
วันนี้ (วันศุกร์ที่ 9 ตุลาคม 2569) เวลา 12.10 น. ณ โถงกลาง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังเสร็จสิ้นการหารือทวิภาคีระหว่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กับนายไก ราลา ซานานา กุซเมา (H.E. Mr. Kay Rala Xanana Gusmão) นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาธิปไตยติมอร์-เลสเต นายกรัฐมนตรีทั้งสองประเทศได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการจัดตั้งกลไกการหารือทวิภาคีระหว่างไทยกับติมอร์-เลสเต
จากนั้น นายกรัฐมนตรีทั้งสองประเทศได้แถลงข่าวร่วมกัน โดยนายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยสาระสำคัญของผลการหารือว่า นายกรัฐมนตรีแสดงความยินดีที่ได้ต้อนรับนายกรัฐมนตรีติมอร์-เลสเตเดินทางเยือนประเทศไทย ภายหลังติมอร์-เลสเตเข้าเป็นสมาชิกอาเซียนอย่างเต็มรูปแบบเมื่อปีที่ผ่านมา พร้อมยืนยันว่าไทยพร้อมสนับสนุนติมอร์-เลสเตในการมีส่วนร่วมกับประชาคมอาเซียนอย่างเต็มศักยภาพ โดยการหารือครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะยกระดับความสัมพันธ์และขับเคลื่อนความร่วมมือใน 5 ด้านสำคัญ ดังนี้
1. การเยือนระดับสูงและการหารือทวิภาคี ทั้งสองฝ่ายยินดีต่อพัฒนาการเชิงบวกของความสัมพันธ์ระหว่างกัน และเห็นพ้องที่จะส่งเสริมการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูงอย่างต่อเนื่อง รวมถึงจัดกิจกรรมร่วมกันเพื่อเฉลิมฉลองโอกาสครบรอบ 25 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–ติมอร์-เลสเต ในปี 2570 นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยินดีต่อการจัดทำแถลงการณ์ร่วมเพื่อกำหนดทิศทางความร่วมมือในระยะต่อไป และการจัดตั้งกลไกการหารือทวิภาคี ซึ่งมีกำหนดจัดการประชุมครั้งแรกที่ติมอร์-เลสเตในเร็ว ๆ นี้ เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการติดตามและผลักดันความร่วมมือให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม
2. ความร่วมมือด้านกลาโหมและความมั่นคง ไทยและติมอร์-เลสเตมีความสัมพันธ์ด้านการทหารมาอย่างยาวนาน โดยกองทัพไทยเคยมีบทบาทสนับสนุนภารกิจรักษาและสร้างสันติภาพในติมอร์-เลสเต ระหว่างปี 2542–2545 ทั้งนี้ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของไทยมีกำหนดเดินทางเยือนติมอร์-เลสเตในอนาคตอันใกล้ เพื่อกระชับความสัมพันธ์และส่งเสริมความร่วมมือทางทหารระหว่างกัน พร้อมกันนี้ ไทยสนับสนุนโครงการอนุสรณ์สถานกองกำลังนานาชาติในติมอร์ (INTERFET Memorial) เพื่อรำลึกถึงบทบาทของกองกำลังนานาชาติในการสนับสนุนสันติภาพในติมอร์-เลสเต นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะเพิ่มความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์และอาชญากรรมข้ามชาติ ทั้งในระดับทวิภาคีและระดับอาเซียน เพื่อรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่และเสริมสร้างความปลอดภัยให้แก่ประชาชน
3. ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องว่ายังมีศักยภาพอีกมากในการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการเพิ่มมูลค่าการค้าและการลงทุนระหว่างกัน ไทยยืนยันความพร้อมในการเป็นหุ้นส่วนด้านความมั่นคงทางอาหารของติมอร์-เลสเต และจะร่วมกันอำนวยความสะดวกในการส่งออกสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปของไทยไปยังติมอร์-เลสเต รวมทั้งเร่งสรุปบันทึกความเข้าใจด้านการค้าข้าว ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้แก่สินค้าเกษตรไทยและสร้างประโยชน์ต่อเกษตรกรและผู้ประกอบการไทย
นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายได้หารือถึงโอกาสการลงทุนของภาคเอกชนไทยในติมอร์-เลสเต โดยเฉพาะในสาขาที่มีศักยภาพ ได้แก่ เกษตรกรรมและการแปรรูปอาหาร พลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน การท่องเที่ยว และธุรกิจโรงแรม พร้อมส่งเสริมการเชื่อมโยงระหว่างภาคเอกชนของทั้งสองประเทศ เพื่อขยายโอกาสทางธุรกิจและสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจในระยะยาว
