
วรรณกรรมระดับโลกอย่าง “เจ้าชายน้อย” (The Little Prince) ยังคงยืนหยัดอยู่ในใจผู้อ่านทั่วโลก แม้เวลาจะผ่านมากว่า 83 ปีแล้ว ล่าสุดเมื่อวันเสาร์ที่ 10 มกราคม 2569 มีการจัดเสวนาในหัวข้อ “มองเจ้าชายน้อยผ่านการข้ามพรมแดนทางวัฒนธรรม” เพื่อถอดความหมายของวรรณกรรมคลาสสิกเล่มนี้ในบริบทโลกปัจจุบัน โดยมี คุณสุดแดน วิสุทธิลักษณ์ และ คุณนักรบ มูลมานัส ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองทางวรรณกรรมและศิลปะ พร้อมการนำเสนอภาพวาดจากศิลปิน รักฟ้า ซูทเทอร์ลิน
โดยคุณสุดแดน วิสุทธิลักษณ์ กล่าวถึงที่มาและความสำคัญของ เจ้าชายน้อย ว่า หนังสือเล่มนี้เขียนขึ้นโดย อ็องตวน เดอ แซ็งแตกซูว์เปรี นักเขียนชาวฝรั่งเศส ในช่วงที่ลี้ภัยจากสงครามโลกครั้งที่ 2 อยู่ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา โดยจุดที่น่าสนใจคือ เจ้าชายน้อย ได้รับการตีพิมพ์ครั้งแรกเป็นภาษาอังกฤษในปี ค.ศ. 1943 ก่อนจะมีฉบับภาษาฝรั่งเศสตามมาในเวลาต่อมา
ในภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 วรรณกรรมเล่มนี้ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง เนื่องจากมนุษยชาติกำลังเผชิญบาดแผลจากความสูญเสียและความโหดร้ายของสงคราม จนผู้คนเริ่มหมดศรัทธาต่อกันและกัน เจ้าชายน้อย จึงเปรียบเสมือนงานเขียนที่ช่วยเยียวยาจิตใจ เปิดพื้นที่ให้ผู้อ่านได้ตั้งคำถามต่อความหมายของชีวิต คุณค่าของความสัมพันธ์ และความสำคัญของมนุษยชาติอีกครั้ง
ในมุมของการ “ข้ามพรมแดนวัฒนธรรม” คุณสุดแดนมองว่า เจ้าชายน้อย ไม่ได้เป็นเพียงวรรณกรรมสำหรับเด็ก แต่เป็นสะพานเชื่อมความเข้าใจระหว่างมนุษย์ในหลายมิติ ทั้งการเชื่อมช่วงวัย ที่เปิดโอกาสให้ผู้ใหญ่ย้อนกลับไปมองโลกด้วยสายตาแบบเด็ก การสะท้อนความแตกต่างของมนุษย์ผ่านตัวละครหลากหลายประเภท รวมถึงการก้าวข้ามภาษาและพรมแดนประเทศ ด้วยการถูกแปลไปแล้วหลายร้อยภาษา และการถูกนำไปต่อยอดในรูปแบบสื่อใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ อนิเมชัน งานศิลปะร่วมสมัย หรือของสะสม
หนึ่งในประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมากจากการเสวนาคือโปรเจกต์พิเศษการแปล เจ้าชายน้อย เป็น ภาษาถิ่นสุโขทัย ซึ่งสะท้อนแนวคิดการนำวรรณกรรมสากลมาผสานกับอัตลักษณ์ท้องถิ่น การใช้ภาษาถิ่นที่มีสำเนียงและลักษณะเฉพาะ ไม่เพียงช่วยอนุรักษ์ภาษา แต่ยังตอกย้ำว่าเนื้อหาของ เจ้าชายน้อย มีความเป็นสากลสูง สามารถเชื่อมโยงและอยู่ร่วมกับวัฒนธรรมใดก็ได้ การได้ยินเจ้าชายน้อยพูดด้วยสำเนียงสุโขทัยจึงกลายเป็นมิติใหม่ที่สร้างความสนใจในยุคปัจจุบัน
