Logo site Amarintv 34HD
logo duooneLogo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
“อย่าโยนบาปคนต้นน้ำ!” เสียงสะท้อนคนน่านวัย 45 ปี ซัดวาทกรรมด่าคนตัดป่า

“อย่าโยนบาปคนต้นน้ำ!” เสียงสะท้อนคนน่านวัย 45 ปี ซัดวาทกรรมด่าคนตัดป่า

20 ส.ค. 69
18:07 น.
แชร์

“อย่าโยนบาปคนต้นน้ำ!” เสียงสะท้อนคนน่านวัย 45 ปี ซัดวาทกรรมด่าคนตัดป่า ชี้ต้นตอปัญหาเหลื่อมล้ำ ทุนใหญ่บีบไร้ทางเลือก วอนคนเมืองหยุดชี้หน้าด่า 

จากสถานการณ์ฝนตกหนัก จนทำให้เกิดน้ำป่าไหลหลากและน้ำท่วมในหลายพื้นที่ของ จ.น่าน ทำให้ถนนหลายสายถูกตัดขาด และสะพานได้รับความเสียหายหลายจุด ตามที่มีการนำเสนอข่าวไปก่อนหน้านี้ 

วันที่ 20 ส.ค. 69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลายเป็นกระแสไวรัลในโลกออนไลน์ แห่แชร์ข้อความของผู้ใช้เฟซบุ๊กที่ใช้ชื่อว่า “Nutch Prasopsin” ที่โพสต์ระบุว่า สิงหาคมปีนี้ ฉันเพิ่งอายุครบ 45 ปีเต็ม ในฐานะคนน่านที่เกิดและเติบโตอยู่น่านเหนือ มีบ้านอยู่ติดแม่น้ำ ความทรงจำในวัยเด็กของฉันกับเดือนเกิดช่างแตกต่างจากปัจจุบันราวกับอยู่คนละโลก 

สมัยก่อนช่วงเดือนสิงหา คือเวลาที่ต้องรื้อเสื้อกันหนาวมาใส่ ลมพัดจนแขนขาแตก แต่ก็ออกไปเล่นว่าวสนุก นาข้าวเป็นสีทอง แม่น้ำน่านแถวบ้านฉัน เล็กและแคบ

เคยพาคนไปดูต้นกำเนิดแม่น้ำ เขา “งง” มากว่า “มาจากรูเล็ก ๆ แค่นี้เองเหรอ?”

เออสิ เขาเรียกตาน้ำ เพื่อนจากเมืองกรุงยิ่งงง “แม่น้ำน่านจากต้นน้ำกว้างแค่นี้เองเหรอ?” เออดิ จะให้กว้างเหมือนเจ้าพระยาตั้งแต่เกิดหรือไง มันก็ค่อยๆ ไหลจากตาน้ำ จากลำห้วย จากภูเขา แล้วรวมกันไปเป็นแม่น้ำใหญ่ 

แต่เมื่อฉันโตขึ้น แม่น้ำก็เปลี่ยนหน้าตาไปเรื่อยๆ ขุดลอกกัน ปรับลำน้ำกัน พยายามให้น้ำไหลเร็วขึ้น เพื่อรองรับน้ำหลาก ไม่เหลือแล้วอะ หน้าตาแม่น้ำแบบที่จำได้ตอนเด็กๆ มันเปลี่ยนไปทุกปี 

ทุกวันนี้ความหนาวแบบที่ฉันจำได้ก็หายไปเยอะ ไม่มีแล้วอะ สิงหาคมที่ลมพัดแรงจนออกมาเล่นว่าว ขี้มูกเขรอะ แขนขาแตก กลายเป็นเดือนที่ต้องล้างบ้านจากน้ำท่วม ฝนตกแช่ชนิดไม่ลืมหูลืมตา หมดแล้ว สิงหาคมอันโรแมนติกของชั้น 