ในด้านการคมนาคมและการเชื่อมโยงระหว่างประเทศ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะเร่งผลักดันการสรุปความตกลงว่าด้วยบริการเดินอากาศ เพื่อปูทางสู่การเปิดเที่ยวบินตรงระหว่างกรุงเทพฯ กับกรุงดิลีในอนาคตอันใกล้ ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทางของประชาชนและนักธุรกิจ ส่งเสริมการท่องเที่ยว และเพิ่มโอกาสในการขยายการค้าและการลงทุนระหว่างสองประเทศ
4. ความร่วมมือเพื่อการพัฒนา ไทยให้ความสำคัญกับการสนับสนุนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนติมอร์-เลสเตมาอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งแต่ปี 2544 ไทยได้มอบทุนการศึกษาและโอกาสในการฝึกอบรมแก่บุคลากรจากติมอร์-เลสเตรวมแล้วกว่า 800 ทุนและโอกาส ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะเร่งสรุปแผนงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระยะ 3 ปี (พ.ศ. 2569–2571) โดยมุ่งเน้นสาขาที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศและคุณภาพชีวิตของประชาชน ได้แก่ การเกษตรอย่างยั่งยืน การพัฒนาชุมชน สาธารณสุข การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และการเสริมสร้างขีดความสามารถที่เกี่ยวข้องกับอาเซียน
ขณะเดียวกัน ทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญกับโครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนในติมอร์-เลสเต ซึ่งดำเนินการภายใต้พระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในโรงเรียน 6 แห่ง เพื่อส่งเสริมโภชนาการ สุขภาพ และคุณภาพชีวิตของเด็กและเยาวชน สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันใกล้ชิดและความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม
5. ความร่วมมือระดับภูมิภาค ไทยยืนยันความพร้อมในการสนับสนุนติมอร์-เลสเตให้สามารถบูรณาการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนได้อย่างเต็มรูปแบบ รวมถึงสนับสนุนการเสริมสร้างขีดความสามารถเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนในอนาคต เพื่อให้ติมอร์-เลสเตสามารถมีบทบาทในการขับเคลื่อนความร่วมมือและการพัฒนาของภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับสถานการณ์ในภูมิภาค โดยเฉพาะสถานการณ์ในเมียนมา และเห็นพ้องถึงความสำคัญของการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเมียนมาในฐานะสมาชิกครอบครัวอาเซียน ควบคู่กับการสนับสนุนให้สถานการณ์ในเมียนมามีพัฒนาการในทิศทางที่ดีขึ้น โดยไทยยืนยันความสำคัญของการรักษาความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้านทุกประเทศ เพื่อส่งเสริมสันติภาพ เสถียรภาพ และความมั่นคงของภูมิภาค
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า การหารือครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับความสัมพันธ์ไทย–ติมอร์-เลสเตให้แน่นแฟ้นและครอบคลุมยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการต่อยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจให้เกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการขยายตลาดสินค้าเกษตรและอาหารไทย การเพิ่มโอกาสการลงทุนของภาคเอกชน และการส่งเสริมความเชื่อมโยงด้านการคมนาคมและการท่องเที่ยว ควบคู่กับความร่วมมือด้านความมั่นคงและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ทั้งสองฝ่ายพร้อมติดตามและผลักดันผลการหารือไปสู่การปฏิบัติ เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ ยกระดับคุณภาพชีวิต และส่งเสริมความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันของประชาชนทั้งสองประเทศอย่างยั่งยืน
Advertisement