
เมื่อวันที่ 26 ก.พ.2569 กองทัพอากาศจัดพิธีส่งหน่วยบินปฏิบัติภารกิจฝนหลวงกองทัพอากาศ ประจำปี 2569 เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติการฝนหลวง ซึ่งเป็นพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว “สืบสานพระราชปณิธาน สานต่อภารกิจ เพื่อประโยชน์ของประชาชน” เร่งบรรเทาภัยแล้ง เติมน้ำต้นทุนในเขื่อนกักเก็บน้ำ และเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ในพื้นที่ป่าทั่วประเทศ ในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่พี่น้องประชาชนเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ภัยแล้ง การขาดแคลนน้ำอุปโภค
โดยมี พล.อ.อ.ไวพจน์ เกิงฝาก รองผู้บัญชาการทหารอากาศ เป็นประธานในพิธีส่งหน่วยบินปฏิบัติภารกิจฝนหลวงกองทัพอากาศ ประจำปี 2569 พร้อมด้วย นายไพจิตร เค้ากล้า รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตรด้านวิชาการ ผู้บังคับบัญชาระดับสูง และหัวหน้าหน่วยขึ้นตรงของกองทัพอากาศ เข้าร่วมในพิธี ณ โรงเก็บอากาศยานฝูงบิน 601 กองบิน 6 ดอนเมือง เพื่อแสดงเจตนารมณ์อันแน่วแน่ในการนำขีดความสามารถและทรัพยากรของกองทัพอากาศ มาใช้ช่วยเหลือประชาชน
"กองทัพอากาศตระหนักถึงความเดือดร้อนของประชาชนจากปัญหาภัยแล้งที่ทวีความรุนแรงขึ้น เราจึงได้จัดเตรียมอากาศยาน บุคลากร และอุปกรณ์สนับสนุนเพื่อปฏิบัติภารกิจร่วมกับกรมฝนหลวงและการบินเกษตรอย่างเต็มกำลัง ทันทีเมื่อได้รับการร้องขอ หรือเมื่อสภาพอากาศเอื้ออำนวย โดยมุ่งหวังที่จะเติมน้ำในเขื่อน พื้นที่เกษตรกรรม และพื้นที่ป่าไม้ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของคนไทยทุกคน ภารกิจของเราไม่ได้มีเพียงการป้องกันน่านฟ้า แต่คือการใช้ขีดความสามารถที่มี เพื่อดูแลความสุข ความเป็นอยู่ และสุขภาพของคนไทย เพราะเราคือกองทัพอากาศที่เคียงข้างประชาชน"
สำหรับแผนการปฏิบัติภารกิจในปีนี้ กองทัพอากาศได้จัดเตรียมอากาศยาน ประกอบด้วย:
• เครื่องบินลำเลียงแบบที่ 2ก (BT-67): สำหรับสนับสนุนภารกิจการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้งและเติมน้ำต้นทุนให้เขื่อน โปรยสารฝนหลวง เพื่อสร้างแกนกลั่นตัวในวงกว้าง
•เครื่องบินโจมตีและธุรการแบบที่ 2 (AU-23A Peacemaker): สำหรับสนับสนุนภารกิจการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้งและเติมน้ำต้นทุนให้เขื่อน ติดตั้งพลุสารดูดความชื้น (Hygroscopic Flare) เมื่อเผาไหม้ จะสร้างอนุภาคสารดูดความชื้นขนาดเล็กมาก (ระดับไมครอน) ที่มีความสม่ำเสมอสูง ทำให้เกิด แกนกลั่นตัวจำนวนมหาศาลต่อปริมาณสารที่ใช้
•เครื่องบินโจมตีแบบที่ 7 (A-JET TH): สำหรับสนับสนุนภารกิจยับยั้งการเกิดพายุลูกเห็บ ใช้การยิงพลุซิลเวอร์ไอโอไดด์ (Silver Iodide) เข้าสู่ยอดเมฆ เพื่อเร่งการเกิดผลึกน้ำแข็ง ทำให้เมฆตกลงมาเป็นฝนอย่างรวดเร็ว
โดยกองทัพอากาศจะเริ่มวางกำลัง ณ ฐานปฏิบัติการกองบินต่าง ๆ ทั่วประเทศ ครอบคลุมพื้นที่ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปจนกว่าสถานการณ์ภัยแล้งจะคลี่คลาย อีกทั้งสนับสนุนฐานปฏิบัติการฝนหลวง จำนวน 12 ฐานบิน
สำหรับการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศและฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน ในการดัดแปรสภาพอากาศเพื่อสลายชั้นอุณหภูมิผกผัน (Temperature Inversion) ในวันที่สภาพอากาศปิด ลมสงบ จนทำให้ฝุ่นสะสมตัวหนาแน่น กองทัพอากาศจะส่งเครื่องบินลำเลียงแบบที่ 2 ก
(BT-67) ปฏิบัติการบินโปรยสารฝนหลวงน้ำแข็งแห้ง (Dry Ice) เพื่อเจาะช่องชั้นบรรยากาศ หรือกระตุ้นให้เกิดการไหลเวียนของอากาศ ช่วยระบายฝุ่นละอองขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศเบื้องบนในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลางโดยวางกำลัง ณ กองบิน 46 ใช้สารฝนหลวงน้ำแข็งแห้งจากโรงผลิตสารฝนหลวงน้ำแข็งแห้ง (Dry Ice) ตามพระราชดำริก่อสร้างแล้วเสร็จและติดตั้งพร้อมใช้งาน ของศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือตอนล่าง จังหวัดพิษณุโลก อีกทั้งพร้อมเคลื่อนย้ายกำลังตามพื้นที่ปฏิบัติการเมื่อได้รับการประสานจากกรมฝนหลวงและการบินเกษตร
ทั้งนี้ กองทัพอากาศยังได้เตรียมความพร้อมในการปรับแผนการปฏิบัติภารกิจให้สอดคล้องกับสภาพอากาศและสถานการณ์จริงในแต่ละพื้นที่ เพื่อให้การปฏิบัติการเกิดประสิทธิภาพสูงสุด และพร้อมเคียงข้างประชาชนในทุกวิกฤตการณ์
Advertisement