เช้าตรู่วันที่ 19 สิงหาคม 2569 อำเภอปัวเจอฝนถล่มหนัก ตัวเลขฝนสะสม 24 ชั่วโมงสูงถึง 339.6 มิลลิเมตร น้ำป่าจากลำน้ำต่างๆ ทะลักเข้าบ้าน ถนนเสียหาย สะพานขาด โรงเรียนต้องปิดกะทันหัน หลายพื้นที่ได้รับผลกระทบหนักจนต้องประกาศเขตภัยพิบัติ แล้วช่วงนี้ฉันก็เห็นวาทกรรมในโซเชียลประมาณว่า “ช่างแม่ง ปล่อยให้น่านจมน้ำไปเถอะ” “คนน่านตัดป่าทำเขาหัวโล้นเอง จะไปช่วยทำไม” “ไอ้พวกทำภูเขาหัวโล้น ไอ้พวกตัดไม้” 

อะ มาแหกตาดูกันหน่อย นั่นแน่!!! พิมพ์อยู่ในห้องแอร์เปล่าอะ ฉันเข้าใจความโกรธของคุณนะ แล้วฉันก็ไม่ได้จะบอกว่า “คนน่านไม่เคยตัดป่า” ตัดค่ะ ภูเขาหัวโล้นไม่ได้เกิดจากภาพใน AI แต่สิ่งที่คุณเห็นมันเป็นแค่ปลายสุดของปัญหา เพราะถ้าคุณมองเห็นแค่คนถือจอบ คนถือมีด คนแบกถังยาฆ่าหญ้า แล้วสรุปว่า “นี่แหละ ตัวการ”

คุณกำลังชี้หน้าด่าคนที่อยู่ปลายสุดของห่วงโซ่อำนาจ และการต่อรอง แล้วปล่อยให้ระบบทั้งระบบที่ทำให้เขามายืนอยู่ตรงนั้นลอยนวล 

“ปลายสุดอะไร แกอะคนต้นน้ำ แกคือปัญหา” กำลังคิดแบบนี้อยู่ใช่ปะล่ะ มานี่มาจะเล่าให้ฟัง 

น่านสูญเสียพื้นที่ป่าไปประมาณ 1.2 ล้านไร่ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา

แต่แผลนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น เพราะชาวบ้านรุ่นนี้ตื่นมาแล้วพร้อมใจกันทำลายภูเขา

มันสะสมมาตั้งแต่ยุคสัมปทานป่าไม้ ตั้งแต่ชั้นยังไม่เกิด นโยบายใครไปหาเอาเอง ไม่อยากเป็นคนหยาบคาย ผ่านความขัดแย้งทางการเมือง ผ่านนโยบายรัฐ ผ่านปัญหาสิทธิในที่ดิน และถูกส่งไม้ต่อมาถึงยุค “พืชเศรษฐกิจ” 

พื้นที่จำนวนมหาศาลถูกเปลี่ยนไปเป็นไร่ข้าวโพดและเกษตรเชิงเดี่ยว เพื่อป้อนระบบตลาดขนาดใหญ่ รวมถึงอุตสาหกรรมอาหารสัตว์และปศุสัตว์ คนน่านคิดเองแหละมั้ง

นโยบายอะไรแบบนี้ อยู่ๆ ชาวบ้านคงประชุมกันเองบนดอยว่า “พรุ่งนี้เรามาสร้าง supply chain ระดับประเทศกันเถอะพวกเรา เจอกันที่ดอยหัวหม่นเวลาเที่ยงนะ”

แบบนี้เหรอ ฉันไม่ได้บอกว่าคนถือจอบไม่มีความผิดนะ ฉันกำลังบอกว่า ถ้าคุณเห็นแค่มือที่ถือจอบ แต่ไม่ถามว่าใครออกแบบตลาด ใครกำหนดนโยบาย ใครซื้อผลผลิต และใครรับกำไร คุณก็ยังอธิบายปัญหานี้ไม่ครบ 

