
(12 ต.ค. 2569) ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่นางสาวรักชนก ศรีนอก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน แสดงความคิดเห็นผ่านสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับผลการเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ดประกันสังคม) โดยแสดงความกังวลว่า แม้ผู้สมัครจะได้รับคะแนนเสียงจำนวนมาก แต่หากยังไม่มีการประกาศรับรองผล ก็ยังไม่สามารถเข้าปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มรูปแบบ และอาจมีความเสี่ยงที่จะถูกตัดสิทธิภายหลัง
"ดิฉันเห็นด้วยกับนางสาวรักชนก ในประเด็นสำคัญ คือ การทำให้ประชาชนหันมาสนใจ ตั้งคำถาม และร่วมกันตรวจสอบระบบประกันสังคม เพราะเงินกองทุนประกันสังคมเกี่ยวข้องโดยตรงกับสิทธิ สวัสดิการ และอนาคตของผู้ประกันตนจำนวนมาก การตรวจสอบไม่ใช่สิ่งที่รัฐบาลต้องหวาดกลัว แต่เป็นกลไกสำคัญของประชาธิปไตยที่จะช่วยให้การบริหารกองทุนมีความโปร่งใสและได้รับความไว้วางใจจากประชาชนมากขึ้น"
อย่างไรก็ตาม ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ระบุว่า สิ่งที่ต้องแยกให้ออกอย่างชัดเจน คือ การตั้งคำถามเพื่อให้เกิดการตรวจสอบ กับการตั้งข้อสันนิษฐานล่วงหน้าว่าหน่วยงานรัฐอาจใช้อำนาจโดยมิชอบ เพราะทั้งสองเรื่องมีน้ำหนักทางข้อเท็จจริงและกฎหมายแตกต่างกัน โดยเฉพาะข้อกังวลที่ว่าสำนักงานประกันสังคมอาจหาเหตุเพื่อตัดสิทธิผู้ชนะการเลือกตั้งได้เสมอ ควรพิจารณาจากฐานอำนาจตามกฎหมาย กระบวนการตรวจสอบ และข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีอธิบายว่า การเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและฝ่ายผู้ประกันตนเป็นกรรมการในคณะกรรมการประกันสังคม อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 และที่แก้ไขเพิ่มเติม รวมถึงระเบียบกระทรวงแรงงานว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนเป็นกรรมการในคณะกรรมการประกันสังคม พ.ศ. 2564 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2569 ซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการเลือกตั้ง คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัคร ตลอดจนกระบวนการคัดค้านและพิจารณาผลการเลือกตั้งไว้เป็นการเฉพาะ
ภายใต้ระเบียบดังกล่าว มีคณะกรรมการการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน ทำหน้าที่กำกับดูแลการเลือกตั้งและพิจารณาข้อคัดค้านตามอำนาจหน้าที่ที่กำหนดไว้ จึงไม่ใช่กรณีที่เจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานใดจะสามารถตัดสินใจตัดสิทธิผู้สมัครได้ตามความพอใจ
"ในทางกฎหมาย ต้องแยกให้ออกระหว่าง 'มีอำนาจตรวจสอบ' กับ 'มีอำนาจตัดสิทธิตามอำเภอใจ' เพราะอำนาจตรวจสอบเป็นหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดไว้ แต่อำนาจตัดสิทธิตามอำเภอใจไม่ใช่สิ่งที่กฎหมายอนุญาต การวินิจฉัยว่าบุคคลใดขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม ต้องมีฐานอำนาจ ข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน และเหตุผลทางกฎหมายรองรับ ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับว่าใครพอใจหรือไม่พอใจผลการเลือกตั้ง"
ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การตรวจสอบคุณสมบัติและการคัดค้านผลการเลือกตั้งต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์และขั้นตอนที่กำหนดไว้ในระเบียบ โดยผู้เกี่ยวข้องต้องใช้สิทธิตามช่องทางที่กฎหมายกำหนด พร้อมแสดงข้อเท็จจริงและหลักฐานประกอบ เพื่อให้คณะกรรมการที่มีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยอย่างเป็นธรรม ทั้งนี้ หากมีข้อกล่าวหาเกี่ยวกับความเชื่อมโยงทางการเมือง ต้องพิจารณาว่าพฤติการณ์เข้าข่ายลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายหรือไม่ ไม่อาจสรุปจากความคิดเห็นทางการเมืองหรือการได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มการเมืองเพียงอย่างเดียว
"หลักนิติรัฐไม่ได้หมายความว่าเจ้าหน้าที่รัฐมีอำนาจแล้วจะทำอะไรก็ได้ แต่หมายความว่ายิ่งมีอำนาจมากเท่าไร ก็ยิ่งต้องใช้อำนาจภายใต้กฎหมายอย่างเคร่งครัด หากมีคำวินิจฉัยที่กระทบต่อสิทธิของผู้ได้รับคะแนนเสียง ก็ต้องอธิบายได้ว่าใช้กฎหมายข้อใด อาศัยข้อเท็จจริงอะไร และมีเหตุผลเพียงพอหรือไม่ ที่สำคัญ ผู้ได้รับผลกระทบต้องได้รับความเป็นธรรมและมีช่องทางตรวจสอบการใช้อำนาจตามกฎหมาย"
