
(26 พ.ค. 2569) สำนักงาน ป.ป.ช. ภาค 2 นำโดย พลตำรวจตรี อรุณ อมรวิริยะกุล รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ภาค 2 พร้อมด้วยสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดทั้ง 8 แห่งในเขตพื้นที่ภาค 2 แถลงผลการขับเคลื่อนการดำเนินการเพื่อป้องกันการทุจริตเกี่ยวกับรถบรรทุกกระทำผิดกฎหมาย ณ อาคารสโมสรท่าเรือแหลมฉบัง จ.ชลบุรี เพื่อสะท้อนข้อมูลที่ได้รับจากการลงพื้นที่จริงให้พี่น้องประชาชนและสื่อมวลชนได้รับทราบ และเพื่อสร้างความร่วมมือในการผลักดันการยกระดับความปลอดภัยบนท้องถนน ตลอดจนปกป้องเส้นทางคมนาคมไม่ให้เกิดการชำรุดเสียหาย
ด้านนายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวังชลบุรี เปิดเผยหลังจากร่วมลงพื้นที่ตรวจจุดชั่งน้ำหนักรถบรรทุกบริเวณท่าเรือแหลมฉบัง ว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อวางแนวทางป้องกันและปราบปรามการทุจริตที่เกี่ยวข้องกับปัญหารถบรรทุกน้ำหนักเกิน ซึ่งส่งผลกระทบในหลายด้าน ทั้งความเสียหายต่อถนน การใช้งบประมาณจำนวนมากในการซ่อมแซม ผลกระทบด้านความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน ตลอดจนการสิ้นเปลืองพลังงานในการขนส่ง นอกจากนี้ ยังอาจเป็นช่องทางให้เกิดการเรียกรับผลประโยชน์หรือสินบนจากเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งเป็นประเด็นที่สำนักงาน ป.ป.ช. ให้ความสำคัญในการติดตามตรวจสอบอย่างใกล้ชิด
นายนริศ ระบุว่า จุดตรวจบริเวณท่าเรือแหลมฉบังถือเป็นพื้นที่สำคัญ เนื่องจากมีรถบรรทุกและรถขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ผ่านเข้า-ออกมากกว่า 12,000 คันต่อวัน ก่อนกระจายออกสู่เส้นทางหลักภายนอก โดยจากการลงพื้นที่พบปัญหาและข้อจำกัดหลายประการ ซึ่งจะนำไปสู่การบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาแนวทางควบคุมและป้องกันปัญหารถบรรทุกน้ำหนักเกินอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมรวบรวมข้อเสนอส่งต่อไปยังหน่วยงานส่วนกลาง เพื่อกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาในระยะยาว และลดปัญหาการทุจริตที่เกี่ยวข้องกับรถบรรทุกน้ำหนักเกินให้หมดไป
ส่วนด้าน พล.ต.ต.อรุณ อมรวิริยะกุล ให้สัมภาษณ์ภายหลังลงพื้นที่ติดตามและตรวจสอบมาตรการป้องกันการทุจริตกรณีรถบรรทุกน้ำหนักเกิน ว่า สำนักงาน ป.ป.ช. ภาค 2 ร่วมกับสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคตะวันออก ลงพื้นที่เพื่อติดตามผลการดำเนินงานของหน่วยงานในพื้นที่ตามข้อเสนอแนะ 6 ข้อของ ป.ป.ช. เกี่ยวกับการแก้ปัญหารถบรรทุกน้ำหนักเกิน โดยเฉพาะในพื้นที่ท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งถือเป็นประตูสำคัญด้านการขนส่งสินค้าและเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งนี้ ปัญหารถบรรทุกน้ำหนักเกินส่งผลกระทบใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ ความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานและถนน งบประมาณภาครัฐที่ต้องนำมาซ่อมแซมถนนเร็วกว่ากำหนด รวมถึงการเปิดช่องให้เกิดการทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐ เช่น การเรียกรับผลประโยชน์เพื่อหลีกเลี่ยงการจับกุม หรือการจ่ายส่วยรายเดือน
พล.ต.ต.อรุณ กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นจุดที่ 8 ของภาคตะวันออก ซึ่งพบพฤติกรรมผู้ประกอบการหลีกเลี่ยงด่านตรวจชั่งน้ำหนัก โดยใช้เส้นทางรองหรือถนนในชุมชนแทนเส้นทางหลัก ส่งผลให้ถนนท้องถิ่นที่มีโครงสร้างรองรับน้ำหนักได้น้อยเกิดความเสียหาย นอกจากนี้ยังพบการดัดแปลงสภาพรถเพื่อเพิ่มความสูงของคอกบรรทุกให้ขนสินค้าได้มากขึ้น ก่อนจะดัดแปลงกลับสภาพเดิมเมื่อถึงช่วงตรวจสภาพรถประจำปี อีกทั้งยังมีปัญหารถบรรทุกไม่คลุมผ้าใบ หรือทำวัสดุตกหล่นบนถนน สร้างอันตรายต่อผู้ใช้เส้นทางร่วมกัน