ส่วนคนเมืองที่นั่งพิมพ์ด่าชาวบ้านอยู่ในห้องแอร์ คุณอาจเกิดมาในเมือง มีโรงเรียนดี มีมหาวิทยาลัย มีโรงพยาบาล มีรถ มีอินเทอร์เน็ต มีโลกทั้งใบอยู่ในโทรศัพท์

คุณมีต้นทุนให้ “เลือก”แต่ลองมามองชีวิตของคนที่เกิดมาด้วยต้นทุนติดลบบ้างไหม

ต้นทุนของเขาคือแรงกายกับหยาดเหงื่อ ตื่นมา สิ่งที่เห็นตรงหน้าคือที่ดินผืนหนึ่ง เมล็ดพันธุ์หนึ่งถุง ถังยา และแรงงานตัวเอง อะไรเปลี่ยนเป็นเงินสดได้เร็วที่สุด ก็ต้องทำอันนั้นก่อน เพราะความพอเพียงมันสวยค่ะ ตอนที่ในยุ้งมีข้าวกินแล้ว คนเมืองชอบสอนให้ใช้ชีวิต “พอเพียง” ชอบบอกให้มีการศึกษาที่ดี ชอบบอกให้เปิดโลก แล้วจะเอาเงินที่ไหนไปเปิด? 

ตื่นมาชีวิตก็มีแค่นี้ นั่นแน่ เริ่มมีเสียงในหัวแล้วล่ะสิว่า “ก็โง่เองนี่” แกจะให้เขาเห็นโลกกว้างกว่านี้ยังไงอะ ในยุคที่ภูเขาที่อินฟลูเอนเซอร์ขับรถขึ้นไปถ่ายรูปสวยๆ กันวันนี้ บางพื้นที่สมัยก่อนยังไม่มีไฟฟ้าใช้ด้วยซ้ำ จะเข้าเมืองแต่ละที บางแห่งต้องรอรถเจ้าหน้าที่ รถป่าไม้ รถทหาร รถตำรวจ รถราชการ ใครผ่านมาก็ขอติดรถเขาลงมา

ไม่ได้นั่งหรอกในห้องโดยสารแอร์เย็นฉ่ำ นั่งหลังกระบะ ตากแดด ตากลม ฝุ่นตีหน้าไปรักษานิ่ว ที่เกิดจากการกินน้ำในลำธาร 

เล่าแทรกสักนิด ที่โรงพยาบาลน่าน ตอนชั้นเด็กๆ ชั้นนึกว่าเป็นพิพิธภัณฑ์หิน จนหมอบอกว่า นี่คือก้อนนิ่วที่อยู่ในท้องคนน่าน ที่ผ่าออกมา มันเยอะมากจนชั้นกลัวหินพวกนี้อยู่ในท้องมาก นี่คือโลกที่คนจำนวนหนึ่งโตมา ปวดหัว ปวดฟัน ปวดท้อง ก็อดทนก่อน เพราะโรงพยาบาลไม่ได้อยู่เลี้ยวซ้ายหน้าปากซอย บางพื้นที่กว่าจะไปถึงสถานพยาบาลได้คือเรื่องใหญ่ เมื่อระบบสาธารณสุขยังเข้าไม่ถึง ก็รักษากันด้วยความรู้ที่มี หมอพื้นบ้าน สมุนไพร ความเชื่อ อะไรก็ตามที่หาได้ในเวลานั้น ไม่ใช่เพราะอยาก backward แต่เพราะ alternative มันไม่มี 

โรงเรียนบนดอยหลายแห่งก็เป็นแค่โรงเรียนขยายโอกาส จบมา โลกก็กว้างเท่าที่เงินในกระเป๋าจะพาไปถึง จะให้ไปเห็นโลกกว้างขนาดไหน ในเมื่อต้นทุนชีวิตมันติดลบมาตั้งแต่เกิด ดิ้นรนแล้ว ของที่ปลูกก็ถูกกดราคา ไปทำงานในเมืองใหญ่ ก็มีคนหาว่าไม่สำนึกรักบ้านเกิด อยู่บ้านทำข้าวโพดด้วยความรู้และตลาดที่มีอยู่ ก็หาว่าโง่รับใช้นายทุน ก็มันเห็นเงินตรงหน้าอะ มีทางอื่นเอาเงินมาให้เขาไหม? อยากทำอะไรที่ไม่ต้องไปผูกกับนายทุนเหมือนกันแหละ แต่บางคนไม่มีแม้แต่กรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ตัวเองทำกิน 

