
วันที่ 7 ส.ค.2569 จากกรณีเกิดเหตุนักเรียนชายกราดยิงในโรงเรียนเทพศิรินทร์ จ.นนทบุรี เป็นเหตุให้มีผู้บาดเจ็บ 15 คน บาดเจ็บสาหัส 2 คน เสียชีวิต 6 ราย เป็น ครู 5 ราย และผู้ก่อเหตุ 1 ราย นอกจากนี้ยังพบว่า ปู่และย่าผู้ก่อเหตุถูกยิงเสียชีวิตภายในบ้านอีก 2 ศพ ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น
ล่าสุดเมื่อเวลา 19:00 น. “กัน จอมพลัง” ได้ลงพื้นที่พบครอบครัว “ครูประภาพร” พร้อมพูดคุยกับทางครอบครัวเพื่อหาแนวทางการช่วยเหลือ ทั้งนี้ยังให้สัมภาษณ์กับทีมข่าวอมรินทร์ว่า วันนี้พูดคุยกับครอบครัวผู้สูญเสีย ซึ่งเดิมทีมีความคุ้นเคยกันอยู่แล้ว จึงตั้งใจเดินทางมาให้กำลังใจครอบครัวที่บ้าน โดยเฉพาะลูกชายของผู้เสียชีวิตซึ่งกำลังศึกษาอยู่ชั้น ป.6
จากการพูดคุยพบ ว่า ลูกชายมีสภาพจิตใจที่เข้มแข็งดี โดยปกติผู้เสียชีวิต จะทำหน้าที่ดูแลลูกอย่างใกล้ชิด ทั้งทำกับข้าวให้รับประทานทุกเช้า และเดินทางไปส่งที่โรงเรียน แต่เมื่อเกิดเหตุสูญเสียขึ้น ผู้เป็นพ่อ จึงต้องเข้ามารับหน้าที่ดูแลลูกชายแทน
ทั้งนี้ในวันพรุ่งนี้ (8ส.ค.69) กัน จอมพลัง ได้เตรียมจัดส่งทีมงานเข้ามาอำนวยความสะดวกให้แก่ครอบครัวในการเดินทางไปติดต่อขอรับร่างผู้เสียชีวิตเพื่อนำไปประกอบพิธีทางศาสนาต่อไป
สำหรับประเด็นที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ในสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับปัญหากลั่นแกล้ง (บูลลี่) ในโรงเรียนนั้น “กัน จอมพลัง” ระบุว่า หากผู้ก่อเหตุประสบปัญหาจริง ควรเลือกใช้ช่องทางร้องเรียนอื่น เช่น แจ้งผ่านผู้บริหาร กระทรวง หรือหน่วยงานส่วนกลาง ไม่ควรเลือกใช้ความรุนแรงด้วยการนำอาวุธมาตัดสินชีวิตผู้อื่น โดยเฉพาะการทำร้ายบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้อง เช่น เด็กหญิงอายุ 12 ปี หรือครูผู้สอน
นอกจากนี้ยังได้เผยข้อมูลจากคุณแม่ของผู้เสียชีวิตว่า “ครูประภาพร” เป็นคนเรียบเฉย ไม่ใช่คนอารมณ์ร้อนหรือโหดร้าย อีกทั้งยังมีจิตวิญญาณความเป็นครูสูง โดยในวันเสาร์ที่จะถึงนี้ มีกำหนดการจะนำนักเรียนไปสอบแข่งขันวิชาคณิตศาสตร์ ซึ่งปกติตามวันเวลาทำการคือวันจันทร์-ศุกร์ แต่ยังคงเสียสละเวลาวันหยุดเพื่อเด็กนักเรียน การสูญเสียครั้งนี้จึงสร้างความเสียใจอย่างใหญ่หลวง เนื่องจากผู้เสียชีวิตเป็นเสาหลักของครอบครัว และทิ้งลูกที่ยังเล็กไว้เบื้องหลัง นอกจากนี้ ผู้ก่อเหตุยังได้ก่อเหตุสังหารปู่และย่าของตนเองด้วย ซึ่งอาจมีปัจจัยความซับซ้อนภายในครอบครัวเข้ามาเกี่ยวข้อง
ตนขอเรียกร้องยกระดับความปลอดภัยโรงเรียน เตือนผู้ปกครองเก็บอาวุธปืนมิดชิด สังคมต้องตั้งกติการ่วมกันอย่างชัดเจนว่า โรงเรียนจะต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยระดับเดียวกับโรงพยาบาลหรือสนามบิน และต้องไม่อนุญาตให้มีการพกพาอาวุธปืนเข้าไปก่อเหตุเด็ดขาด โดยชี้ว่าเหตุการณ์ความรุนแรงในสถานศึกษาลักษณะนี้เกิดขึ้นมาแล้วถึง 2 ครั้งในปีนี้ จึงอยากเห็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีมาตรการป้องกันที่เข้มงวดและเป็นรูปธรรมมากกว่าการถอดบทเรียนซ้ำไปซ้ำมา
พร้อมกันนี้ได้ฝากข้อคิดถึงผู้ปกครองที่มีอาวุธปืนไว้ครอบครองเพื่อป้องกันทรัพย์สิน ขอให้จัดเก็บไว้ในสถานที่ลึกลับและปลอดภัยที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กหรือเยาวชนที่ยังขาดวุฒิภาวะแอบนำออกมาใช้ก่อเหตุตามตัวอย่างในอินเทอร์เน็ตจนนำไปสู่ความสูญเสียในสังคม
Advertisement