
วันที่ 4 พ.ค.2569 กลายเป็นกระแสร้อนแรงบนโลกออนไลน์ เมื่อเพจ “ทนายพัฒน์ เมียหลวง2026” ออกมาเปิดเผยเรื่องราวสุดสะเทือนใจของหญิงรายหนึ่ง ชาวจังหวัดปราจีนบุรี ที่ชีวิตคู่พังทลายลงอย่างไม่ทันตั้งตัว หลังใช้ชีวิตกับสามี มานานกว่า 23 ปี แต่กลับพบว่า สามีแอบมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับพระภิกษุในวัดชื่อดังในโคราช
โดยโพสต์ดังกล่าวระบุว่า “หญิงผู้เสียหายถึงกับช็อกเมื่อรู้ความจริงซ้ำยังถูกเสนอให้ยอมรับความสัมพันธ์แบบ “อยู่ร่วมกัน 3 คน” สร้างความเจ็บปวดอย่างหนัก ก่อนตัดสินใจเก็บข้าวของออกจากบ้าน พร้อมเงินติดตัวเพียง 6,000 บาท เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ ท่ามกลางกระแสกำลังใจจากชาวโซเชียลที่หลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย
ขณะเดียวกัน ชาวเน็ตจำนวนมากต่างวิพากษ์วิจารณ์พฤติกรรมของฝ่ายชายและพระภิกษุรูปดังกล่าว ว่า เป็นการกระทำที่ผิดทั้งศีลธรรมและวินัยสงฆ์อย่างร้ายแรง เข้าข่ายอาบัติปาราชิก ซึ่งเป็นความผิดขั้นสูงสุดของพระภิกษุ
ล่าสุด วันนี้ (4 พ.ค.69) ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่วัดแห่งหนึ่งในตัวเมืองนครราชสีมา เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยพระลูกวัดคนหนึ่งให้ข้อมูลว่า เคยเห็นพระรูปดังกล่าวเพียงผ่านๆ เนื่องจากเป็นคนเก็บตัว ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร และระยะหลังไม่พบเห็นแล้ว อีกทั้งเมื่อทราบข่าวก็รู้สึกตกใจ และยืนยันว่าไม่ใช่วัดแห่งนี้
ต่อมา สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดนครราชสีมา แจ้งว่า พระรูปดังกล่าวคือ พระภิกษุพรชัย อายุประมาณ 30 ปี อุปสมบทที่ วัดห้วยหุงเกลือ ตำบลทัพรั้ง อำเภอพระทองคำ จังหวัดนครราชสีมา เมื่อปี พ.ศ.2567 ปัจจุบันเข้าสังกัดที่วัดห่องคำ ตำบลนาเจริญ อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี โดยเคยมาศึกษาพระปริยัติธรรม ที่วัดบึง พระอารามหลวง ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา เมื่อช่วงเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2568 และไม่ได้สังกัดที่วัดบึง พระอารามหลวง แต่อย่างใด เพียงมาขอเข้าศึกษาพระปริยัติธรรมเท่านั้น และไม่ทราบถึงพฤติกรรมส่วนตัวว่ามีส่วนเกี่ยวข้อง หรือมีความสัมพันธ์ตามที่ปรากฏในข่าวหรือไม่ อย่างไร
ทั้งนี้ จะได้ประสานข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดอุบลราชธานี เพื่อขอรายละเอียดข้อเท็จจริง และดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป
ต่อมาทางวัดบึง พระอารามหลวง ได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงว่า พระภิกษุที่ปรากฏในข่าว ไม่ใช่พระในสังกัดของวัด แต่เป็นเพียงพระอาคันตุกะที่เคยมาขอศึกษาเล่าเรียนในช่วงระยะเวลาหนึ่ง และได้ออกจากวัดไปตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 แล้ว
ทั้งนี้ ทางวัดยืนยันว่า พฤติกรรมดังกล่าวเป็นเรื่องส่วนบุคคล ไม่เกี่ยวข้องกับวัดแต่อย่างใด พร้อมขอให้สังคมเข้าใจข้อเท็จจริง และรอการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป
อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ยังคงถูกจับตาอย่างใกล้ชิด ว่า สังคมและหน่วยงานด้านพระพุทธศาสนาจะดำเนินการอย่างไรกับเหตุการณ์ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อศรัทธาของพุทธศาสนิกชนในครั้งนี้
Advertisement