กฎเรื่องพื้นที่ป่า พื้นที่รัฐ พื้นที่ทำกิน สิทธิชุมชน เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา วันนี้ทำได้

วันหน้าจะถูกเอาคืนไหมก็ไม่รู้ แล้วจะให้เขาลงทุนระยะยาวแบบคนที่มีโฉนด มีทุน และมีเงินสำรองเหมือนกันได้ยังไง?

ลองให้คนเมืองที่เก่งแต่พิมพ์ด่า มาลองใช้ชีวิตอยู่บนไร่ บนดอยสูง ที่ไม่มีรายได้เข้าบัญชีสักสามเดือนดูไหม เชื่อเถอะ หลายคนร้องไห้ขอกลับบ้านก่อนครบเดือน

เสียงในหัวกำลังดังอยู่อีกล่ะสิ “ไอ้พวกคนจน ก็ปล่อยให้มันอยู่อย่างคนจนนั่นแหละ”

“ไอ้พวกชาวเขา ไม่หัดโทษตัวเอง” 

คำถามคือ คุณจะให้คนที่แทบยังเข้าไม่ถึงการศึกษาขั้นพื้นฐานในยุคนั้น ลุกขึ้นมาเปลี่ยนโครงสร้างนโยบายระดับประเทศด้วยอะไร? จะให้เขาวิเคราะห์ supply chain?

ออกกฎหมายที่ดิน? กำหนดราคาพืชผล? ต่อรองกับบริษัท? ออกแบบระบบเครดิต?

หรือแก้ความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างเองบนยอดดอย? ลุกขึ้นมาต่อสู้กับนายทุนหรือรัฐทีหนึ่ง ในสมัยก่อนต้องเดินทางลงจากยอดดอยกี่ชั่วโมง กี่วัน รู้ไหม? แค่เลือกตั้งง่ายๆ ระหว่างขนหีบก็ยังไม่แน่ว่าเสียงโหวตที่โหวตใส่ตู้ไปจะถูกสับเปลี่ยนตอนลงดอยเปล่าก็ไม่รู้ ยุคมือถือยังถ่ายรูปไม่ได้ 

คนบางรุ่นปวดท้อง ปวดฟัน เจ็บป่วย ก็ทนกันจนหนัก เพราะสถานพยาบาลมันไกลจริงๆ แล้วสุดท้าย ไปไร่ข้าวโพดดีกว่า อย่างน้อยเดือนนี้ก็มีข้าวกิน ไม่มีใครตื่นมาแล้วอยากเผาบ้านตัวเอง ทำลายภูเขาหลังบ้านตัวเองหรอก แต่ความรู้ที่เข้าไม่ถึง

เงินที่ไม่พอประทังชีวิต ตลาดที่มีทางเลือกจำกัด และหนี้สินที่ผูกอยู่กับตัว

มันบีบทางเลือกของคนให้แคบลงเรื่อยๆ ด่าไปเถอะค่ะ วาทกรรมสวยหรูน่ะ

คนที่กำลังแบกถังพ่นยาอยู่กลางแดด เขาอาจไม่ได้มี luxury มานั่งถก structural inequality กับคุณบนโซเชียลตอนบ่ายสาม เขาต้องหาเงินมาจ่ายค่าเทอมลูก

เขาก็อยากให้ลูกเรียนสูงๆ เหมือนกันแหละ เพราะเขาเองก็รู้ว่าชีวิตแบบนี้เหนื่อย ไม่มีใครอยากให้ลูกเกิดมาลำบากเหมือนยุคตัวเองหรอก 