พล.ต.ต.อรุณ ยังเน้นย้ำให้หน่วยงานภาครัฐบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด พร้อมขอความร่วมมือผู้ประกอบการให้ปฏิบัติตามกฎหมายเรื่องการควบคุมน้ำหนักบรรทุกตั้งแต่ต้นทาง เพื่อลดความเสียหายต่อถนน ลดภาระงบประมาณภาครัฐ และปิดช่องทางการทุจริตของเจ้าหน้าที่ โดยข้อมูลและข้อค้นพบจากการลงพื้นที่ทั้งหมดจะถูกรวบรวมเสนอไปยังสำนักงาน ป.ป.ช. ส่วนกลาง เพื่อใช้กำหนดเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายเสนอต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป พร้อมย้ำว่าการแก้ปัญหาที่ต้นทางย่อมมีประสิทธิภาพมากกว่าการปล่อยให้เกิดปัญหาแล้วจึงค่อยแก้ไขในภายหลัง
ภายหลังการลงพื้นที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันแถลงข่าว โดย พล.ต.ต.อรุณ กล่าวว่า ป.ป.ช. เห็นว่าปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเรื้อรังที่แม้จะมีการแก้ไขมาอย่างต่อเนื่อง แต่ยังคงพบการกระทำผิดอยู่ จึงได้จัดทำข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันการทุจริตเกี่ยวกับรถบรรทุกน้ำหนักเกิน ตามมาตรา 32 ของ พ.ร.บ.ป.ป.ช. และเสนอคณะรัฐมนตรีเมื่อปี 2564 โดยมีทั้งหมด 6 มาตรการสำคัญ ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้รับทราบและมอบหมายให้กระทรวงคมนาคม รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปพิจารณาดำเนินการ
สำหรับข้อเสนอข้อแรก คือ การขยายผลดำเนินคดีไปถึงผู้ประกอบการหรือเจ้าของรถ ไม่ใช่ดำเนินคดีกับคนขับรถเพียงอย่างเดียว เนื่องจากที่ผ่านมา ผู้ขับขี่มักเป็นผู้รับผิดเพียงฝ่ายเดียว ทั้งที่อาจเป็นการกระทำตามคำสั่งหรือการจ้างวานจากผู้ประกอบการ
ข้อที่ 2 เป็นการจัดทำรูปแบบความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท กรมการขนส่งทางบก และหน่วยงานส่วนกลางอื่นๆ เพื่อบูรณาการการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งปัจจุบันมีการดำเนินการร่วมกันแล้ว
ข้อที่ 3 คือ การจัดประชุมหารือร่วมกันระหว่างหน่วยงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งมีการดำเนินการในระดับส่วนกลางแล้วเช่นกัน
ข้อที่ 4 เป็นมาตรการให้ผู้ประกอบการชั่งน้ำหนักรถบรรทุกตั้งแต่ต้นทาง ก่อนนำรถออกวิ่งบนท้องถนน โดยเครื่องชั่งต้องได้รับการรับรองมาตรฐานจากกระทรวงพาณิชย์ และต้องสามารถระบุได้ชัดเจนว่ารถแต่ละคันมีน้ำหนักเกินกฎหมายกำหนดหรือไม่ รวมทั้งเปิดช่องทางให้ประชาชนแจ้งเบาะแสหากพบรถบรรทุกน้ำหนักเกิน
ข้อที่ 5 คือ การนำเทคโนโลยีอัตโนมัติมาใช้ตรวจชั่งน้ำหนักรถบรรทุก เช่น ระบบ High Speed Weigh In Motion หรือระบบชั่งน้ำหนักรถขณะวิ่งผ่าน รวมถึงการติดตั้งอุปกรณ์ตรวจจับใต้สะพาน ซึ่งกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบทได้นำมาใช้งานแล้วในบางพื้นที่
ส่วนข้อที่ 5 เป็นมาตรการกำกับดูแลเจ้าหน้าที่รัฐ โดยให้ผู้บังคับบัญชาควบคุมดูแลการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันการทุจริตหรือการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมาย
พล.ต.ต.อรุณ กล่าวว่า ข้อเสนอทั้ง 6 ข้อนี้ ถูกนำมาขับเคลื่อนโดยคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนและหน่วยงานของรัฐในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ประจำภาค 2 หรือ อนุ สวท.ภาค 2 โดยเลือกประเด็นรถบรรทุกน้ำหนักเกินเป็นเรื่องสำคัญในการผลักดันให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม เพราะหากมีมาตรการแต่ไม่มีการขับเคลื่อน ก็จะไม่เกิดประโยชน์ในทางปฏิบัติ
Advertisement