
เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2569 เวลา 08.30 น. นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม พร้อมคณะ ได้ลงพื้นที่ตรวจติดตามการแก้ไขปัญหากณีคราบน้ำมันและสารเคมีรั่วไหลจาก บริษัท กรีน เอ็นไวรอนเม้นท์ เทคโนโลยี่ จำกัด ตั้งอยู่เลขที่ 247 ตำบลหัวหว้า อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี โดยมี นายชนาธิป โคกมณี รองผู้ว่าราชการจังหวัด รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี, นายกฤษฎิ์ กษมพันธุ์ หรือ นายกอุ๊ นายก อบจ.ปราจีนบุรี, สส.ปราจีนบุรี ในพื้นที่ และนายก อบต.หัวหว้า ร่วมลงพื้นที่รับฟังบรรยายสรุปจากผู้แทนบริษัทและกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.)
ขณะเดียวกัน บรรยากาศบริเวณหน้าโรงงานมีชาวบ้านในพื้นที่กว่า 200 คน นำโดย นายสุนทร คมคาย แกนนำกลุ่มปราจีนเข้มแข็ง, อาจารย์สุมาลี และผู้ใหญ่ธีระ ผู้ใหญ่บ้านสามมะเขือ เดินทางมายื่นหนังสือร้องเรียนและชูป้ายประท้วง เนื่องจากได้รับความเดือดร้อนเรื้อรังจากกลิ่นเหม็นรุนแรง และปัญหาน้ำเสียปนเปื้อนสารเคมีรั่วไหลจนปรากฏคราบสีรุ้งกระจายทั่วบริเวณ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและพืชผลทางการเกษตร โดยเฉพาะต้นข้าวในนาที่ติดคราบสีรุ้ง ไม่สามารถเก็บเกี่ยวไปบริโภคหรือจำหน่ายได้ ชุมชนจึงยื่นคำขาดขอให้ปิดโรงงานเป็นการถาวร พร้อมเรียกร้องให้ตรวจสอบแนวเขตป่าสงวนและการอนุญาตโรงงานรีไซเคิล (ลำดับที่ 105 และ 106) ที่เกินศักยภาพรองรับของจังหวัด
ด้าน นายวราวุธ ได้ชี้แจงแก่กลุ่มผู้ประท้วงว่า การดำเนินการต้องเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย โดยขอเวลาให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมดภายใน 7 วัน อย่างไรก็ดี กลุ่มชาวบ้านยืนยันว่าหากครบกำหนดแล้วยังไม่มีคำสั่งปิดถาวร ชุมชนพร้อมรวมพลังเข้าปิดโรงงานด้วยตนเอง ทั้งนี้ บริษัท กรีน เอ็นไวรอนเม้นท์ฯ เคยประสบปัญหาน้ำชะกากอุตสาหกรรมทะลักในช่วงน้ำท่วมเดือนตุลาคม จน กรอ. สั่งหยุดประกอบกิจการชั่วคราวและห้ามรับของเสียเพิ่ม รวมถึงเคยมีเหตุการณ์กระทบกระทั่งกับกลุ่มนักปกป้องสิ่งแวดล้อมในพื้นที่มาแล้ว
ต่อมาในเวลา 10.00 น. รมว.อุตสาหกรรม และคณะ ได้เดินทางต่อไปยัง บริษัท เอ็มวาย เมทัล จำกัด เลขที่ 99/1 หมู่ 7 ตำบลกรอกสมบูรณ์ อำเภอศรีมหาโพธิ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงหลังพบพฤติการณ์ลักลอบบดย่อยและหลอมโลหะรีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์โดยไม่ได้รับอนุญาต ลักลอบขยายพื้นที่และติดตั้งเครื่องจักรเพิ่มเติมฝ่าฝืนคำสั่งควบคุม จน กรอ. ต้องใช้มาตรการตามมาตรา 39 แห่ง พ.ร.บ.โรงงาน สั่งหยุดประกอบกิจการทั้งหมดทันที
นายวราวุธ เปิดเผยหลังการตรวจสอบว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องน่าสลดใจอย่างยิ่ง จากการตรวจสอบพบว่า "ไม่มีสิ่งใดที่ทำถูกต้องตามกฎหมายเลย" อีกทั้งยังเข้าข่ายบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งกำลังประสานงานร่วมกับกรมป่าไม้, กรมที่ดิน และ ส.ป.ก. เพื่อเร่งดำเนินคดีถึงที่สุด นอกจากนี้ยังพบกองขยะอิเล็กทรอนิกส์ (E-Waste) ขนาดใหญ่ และพฤติกรรมนำเศษพลาสติกสายไฟมาบดย่อยปนกับดิน ซึ่งเสี่ยงต่อการแพร่กระจายของสารพิษสู่สิ่งแวดล้อม
"การกระทำในลักษณะนี้ ถือเป็นการกระทำที่หนักแผ่นดินไทยอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นชนชาติใดก็ตาม" นายวราวุธ กล่าวเน้นย้ำ
รมว.อุตสาหกรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า ได้ประสานงานไปยังสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) เพื่อตรวจสอบสถานะผู้ประกอบการและสกัดกั้นไม่ให้เดินทางออกนอกประเทศ พร้อมบูรณาการร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงินและดำเนินคดียึดทรัพย์สินของผู้กระทำผิด
พร้อมกันนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมได้สั่งการให้อุตสาหกรรมจังหวัดทั่วประเทศ เพิ่มความเข้มงวดตรวจสอบโรงงานรีไซเคิลและคัดแยกกากอุตสาหกรรม (ประเภท 105 และ 106) ที่มีอยู่เกือบ 3,000 แห่งทั่วประเทศ โดยบูรณาการร่วมกับกระทรวงมหาดไทย, กระทรวงการคลัง, ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, DSI และ สตม. พร้อมเปิดสายด่วนกระทรวงอุตสาหกรรม โทร. 1564 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อรับแจ้งเบาะแสจากประชาชน
ในส่วนของมาตรการฟื้นฟูและเยียวยา ทางกระทรวงฯ จะเร่งตรวจสอบเงื่อนไขตามรายงาน EIA และยกระดับมาตรการป้องกันภัยธรรมชาติให้รัดกุมยิ่งขึ้น พร้อมเปิดรับหลักฐานภาพถ่ายและคลิปวิดีโอจากประชาชนเพื่อใช้เป็นหลักฐานมัดตัวผู้กระทำผิด และหากกรณีต้องปิดโรงงานแล้วงบประมาณของเอกชนไม่เพียงพอ นายวราวุธยืนยันว่าจะประสานขอใช้งบประมาณกลางของรัฐบาลเข้ามาจัดการแก้ไขปัญหาและเยียวยาสุขภาวะความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนเป็นอันดับแรก
Advertisement