แต่เดือนนี้ยังเป็นหนี้ ธ.ก.ส. อยู่เลย 7-11 มาเปิดบนดอย จนไปต่อคิวซื้อของเพราะนี่คือที่สุดแห่งความบันเทิงในชีวิต เคยถามเด็กดอยว่า เสาร์ อาทิตย์อยากไปไหน

เขาบอกได้แค่ว่าอยากไปเซเว่น อยากเห็นเซเว่นบ้าง นอกจากไปหาปลาในลำห้วย

แล้วนี่คือจุดที่ฉันอยากถามคนเมืองกลับบ้าง 

คุณยอมจ่ายไหม? คุณยอมจ่ายค่าข้าวแกงเพิ่มจานละ 5 บาท 10 บาทไหม ถ้านั่นคือราคาที่สะท้อนต้นทุนจริงของระบบอาหารที่ไม่ทำลายต้นน้ำ? คุณยอมซื้อสินค้าชุมชนที่แพงกว่าสินค้าของบริษัทใหญ่ไหม? คุณยอมจ่ายส่วนต่างเพื่อให้คนบนภูเขามีรายได้จากการ “รักษาต้นไม้ไว้” แทนการตัดต้นไม้ลงหรือเปล่า? คุณยอมซื้อผักผลไม้ออร์แกนิค ปลอดสารพิษในราคาที่สูงลิ่ว และ ผักเน่าไวเพราะเราไม่ใช้สารเคมีหรือเปล่า ทำให้เรามีทางเลือกในอาชีพมากขึ้นอะ ยอมไหม

คนในเมืองบอกว่า “อย่าตัดป่า” แต่เรากลับอยากได้อาหารราคาถูก เนื้อราคาถูก

วัตถุดิบราคาถูก บุฟเฟต์ราคาถูก เราอยากให้เกษตรกรรักษาป่า แต่เราไม่อยากจ่ายค่ารักษาป่า เอ้าแล้วใครจะจ่าย? ถ้าป่าบนน่านสร้างประโยชน์ให้ลุ่มน้ำข้างล่าง ให้แม่น้ำ ให้คนหลายจังหวัด ให้ระบบเจ้าพระยา ให้ระบบนิเวศของประเทศ 

ทำไมต้นทุนของการดูแลมันต้องตกอยู่บนบ่าคนต้นน้ำฝ่ายเดียว? คุณอยากได้ “ป่าฟรี” แต่คนรักษาป่าต้องกินข้าวนะคะ การที่คุณพูดว่า “ไม่ช่วยคนน่านแล้ว” ไม่ได้ทำให้ต้นไม้ขึ้นมาเพิ่มสักต้น บริษัทที่อยู่ในห่วงโซ่ธุรกิจก็ไม่ได้ขาดทุนเพราะคุณด่าชาวบ้าน นายทุนไม่ได้ร้องไห้อยู่มุมห้อง เออดี 

ปล่อยชนชั้นกลางกับชาวบ้านตีกันเอง ยังไงเงินก็วิ่งขึ้นห่วงโซ่อยู่ทุกวันเหมือนเดิม

ว่าแล้วก็เปิดดูพอร์ตต่อหน่อย หุ้นในบริษัทที่อยู่ใน supply chain นี้เขียวอยู่ไหมนะ ปีนี้จะได้อยู่ในตำแหน่งเศรษฐีโลกของนิตยสาร Forbe หรือเปล่านะ 

ถามหน่อยคนปลูกข้าวโพดอยากรู้ไหมอะเรื่องแบบนี้ และอย่าคิดว่าคนน่านนั่งงอมืองอเท้าไม่ทำอะไร เราทำกันมาตลอด มีความพยายามอย่าง “น่านแซนด์บ็อกซ์” ที่พยายามจัดสมดุลระหว่างพื้นที่ป่า การฟื้นฟูไม้ใหญ่ และพื้นที่ทำกิน ภายใต้แนวคิด 72:18:10 

