
วันที่ 2 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 13.30 น. นายขจรเกรียติ รักพานิชมณี ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น พร้อมด้วยนางสาวนงค์นุช อุดมคำ พาณิชย์จังหวัดขอนแก่น ลงพื้นที่ตรวจติดตามโครงการ “ไทยช่วยไทย จังหวัดขอนแก่น” ซึ่งเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน ถึง 31 พฤษภาคม 2569
โครงการดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่างห้างค้าส่ง–ค้าปลีกขนาดใหญ่ และผู้ประกอบการท้องถิ่นในจังหวัดขอนแก่น เพื่อร่วมกันลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน ท่ามกลางภาวะต้นทุนสินค้าที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น โดยนำสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวันมาจัดโปรโมชั่นลดราคาจำนวนมาก สูงสุดถึง 50 เปอร์เซ็นต์
สำหรับไฮไลต์สำคัญของโครงการ คือการลดราคาสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวัน ทั้งอาหารสด อาหารแปรรูป ของใช้อุปโภค และสินค้าเพื่อการบริโภค ครอบคลุมหลายพื้นที่และหลายสาขาในจังหวัดขอนแก่น โดยมีทั้งห้างค้าปลีกขนาดใหญ่และร้านค้าท้องถิ่นเข้าร่วมอย่างคึกคัก
ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ อาทิ ร้านเกียรติสิน ลดราคาสินค้า 19 รายการ, เซ็นไทซ่า ลด 20 รายการขึ้นไป, บิ๊กซุปเปอร์ถูก ลด 30 รายการขึ้นไป, ตลาดอู้ฟู้ ขอนแก่น จำหน่ายอาหารพร้อมทานเริ่มต้นเพียง 30 บาท และร้านหมูณัฐ ลดราคาเนื้อหมู เนื้อไก่ และไข่ไก่ เริ่มต้นกิโลกรัมละ 50 บาท
นอกจากนี้ยังมีห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ เข้าร่วมโครงการอย่างพร้อมเพรียง ได้แก่ Makro, Lotus’s, Big C และ GO Wholesale เพื่อขยายโอกาสให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าราคาประหยัดได้อย่างทั่วถึง
นายขจรเกรียติ รักพานิชมณี ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า วันนี้ได้ลงมาตรวจเยี่ยมสถานที่จำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคของจังหวัดขอนแก่น เนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะด้านพลังงานและต้นทุนเครื่องใช้ต่าง ๆ อาจส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน
รัฐบาลจึงให้ความสำคัญ และแสดงความห่วงใยต่อประชาชน โดยมอบหมายผ่านกระทรวงพาณิชย์ให้ทุกจังหวัดดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ทั้งสินค้าสดและสินค้าใช้ประจำวัน พร้อมจัดจำหน่ายในราคาพิเศษให้ประชาชนได้เลือกซื้ออย่างเหมาะสม
ในส่วนของจังหวัดขอนแก่น พาณิชย์จังหวัดได้ดำเนินการร่วมกับหลายสถานประกอบการทั่วจังหวัดแล้ว โดยสินค้าที่เข้าร่วมโครงการจะมีราคาถูกกว่าปกติประมาณ 25–50 เปอร์เซ็นต์ ครอบคลุมสินค้าจำเป็น เช่น ข้าวสาร อาหารสำเร็จรูป น้ำดื่ม และสินค้าใช้ประจำวัน
ทั้งนี้ จังหวัดขอนแก่นเริ่มดำเนินโครงการตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน ถึง 31 พฤษภาคม 2569 คาดว่าจะช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของพี่น้องประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม ทำให้สามารถเลือกซื้อสินค้าที่จำเป็นได้ในราคาถูกกว่าปกติ และช่วยลดผลกระทบจากภาวะค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงนี้
Advertisement