
อ.ปรเมศวร์ ชี้คนปล่อยภาพ มินนี่ โทษหนักจำคุก 1 ปี ปรับเป็นล้าน คดีนี้เเปลกตั้งเเต่ต้น เชื่ออาจมีการวางเเผนเป็นขั้นตอนโดยเฉพาะการขอหมายค้น
วันนี้ (29 ก.ย.66) ทีมข่าวอมรินทร์ทีวี ได้พูดคุยกับ นายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม อธิบดีอัยการประจำสำนักงานอัยการสูงสุด ถึงกรณีการให้สัมภาษณ์สื่อของ มินนี่ ที่พูดเฉพาะเรื่องส่วนตัวเเละความสัมพันธ์กับนายตำรวจ เเต่ไม่พูดถึงเรื่องของคดีความนั้น เนื่องจากเจ้าตัวเป็นผู้ต้องหาคงไม่อยากเปิดเผย แต่สาเหตุที่มินนี่ต้องออกมา ก็เพื่อขอใช้สิทธิ์ในเรื่องการคุ้มครองข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล เนื่องจากเจ้าตัวรู้สึกว่าได้รับความเสียหาย หลังจากที่ตำรวจ PCT 4 เข้าไปจับกุมเเล้วยึดโทรศัพท์มือถือไปตรวจสอบ จากนั้นภาพที่อยู่ในโทรศัพท์มือถือก็ถูกเผยแพร่ออกไป ทั้งที่เจ้าตัวไม่ได้เป็นคนปล่อย
ซึ่งเจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบได้ว่าใครเป็นผู้เอาภาพไปใช้ ถ้าหากผลการตรวจสอบพบว่าภาพดังกล่าวนั้นหลุดออกมาจากพนักงานสอบสวน ทางพนักงานสอบสวนหรือตำรวจนายนั้นก็จะต้องมีความผิด ตามพระราชบัญญัติ คุ้มครองข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล มีโทษจำคุก 1 ปี ปรับ 1 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
โดยตอนนี้ยังไม่ทราบว่าใครเป็นผู้เอาภาพมาปล่อย อาจจะเป็นตำรวจปล่อย หรือตำรวจอาจจะเอาภาพไปให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นผู้ปล่อย เจตนาเพื่อให้น่าเชื่อว่ากลุ่มนายตำรวจเหล่านั้นยุ่งเกี่ยวกับเว็บการพนัน ดังนั้นก็ต้องตรวจสอบต่อว่าใครเป็นผู้เอาภาพออกมาเผยแพร่ ก็จะต้องมีความผิดฐานสมคบคิด มีโทษจำคุก 1 ปี ปรับ 1 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนสื่อมวลชนที่นำภาพดังกล่าวมานำเสนอข่าวต่อไม่มีความผิดใดๆเพราะถือว่าเป็นข่าว
กรณีคำกล่าวอ้างของมินนี่ ที่บอกว่าในขณะที่ถูกจับกุมนั้นถูกเจ้าหน้าที่บังคับให้เซ็นยอมรับว่ามีนายตำรวจร่วมกันทำเว็บพนัน โดยหลักการเเล้วตำรวจไม่มีสิทธิ์ไปบังคับให้ผู้ต้องหากระทำการเช่นนั้น หากเกิดขึ้นจริงตำรวจนายนั้นก็จะมีความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งการกระทำดังกล่าวก็อาจตั้งข้อสงสัยได้ว่ามีการวางเเผนเป็นขั้นเป็นตอนให้ผลลัพธ์ออกมาเเบบนั้น เเล้วมินนี่ก็อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือได้ เพราะคดีของมินนี่เองก็ยังคลุมเครือ พยานหลักฐานต่างๆก็ยังไม่ชัดเจน
ส่วนกรณีที่มินนี่ออกมาให้สัมภาษณ์ ระบุว่านายตำรวจที่ได้รับเงินจากตนเองนั้นไม่ทราบรายละเอียด เเละเส้นทางของเงินจะส่งผลในทางคดีหรือไม่ ตนไม่ทราบ เพราะต้องไปดูข้อมูลจากตำรวจชุดสืบสวนสอบสวนว่ามีพยานหลักฐานใดบ้าง อัยการก็จะต้องนำข้อมูลมาหักล้างกัน หากอัยการเชื่อว่ามีความผิดก็อาจสั่งฟ้อง แต่ถ้าหากอัยการไม่เชื่อก็อาจจะไม่ฟ้อง ดังนั้นการที่บุคคลใดถูกออกหมายจับไม่ได้หมายความว่าเขาจะผิดเสมอไป ทุกอย่างขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน
หากถามว่าคดีดังกล่าวมีช่องโหว่หรือไม่ ตนไม่ทราบ เเต่มองว่าทุกขั้นตอนที่ดูมาตั้งแต่ต้นนั้นดูแปลกๆ เริ่มตั้งแต่การออกหมายค้นก็แปลก เเม้ตำรวจจะอ้างว่าเป็นการขอหมายโดยชอบ เเต่ตนอยากให้ทางตำรวจนั้นเอาหมายค้นออกมาเปิดเผย เพื่อที่สาธารณชนจะได้ทราบว่าผู้เขียนขอหมายต่อศาลนั้นเขียนอย่างไร สุจริตหรือไม่ ชอบหรือมิชอบ เพราะการที่จะขอออกหมายค้นหรือหมายจับนั้น จะต้องแจ้งข้อมูลที่เป็นจริงต่อศาล ห้ามปกปิด โดยจะต้องระบุคำนำหน้าชื่อ ยศตำเเหน่ง ชื่อ - สกุล รวมไปถึงอาชีพให้ถูกต้อง
ซึ่งศาลออกหมายโดยชอบเเล้ว แต่ต้องไปตรวจสอบว่าคนที่ขอหมายนั้นทำถูกต้องหรือไม่ ถ้าหากตรวจสอบแล้วพบว่ามีการหลอกศาลหรือปกปิดข้อมูล ทางด้านของบุคคลที่ถูกออกหมายค้นก็สามารถดำเนินคดีฟ้องร้องฐานทำให้เสื่อมเสียได้ ส่วนศาลก็สามารถสั่งลงโทษฐานละเมิดศาลได้ทันทีเช่นกัน
"อย่าเล่นเกม ทำอะไรให้ตรงไปตรงมา อย่าโยนบาปให้ศาล อย่าเอาศาลมาเป็นตัวประกัน"
ส่วนกรณีมีภาพปรากฏระหว่างพลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ หักพาล หรือ"บิ๊กโจ๊ก" รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จับมือกับพลตำรวจเอกต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนใหม่ มองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ดี แสดงให้เห็นว่าทั้งสองฝ่ายพร้อมทำงานร่วมกันและแสดงให้ประชาชนเห็นว่าไม่มีความขัดแย้ง พร้อมทำงานเพื่อส่วนรวม เมื่อมีการคัดเลือกเสร็จเเล้วทุกอย่างก็จบ ดังนั้นภาพดังกล่าวถือว่าไม่มีนัยยอะไรเป็นพิเศษ ส่วนเรื่องการดำเนินคดีก็เเยกเป็นคนละประเด็นกัน.
Advertisement