
วันที่ 12 ก.ค.69 กรณีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ กำลังจัดทำรายละเอียดการดูแลค่าครองชีพ โดยเฉพาะการลดภาระค่าใช้จ่ายอาหารปรุงสำเร็จ หรือ จานด่วน ของประชาชน เป็นการต่อยอดโครงการไทยช่วยไทยพลัส โดยจะเปิดรับสมัครร้านอาหารเข้าโครงการข้าวแกงราคาประหยัด จัดทำเมนูข้าวราดแกงและอาหารปรุงสำเร็จ เบื้องต้นมองไว้ราคา 40 บาทต่อจาน ซึ่งขณะนี้มีร้านอาหารในเครือข่ายกระทรวงพาณิชย์และเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัสประมาณ 2.5 แสนร้าน ในจำนวนนี้หากร้านอาหารใดสมัครเข้าโครงการจะได้รับการสนับสนุนเงินช่วยเหลือด้านวัตถุดิบเพื่อการปรุงอาหาร ที่กำลังพิจารณาวงเงินต่อรายว่าจะสนับสนุน 3 พัน, 5 พัน หรือ 1 หมื่นบาท และตั้งเป้านำร่อง 1 แสนร้านก่อน ระยะเวลาโครงการอย่างน้อย 3 เดือน
กำหนดจะเริ่มได้ทันทีที่ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุม ครม. คาดนำรายละเอียดที่ให้กรมการค้าภายในจัดทำ เสนอ ครม.ให้ได้ภายในสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนกรกฎาคมนี้ เพื่อจะเริ่มโครงการก่อนเดือนสิงหาคม ซึ่งโครงการไทยช่วยไทยพลัสเข้าเดือนที่ 3 พอดี เพื่อช่วยเหลือลดภาระมนุษย์เงินเดือน พร้อมกับต่อยอดโครงการไทยช่วยไทยพลัส โดยใช้ร้านอาหารที่มีอยู่ จะเรียกว่าเป็น “ข้าวแกงไทยช่วยไทย” ก็ได้
โดยเราไม่ต้องการบังคับร้านอาหารหรือแทรกแซง ว่าต้องลดราคาเมนูอาหารปรุงสำเร็จ จากที่มีการปรับเพิ่มไปก่อนหน้านี้และราคาเฉลี่ยจะเกินเมนูละ 50 บาท แต่จะเป็นความสมัครใจ ที่ร้านอาหารเข้าโครงการต้องคัดเมนูอาหารปรุงสำเร็จ ครบทั้งคุณภาพและปริมาณที่เหมาะสม จำหน่ายในราคาประหยัด แล้วขายไม่เกิน 40 บาทต่อจาน เช่น ข้าวราดกับข้าวอย่างน้อย 2 อย่าง เป็นต้น ถือเป็นมื้อทางเลือกของประชาชน
สอบถามนางพิมพ์ใจ บำรุงพันธ์ อายุ 53 ปี แม่ครัวร้านข้าวแกงปักษ์ใต้ ซึ่งตั้งอยู่ในเขตเทศบาลนครบุรีรัมย์ ต.ในเมือง อ.เมืองบุรีรัมย์ จ.บุรีรัมย์ กล่าวว่าทางร้านยังอยู่ระหว่างการตัดสินใจว่าจะเข้าร่วมโครงการดังกล่าวหรือไม่ โดยให้เหตุผลว่าราคา 40 บาทต่อจาน อาจทำให้บริหารจัดการต้นทุนได้ยากและเสี่ยงต่อการขาดทุน เนื่องจากต้องเผชิญกับภาวะ "ต้นทุนวัตถุดิบแพง" อย่างต่อเนื่อง ทั้งราคาเนื้อสัตว์ ผักสด แก๊สหุงต้ม และค่าขนส่งที่ปรับตัวสูงขึ้นถึงแม้มีการสนับสนุนเงินช่วยเหลือด้านวัตถุดิบเพื่อการปรุงอาหาร
Advertisement