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า อีกประเด็นที่ต้องทำความเข้าใจ คือ ความแตกต่างระหว่างผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการกับการเข้าสู่ตำแหน่งกรรมการประกันสังคมตามกระบวนการทางกฎหมาย โดยการรวบรวมคะแนน การจัดทำรายชื่อผู้ได้รับคะแนนสูงสุด และขั้นตอนการแต่งตั้งต้องดำเนินการให้ครบถ้วนและถูกต้องตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง พร้อมเร่งรัดกระบวนการโดยไม่ล่าช้าเกินสมควร
"คะแนนเสียงของผู้ประกันตนต้องได้รับความเคารพ แต่การเคารพคะแนนเสียงไม่ได้หมายความว่าต้องยกเว้นการตรวจสอบตามกฎหมาย และการตรวจสอบตามกฎหมายก็ไม่ได้หมายความว่าหน่วยงานรัฐกำลังพยายามล้มผลการเลือกตั้ง สองเรื่องนี้ต้องไม่ถูกนำมาปะปนกัน เพราะทั้งสิทธิของผู้ได้รับคะแนนเสียงและความชอบด้วยกฎหมายของกระบวนการ ล้วนเป็นสิ่งที่รัฐมีหน้าที่ต้องคุ้มครอง"
ทั้งนี้ ผลการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2569 สะท้อนถึงความตื่นตัวของผู้ประกันตนและนายจ้างในการมีส่วนร่วมกำหนดทิศทางการบริหารระบบประกันสังคม โดยข้อมูลที่นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน แถลงเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม ระบุว่า มีผู้มาใช้สิทธิประมาณ 830,000 คน ขณะที่การนับคะแนนยังไม่แล้วเสร็จ สะท้อนให้เห็นถึงการมีส่วนร่วมที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับการเลือกตั้งครั้งก่อน
นายจุลพันธ์ได้แสดงความยินดีกับผู้สมัครที่ได้รับคะแนนสนับสนุน พร้อมยืนยันว่ากระทรวงแรงงานไม่มีนโยบายแทรกแซงกระบวนการเลือกตั้ง และพร้อมทำงานร่วมกับทุกฝ่ายภายใต้กลไกไตรภาคี โดยให้ความสำคัญกับการดำเนินกระบวนการหลังการเลือกตั้งตามระเบียบ เพื่อให้คณะกรรมการประกันสังคมชุดใหม่สามารถเข้าปฏิบัติหน้าที่และร่วมพัฒนาระบบประกันสังคมเพื่อประโยชน์ของผู้ประกันตน
นอกจากนี้ กระทรวงแรงงานยังได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์การเลือกตั้งผ่านระเบียบกระทรวงแรงงาน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2569 ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2569 โดยมีการปรับหลักเกณฑ์บางประการเพื่ออำนวยความสะดวกและขยายโอกาสการมีส่วนร่วมของผู้ประกันตนและนายจ้าง ทั้งนี้ รายละเอียดของข้อกำหนดและขอบเขตการใช้บังคับควรพิจารณาตามข้อความในระเบียบฉบับดังกล่าว
ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ย้ำว่า รัฐบาลไม่ได้เป็นคู่แข่งขันกับผู้ได้รับคะแนนสูงสุดในการเลือกตั้ง และพร้อมทำงานร่วมกับผู้ได้รับเลือกตั้งจากทุกกลุ่ม เมื่อเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมายแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือการรักษาผลประโยชน์ของผู้ประกันตน บริหารกองทุนด้วยความโปร่งใส และยกระดับสิทธิประโยชน์อย่างเป็นธรรม ไม่ใช่การแบ่งฝ่ายทางการเมือง
"ดิฉันสนับสนุนให้นางสาวรักชนก ภาคประชาชน สื่อมวลชน และทุกฝ่ายติดตามตรวจสอบกระบวนการนี้อย่างใกล้ชิด หากพบหลักฐานการเลือกปฏิบัติ การใช้อำนาจโดยมิชอบ หรือความพยายามแทรกแซงผลการเลือกตั้ง ก็ต้องตรวจสอบและเรียกร้องความรับผิดชอบอย่างจริงจัง ไม่มีใครควรได้รับการยกเว้นจากการตรวจสอบ ไม่ว่าจะเป็นผู้ได้รับเลือกตั้งหรือเจ้าหน้าที่รัฐเองก็ตาม"
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวในตอนท้ายว่า การตั้งคำถามต่ออำนาจรัฐเป็นสิ่งจำเป็นในสังคมประชาธิปไตย แต่การตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพต้องตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงและหลักกฎหมาย ขณะเดียวกัน หน่วยงานรัฐก็มีหน้าที่สร้างความเชื่อมั่นด้วยความโปร่งใสและคำอธิบายที่ตรวจสอบได้ ไม่ใช่เพียงเรียกร้องให้ประชาชนไว้วางใจโดยปราศจากเหตุผลรองรับ
"ดิฉันเห็นด้วยกับการจับตา แต่ไม่อยากให้ความกังวลกลายเป็นคำตัดสินล่วงหน้า เพราะประชาธิปไตยที่เข้มแข็งไม่ใช่เพียงการปกป้องเสียงของผู้ชนะ แต่ต้องปกป้องความน่าเชื่อถือของกระบวนการที่ทำให้เสียงนั้นมีความหมายด้วย"
"เราควรช่วยกันตรวจสอบไม่ให้ใครใช้อำนาจเหนือกฎหมาย มากกว่าตั้งสมมติฐานล่วงหน้าว่ากฎหมายจะถูกใช้เป็นเครื่องมือเล่นงานใคร เพราะท้ายที่สุดแล้ว ประกันสังคมต้องดำเนินไปเพื่อประโยชน์ของผู้ประกันตน ไม่ใช่เพื่อรัฐบาล พรรคการเมือง หรือกลุ่มการเมืองใดกลุ่มหนึ่ง และเสียงของผู้ประกันตนต้องได้รับความเคารพควบคู่กับการใช้อำนาจที่มีเหตุผลและเป็นไปตามกฎหมาย" ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าว
Advertisement