สมบูรณ์ไหม? ไม่ ทำได้หมดหรือยัง? ไม่ รัฐทำงานเร็วไหม? อย่าเพิ่งให้ฉันตอบ เดี๋ยวคำหยาบมา แต่คนในพื้นที่ลงมือทำกันแล้ว มันกำลังจะดี เปลี่ยนรัฐบาลอีกละ กำลังจะดีดี โดนสั่งย้ายอีกล่ะ  หลายพื้นที่กำลังเปลี่ยนผ่าน หลายชุมชนกำลังปลูกป่า หลายแห่งเริ่มเปลี่ยนจากพืชเชิงเดี่ยว เริ่มหาพืชมูลค่าสูง เริ่มทำให้ต้นไม้ “ยืนอยู่แล้วมีราคา” ตัวอย่างที่ฉันชอบมากคือดอยมณีพฤกษ์ ไม่รู้ใครจะใช้ KPI อะไรมาจับ แต่ฉันขอใช้หัวใจคนพื้นที่อย่างฉันจับละกัน เมื่อก่อนฉันคุ้นกับภาพไร่กะหล่ำไปสุดลูกหูลูกตา 

วันนี้มีชาวบ้านจำนวนหนึ่งหันมาปลูกกาแฟคุณภาพสูงในระบบที่ต้องพึ่งร่มเงาไม้ใหญ่มากขึ้น ระหว่างรอกาแฟให้ผลผลิต ก็มีพืชอื่นสร้างรายได้ บ๊วย,ท้อ,ขิง,ข่า , พืชท้องถิ่นมันก็ค่อยๆ เปลี่ยนไป 

ฉันเกิดมา 45 ปี เพิ่งได้เห็นว่าพืชบนดอยบางอย่างสามารถสร้างมูลค่าได้สูงมาก โดยที่การมีต้นไม้ใหญ่กลับกลายเป็น “สินทรัพย์” ไม่ใช่อุปสรรคต่อการทำกิน

แน่นอนว่ากาแฟไม่ใช่คำตอบของทุกดอย ทุกความสูง ทุกดิน ทุกตลาดแต่สิ่งที่มณีพฤกษ์ทำให้เห็นคือ 

ถ้าป่ามีมูลค่าทางเศรษฐกิจ คนก็ไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่าง “ป่า” กับ “ปากท้อง” เสมอไป นี่!!! มันก็แค่นี้ ทำให้เขาท้องอิ่ม พอท้องอิ่ม เขาก็มีพื้นที่ในชีวิตให้คิดไกลกว่าพรุ่งนี้ พอป่ามีมูลค่ามากกว่าการถางป่า คนก็มีเหตุผลทางเศรษฐกิจที่จะรักษามัน

แต่น่าขำตรงที่ พอชาวบ้านเริ่มทำสินค้ามูลค่าสูงขึ้นมา คนเมืองบางส่วนก็เริ่มค่อนแคะอีก “โห กาแฟอะไรแพงจัง” “ซื้อของบริษัทใหญ่ดีกว่า ถูกกว่า” 

ก็นี่ไง คุณอยากให้เขาเลิกทำลายป่า แต่พอผลิตภัณฑ์ที่รักษาป่ามีราคาสูงขึ้น คุณไม่ซื้อ แล้วจะเอายังไงกับชีวิตเขาคะคุณพี่ หรือแม้แต่เรื่องท่องเที่ยว หลายคนมาถ่ายภาพภูเขาหัวโล้นแล้วโพสต์ประณาม แต่ในอีกด้านหนึ่ง การทำให้ชุมชนมีรายได้จากการท่องเที่ยวที่เหมาะสม ก็เป็นอีกทางหนึ่งที่ทำให้คนมีทางเลือกมากกว่าการถางพื้นที่เพิ่ม เพราะสุดท้ายปัญหามันกลับมาที่คำเดิม ท้องต้องอิ่ม นี่คือสิ่งที่ฉันอยากพูดเวลามีคนถามว่า “คนน่านตัดป่า แล้วทำไมไม่ปลูกคืน?” 

