิบหมอนมาวางตำแหน่งเดิม แต่กลับถูกยั่วยุ พร้อมทั้งอ้างบุญคุณ ด่าสวนญาติโยมว่า ตนเคยวางปัจจัยร่วมสร้างสิ่งปลูกสร้างในวัดมานานหลายปี
ขณะที่ น.ส.เอ๋ คู่กรณีและผู้บันทึกคลิป กล่าวว่า ตนเดินทางมาทำบุญตามปกติ แต่พระปั่นกลับแสดงพฤติกรรมก้าวร้าว เดินดักหน้าโวยวายเรื่องหมอนหาย และเริ่มเปิดฉากด่าทอลามปามไปถึงโคตรพ่อโคตรแม่ของเจ้าอาวาส รวมถึงญาติโยมทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ด้วยคำหยาบคายต่ำช้า ชาวบ้านในเหตุการณ์จึงเชียร์ให้อัดคลิปไว้เป็นหลักฐานมัดตัว เพื่อร้องเรียนให้จัดการขั้นเด็ดขาด
ด้านชาวบ้านในพื้นที่ร่วมแฉซ้ำว่า พระปั่นมีนิสัยชอบชวนทะเลาะ ท้าทายชาวบ้านไปทั่ว ทั้งยังฝืนกฎ นำสุนัขและแมวมาเลี้ยงกองไว้เต็มกุฏิส่งกลิ่นเหม็นเน่ารบกวนชุมชน พอมีคนเข้าไปตักเตือนก็มักจะถูกตะคอกด่าทอด้วยวาจาเถื่อนถอยทันที
ด้าน พระวิลัย ขันติธัมโม เจ้าอาวาสวัดบุญเรืองศรี เปิดเผยด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดว่า รู้สึกสลดใจ และรับไม่ได้กับพฤติกรรมที่สร้างความเสื่อมเสียรุนแรงเช่นนี้ ที่ผ่านมาพระปั่นทำตัวเป็น "พระสายบวก" ด่าทอญาติโยม และตั้งตนเป็นใหญ่ ท้าทายชาวบ้านมาโดยตลอด จนทำลายความศรัทธาของชาวบ้านจนไม่มีใครยอมมากราบไหว้หรือใส่บาตรอีกต่อไป ในฐานะเจ้าอาวาส ขอประกาศชัดว่าจะ "ไม่เอาไว้แน่นอน" และจะไม่ยอมให้อาศัยอยู่ในวัดแห่งนี้แม้วินาทีเดียว
ขณะที่แหล่งข่าวจากคณะผู้ปกครองสงฆ์ ยิ่งพบพฤติกรรมสุดแสบ โดยพระปั่น เคยถูกผู้นำชุมชนจับกุม เนื่องจากรวบตัวแอบดื่มสุราจนเมามายอาละวาด และเคยถูกไล่ออกจากวัดไปแล้วหลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ยังหน้าด้านวนเวียนกลับมาแอบจำวัดซ้ำอีก มีประวัติระเห็จย้ายวัดไปทั่ว และเคยหนีไปจำวัดถึงจังหวัดตาก ก่อนจะย้ายกลับมาสร้างความเดือดร้อนฉาวโฉ่ที่วัดแห่งนี้อีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม แม้ทางวินัยสงฆ์จะระบุว่า ยังไม่ถึงขั้นอาบัติปาราชิก เนื่องจากยังไม่ใช่ความผิดร้ายแรงขั้นสูงสุด แต่เจ้าอาวาส ผู้นำท้องถิ่น และชาวบ้านเห็นพ้องต้องกันว่าจะต้องใช้วิธีทางสังคมและมาตรการเด็ดขาด โดยได้นัดรวมตัวจัดประชุมใหญ่ร่วมกับชาวบ้านทั้งหมู่บ้านในช่วงเย็นวันนี้ เพื่อเปิดเวทีขับไล่พระปั่นให้ออกจากวัดและพ้นพื้นที่โดยทันที เพื่อคืนความสงบสุข รักษากฎหมาย และกอบกู้ศรัทธาของพุทธศาสนิกชนให้กลับคืนมา
Advertisement