ด้านคุณนักรบ มูลมานัส กล่าวถึงการตีความเจ้าชายน้อยผ่านงานศิลปะว่า การสร้างสรรค์ศิลปะไม่เคยเกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว หากแต่เป็นการหยิบยืมและผสมผสานบริบทจากหลากหลายวัฒนธรรม ความท้าทายสำคัญของการทำงานกับ เจ้าชายน้อย คือ “ภาพจำ” ดั้งเดิมที่อ็องตวน เดอ แซ็งแตกซูว์เปรี วาดไว้ โดยเฉพาะภาพเจ้าชายน้อยผมสีทองที่ฝังแน่นอยู่ในความทรงจำของผู้อ่านทั่วโลก การจินตนาการเจ้าชายน้อยในรูปแบบใหม่จึงไม่ใช่เรื่องง่าย
ด้วยเหตุนี้จึงเลือกหยิบแรงบันดาลใจจากเรื่องราวการเดินทางในประวัติศาสตร์สยาม มาผสานเข้ากับวรรณกรรมฝรั่งเศส เพื่อสร้างภาพลักษณ์ใหม่ที่เชื่อมโยงกับอัตลักษณ์ของโลกตะวันออก การศึกษาประวัติศาสตร์และศิลปะในลักษณะนี้ทำให้เห็นว่า ความแตกต่างทางภาษาและวัฒนธรรมอาจเป็นอุปสรรคในการสื่อสาร แต่ในขณะเดียวกัน ศิลปะก็เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยลดช่องว่างเหล่านั้น การนำเรื่องราวของคณะทูตสยามมาตีความผ่าน เจ้าชายน้อย จึงไม่ใช่เพียงการเล่าอดีต แต่เป็นการสร้างบทใหม่ของการเดินทางข้ามวัฒนธรรม
อย่างไรก็ตามตลอดระยะเวลา 83 ปี เจ้าชายน้อย ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในหน้ากระดาษ หากแต่เติบโตไปพร้อมกับสังคมและผู้คน วรรณกรรมเรื่องนี้ยังคงมอบข้อคิดสำคัญเกี่ยวกับการทำความเข้าใจผู้อื่น การรับผิดชอบต่อความสัมพันธ์ และการปลดปล่อยตนเองจากกรอบบทบาททางสังคม สำหรับผู้ใหญ่ การกลับมาอ่าน เจ้าชายน้อย ในช่วงวัยที่ต่างกัน ยังให้ความรู้สึกและแง่คิดที่เปลี่ยนไปตามประสบการณ์ชีวิต
ในท้ายที่สุดตราบใดที่มนุษย์ยังต้องเรียนรู้การ “มองเห็นด้วยหัวใจ” เจ้าชายน้อย ก็จะยังคงเดินทางข้ามพรมแดนวัฒนธรรม เพื่อสนทนาและเตือนใจผู้คนทั่วโลกต่อไปอย่างไม่เสื่อมคลาย
สำหรับผู้ที่สนใจร่วมสัมผัสเสน่ห์ของวรรณกรรมคลาสสิกระดับโลกอย่าง “เจ้าชายน้อย” สามารถหาซื้อหนังสือได้ที่ ร้านนายอินทร์ (Naiin) โดยมีจุดจำหน่ายที่ Naiin @ C.Pappa ซอยเจริญกรุง 43 บริเวณตรงข้ามไปรษณีย์บางรัก รวมถึงร้านนายอินทร์ทุกสาขาทั่วประเทศ และทางเว็บไซต์ naiin.com
โดยภายในงานยังมีการนำ หนังสือ “เจ้าชายน้อย” ที่ยังจัดจำหน่ายอยู่จำนวน 5 เวอร์ชัน มาร่วมจัดแสดงและจำหน่าย พร้อมทั้งมี ตัวแทนจากสำนักพิมพ์อ่าน ๑๐๑ เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ด้วย
Advertisement