เราปลูกโว้ย ปลูกกันอยู่ แต่ปัญหาคือ ต้นไม้ที่เราลงมือปลูก มันโตไม่ทันความบ้าคลั่งของสภาวะโลกที่กำลังเปลี่ยน ป่าที่สมบูรณ์ไม่ใช่ต้นกล้าร้อยต้นเสียบลงดินแล้วพรุ่งนี้กลายเป็นฟองน้ำธรรมชาติมันต้องใช้เวลา ต้นไม้ต้องโต รากต้องลงลึก ดินต้องฟื้น

อินทรียวัตถุต้องกลับมา เรือนยอดต้องเกิด ระบบนิเวศต้องประกอบตัวใหม่ บางอย่างใช้เวลาหลายปี บางอย่างใช้เวลาหลายสิบปี และอย่าลืมด้วยว่า บางพื้นที่บนดอยเข้าถึงไฟฟ้า ถนน และอินเทอร์เน็ตช้ากว่าคนเมืองหลายสิบปี 

โลกที่วันนี้นักท่องเที่ยวเปิด Google Maps แล้วขับรถขึ้นไปถึงได้ง่ายๆ ไม่ใช่โลกแบบเดียวกับที่คนรุ่นพ่อแม่ของชาวบ้านเหล่านั้นเคยอยู่ เคยทำลายมัน เราเองก็เพิ่งเห็นโลกกว้างขึ้น เมื่อโลกภายนอกเดินทางเข้ามาหาเราง่ายขึ้นเหมือนกันแต่ฝนสามร้อยกว่ามิลลิเมตรไม่ได้รอ 

มันไม่ยืนอยู่บนฟ้าแล้วบอกว่า “โอเค เดี๋ยวรอป่าน่านโตเต็มที่ก่อนแล้วค่อยตก”

แผลที่สะสมมาหลายสิบปี กำลังวิ่งแข่งกับภัยพิบัติในโลกที่เปลี่ยนเร็วกว่าเดิม

มันก็เหมือนคนรุ่นก่อน ๆ ทำอะไรทิ้งไว้ตั้งเยอะ แล้วส่งใบเสร็จมาให้เด็ก Gen ใหม่จ่าย คนน่านเท่านั้นแหละมั้งทำโลกนี้ร้อน เพราะฉะนั้น เลิกโรแมนติไซส์ธรรมชาติแบบฉาบฉวยเสียที เลิกคิดว่าการรักษาป่าคือการบอกคนบนภูเขาว่า “เธอต้องเสียสละนะ เพื่อธรรมชาติ” แล้วตัวเองกลับบ้าน เปิดแอร์ กินของราคาถูก แล้วจบ

เลิกด่าเหยื่อปลายทางโดยไม่มองโครงสร้างรัฐ ตลาด และทุนที่อยู่ข้างหลังเขาและหันมาสนับสนุนเศรษฐกิจท้องถิ่นที่ทำให้คนมีรายได้จากการรักษาป่าจริงๆ 

เพราะฉะนั้นถามว่า แล้วจะให้หันไปทำอะไร? ด่ารัฐบาลเหรอ? ด่าค่ะ ด่ามันทุกรัฐบาลนั่นแหละ เพราะปัญหานี้ไม่ได้เพิ่งเกิดในรัฐบาลเดียว รัฐไหนเข้ามาแล้วแก้แบบลูบหน้าปะจมูก แก้ปีต่อปี รอน้ำท่วมก่อนค่อยวิ่งหากระสอบทราย ก็สมควรถูกด่า

ด่านายทุนไหม? 

