
จากกรณีครอบครัวของ “น้องกัปตัน” เด็กชายวัย 13 ปี ได้แจ้งว่าน้องหายออกจากบ้าน ตั้งแต่ช่วงบ่ายของวันที่ 1 สิงหาคม 2569 และยังไม่สามารถติดต่อหรือตามหาตัวน้องได้ ทำให้ญาติและผู้ปกครองต่างเร่งออกติดตาม พร้อมประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบเส้นทางการเดินทางอย่างเร่งด่วน
ความคืบหน้าล่าสุด วันที่ 3 สิงหาคม 2569 ทีมข่าวลงพื้นที่บ้านของน้องกัปตัน ซึ่งอาศัยอยู่กับคุณยายในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต โดยพบว่าน้องกลับมาใช้ชีวิตตามปกติ มีสีหน้าสงบ ไม่แตกต่างจากเด็กทั่วไป แม้ตลอดช่วงที่หายตัวไปจะสร้างความกังวลให้กับคนทั้งครอบครัวอย่างมาก
นางยุพา อายุ 49 ปี คุณยายผู้เลี้ยงดูน้องมาตั้งแต่อายุ 2 ขวบ เปิดเผยทั้งน้ำตาว่า หลานเปรียบเสมือนลูกแท้ ๆ เพราะเป็นคนเลี้ยงดูมาตลอด และหลานก็เรียกตนว่า “แม่”
ในวันเกิดเหตุ ตนออกไปทำงาน ปล่อยให้น้องอยู่กับน้าชายตามปกติ แต่จังหวะที่น้าหลับ น้องได้เดินออกจากบ้านโดยไม่มีใครสังเกตเห็น เมื่อทุกคนรู้ตัวก็รีบออกตามหาทั่วพื้นที่ ก่อนเข้าแจ้งความให้ตำรวจช่วยค้นหา แต่ยังไร้วี่แวว
เช้าวันนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ไล่ตรวจสอบกล้องวงจรปิดอย่างละเอียด พบว่า น้องเดินออกจากบ้านช่วงบ่าย เดินตามถนนเทพกระษัตรีเข้าสู่ตัวเมืองภูเก็ต ก่อนภาพจะไปปรากฏอีกครั้งบริเวณ หัวแหลมสะพานหิน ซึ่งน้องนั่งอยู่ที่ม้านั่งริมทะเล
จากนั้น กล้องวงจรปิดจับภาพน้องเรียกรถจักรยานยนต์รับจ้างจากบริเวณหน้าอาร์มสะพานหิน ให้ไปส่งที่ โรงเรียนที่น้องกำลังศึกษาอยู่ เพื่อรอรถรับส่งนักเรียนที่ครอบครัวจ่ายรายเดือนมารับในช่วงเย็นหลังเลิกเรียน
น้องเล่าว่า ไม่ได้เข้าไปภายในโรงเรียน เพราะประตูโรงเรียนยังปิด และจึงนั่งรออยู่บริเวณม้าหินอ่อนภายในวัด ซึ่งเป็นจุดที่รถรับส่งจะมารับเป็นประจำ
หลังพบตัว ญาติได้เดินทางไปรับน้องกลับบ้าน พร้อมถอนแจ้งความที่สถานีตำรวจ และยืนยันว่าจะดูแลน้องอย่างใกล้ชิดมากกว่าเดิม เนื่องจากน้องเป็นเด็กพูดน้อย มีลักษณะคล้ายภาวะสมาธิสั้นตามที่แพทย์เคยประเมินไว้ ชอบเล่นโทรศัพท์ เล่นเกม และหากได้รับมอบหมายให้ซื้อของหลายรายการก็มักจะจำได้ไม่ครบ
คุณยายยังฝากเป็นอุทาหรณ์ถึงผู้ปกครองที่มีบุตรหลานลักษณะเดียวกันว่า ไม่ควรปล่อยให้อยู่ตามลำพัง เพราะเด็กอาจตัดสินใจทำสิ่งที่คาดไม่ถึงได้ และสิ่งที่ตนเป็นห่วงที่สุดคืออนาคตของหลาน หากวันหนึ่งไม่มีตนคอยดูแลแล้ว หลานจะสามารถดูแลตัวเองได้หรือไม่
ด้าน นางสาวณิชกานต์ อายุ 32 ปี มารดาของน้องกัปตัน ซึ่งทำงานอยู่จังหวัดกระบี่ เปิดเผยว่า เมื่อทราบข่าวว่าลูกชายหายตัวไป ก็แทบทำงานต่อไม่ได้ ด้วยความกังวลจึงรีบลางานเดินทางกลับภูเก็ตทันที
แม่ของน้องกล่าวว่า แม้ลูกจะเติบโตมากับคุณยายตั้งแต่อายุ 2 ขวบ แต่ตนก็เดินทางมาเยี่ยมอยู่เสมอ น้องเป็นเด็กเงียบ ไม่ค่อยมีเพื่อน ไม่ชอบพูดคุยกับคนแปลกหน้า แต่ผลการเรียนอยู่ในเกณฑ์ปกติ แม้จะไม่ค่อยอ่านหนังสือหรือทำการบ้านก็ตาม
สำหรับสาเหตุที่ลูกชายเดินออกจากบ้านนั้น แม่เปิดเผยว่า เมื่อลองถามลูก ลูกตอบว่า ในช่วงเกิดเหตุรู้สึกเหมือนมองไม่เห็นทางเข้าบ้าน ทั้งที่ยืนอยู่หน้าบ้าน จึงตัดสินใจเดินออกไปเรื่อย ๆ จนถึงบริเวณหัวแหลมสะพานหิน และใช้เวลานอนที่ม้านั่งหน้าศาลเจ้าตลอดทั้งคืน ก่อนเช้าวันรุ่งขึ้นจะเรียกรถวินจักรยานยนต์ไปโรงเรียนเพื่อรอรถรับส่งกลับบ้าน
ทั้งนี้ แม่ของน้องระบุว่า เรื่องที่เชื่อมโยงกับคำเตือนของผู้ใหญ่ในครอบครัวและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นความเชื่อส่วนบุคคลของครอบครัวเท่านั้น โดยเล่าว่า ผู้ใหญ่ในตระกูลเคยเตือนให้ระมัดระวังเมื่อลูกชายมีอายุ 13-14 ปี ซึ่งตรงกับช่วงเวลาที่เกิดเหตุครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม ครอบครัวยืนยันว่าจะให้ความสำคัญกับการดูแลน้องอย่างใกล้ชิด และติดตามคำแนะนำจากแพทย์ต่อไป
เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นอุทาหรณ์สำคัญสำหรับทุกครอบครัว โดยเฉพาะผู้ปกครองที่มีบุตรหลานซึ่งต้องการการดูแลเป็นพิเศษ การสังเกตพฤติกรรม การดูแลอย่างใกล้ชิด และการประสานงานกับโรงเรียนและคนในครอบครัว อาจช่วยป้องกันเหตุไม่คาดคิดและทำให้เด็ก ๆ ปลอดภัยยิ่งขึ้น
Advertisement