ก็ด่าจนไม่รู้จะด่ายังไงแล้ว โดยเฉพาะธุรกิจที่รับกำไรจากห่วงโซ่ แต่ปล่อยต้นทุนสิ่งแวดล้อมให้สังคมเป็นคนจ่าย แต่จะด่าแค่นั้นก็ไม่พอ ต้องทำให้คนรักษาป่าอยู่ได้ ต้องทำให้เกษตรที่รักษาต้นน้ำขายได้ ต้องทำให้บริษัทรับผิดชอบ supply chain

ต้องทำให้ชุมชนมีสิทธิในที่ดินและอนาคตของตัวเองมากพอที่จะลงทุนระยะยาว

ต้องทำให้คนที่ได้รับประโยชน์จากป่า ช่วยจ่ายค่ารักษาป่าด้วย และถ้าจะด่าคนน่านด้วย ก็ได้ ด่าได้ คนตัดป่าโดยเห็นแก่ประโยชน์ก็มี คนทำผิดก็มี คนมักง่ายก็มี เหมือนคนทุกจังหวัดนั่นแหละ แต่ขออย่างเดียว อย่าเอาภาพภูเขาหัวโล้นหนึ่งภาพ มาอธิบายประวัติศาสตร์ครึ่งศตวรรษ และอย่าใช้ความจนเป็นหลักฐานว่าคนโง่หรือคนเลว เพราะการเข้าใจว่าสาเหตุมันเกิดจากอะไร ไม่ได้แปลว่าแก้ตัวให้ใคร มันแปลว่าอยากแก้ให้ถูกจุด ความรับผิดชอบมีหลายชั้น แต่ขนาดไม่เท่ากัน 

คนที่กำหนดนโยบาย มีอำนาจมากกว่าคนที่ต้องทำตามตลาด คนที่ควบคุมห่วงโซ่ มีอำนาจมากกว่าคนขายแรง คนที่รับกำไรจากระบบมากที่สุด ก็ควรรับต้นทุนของระบบมากที่สุด ส่วนคนในพื้นที่ก็ต้องรับผิดชอบในส่วนที่ตัวเองทำ ผู้บริโภคอย่างเราก็เหมือนกัน ถ้าจะด่าคนน่าน ก็ด่าตัวเองด้วยละกัน ไม่ได้หมายความว่าทุกคนผิดเท่ากัน

แต่หมายความว่าเลิกแกล้งทำเป็นว่าเราไม่อยู่ในระบบนี้เลย ใครมีอำนาจมากกว่า ก็รับผิดชอบมากกว่า ใครได้กำไรมากกว่า ก็จ่ายต้นทุนมากกว่า และคนที่รักษาป่า ไม่ควรต้องจนเพื่อให้คนอื่นมีป่าใช้ฟรี เพราะถ้าเรายังแก้กันด้วยการชี้นิ้วว่า “มึงนั่นแหละผิด” ไปอีกสิบปี เราก็จะยังนั่งทะเลาะกันเหมือนเดิม ต่างกันแค่ตอนนั้น อาจไม่มีป่าเหลือให้เถียงแล้วว่าใครเป็นคนตัด 

คุณไม่ช่วยน่านไม่เป็นไร แค่จะบอกปัญหาโลกร้อนเราต้องช่วยกัน  ใครอ่านจนจบ ยินดีด้วยค่ะ คุณคือคนเก่งมาก หัวคิดแล้วดินะ อีนี่มันเป็นใคร ทำอะไรให้บ้านตัวเองหรือยัง อย่ามาด่าฉัน ฉันทำเกษตรอินทรีย์กับชาวบ้าน ปลดหนี้ ธกส ไถ่ถอนโฉนดให้ชาวบ้านมาหลายฉบับ ส่งเด็กในหมู่บ้านไปร่ำเรียนจบปริญญาตรีกลับมาพัฒนา หมู่บ้านแล้วตั้งหลายคน ฉันก็เริ่มของฉันนานแล้วนะ อย่ามาเหมาเข่ง!!!

ขอบคุณข้อมูล : เฟซบุ๊ก “Nutch Prasopsin”

Advertisement

แชร์
“อย่าโยนบาปคนต้นน้ำ!” เสียงสะท้อนคนน่านวัย 45 ปี ซัดวาทกรรมด่าคนตัดป่า