
วันที่ 9 ต.ค. 69 ที่ทำเนียบรัฐบาล นาย ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีฝ่ายค้านยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี จำนวน 18 คนว่า เชื่อว่าทางนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีทุกคนสามารถตอบชี้แจงทุกข้อกล่าวหาได้อยู่แล้ว ถือเป็นอาวุธของฝ่ายค้านที่จะใช้อาวุธในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ตามมาตรา 151 ของรัฐธรรมนูญและกฎหมาย แต่สิ่งหนึ่งที่อยากจะให้ สส.ได้เคร่งครัดคือ ขอให้ดำเนินการตามข้อบังคับการประชุมสภา สิ่งใดที่ไม่เกี่ยวข้องกับญัตติ ก็อย่าพูดถึงไปในทางที่จะทำให้บุคคลภายนอกเสียหาย อย่างไรขอให้ทำตามข้อบังคับ
ผู้สื่อข่าวถามว่า ข้อกล่าวหาที่ฝ่ายค้านระบุว่า ต้องการกินรวบประเทศถือว่ารุนแรงไปหรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า ตามญัตติ และตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 หน้าที่ของฝ่ายค้านคือมีหน้าที่กล่าวหารัฐบาล ในส่วนของรัฐบาลซึ่งเป็นผู้ถูกกล่าวหา รัฐมนตรีมีหน้าที่ที่จะชี้แจง สุดท้ายการลงมติเป็นเรื่องของ สส. แต่ละคน เมื่อฟังข้อกล่าวหาแล้ว จะเชื่อตามข้อกล่าวหาของฝ่ายค้าน หรือจะเชื่อคำชี้แจงของผู้ถูกกล่าวหา ก็ลงมติกัน ถือเป็นเรื่องปกติ และตามปกติธรรมเนียมของมาตรา 151 ที่ผ่านมาไม่เคยมีครั้งไหนที่เบา เขาก็ต้องกล่าวหาอย่างรุนแรงไว้ก่อน แต่จะไปหาเหตุผลประกอบหรือหาหลักฐานประกอบข้อกล่าวหานั้นได้อย่างไร เป็นเรื่องที่ต้องมาพิจารณากัน
เมื่อถามว่า คำรุนแรงในญัตติของฝ่ายค้านเหมือนต้องการระบายและด่ารัฐบาลโดยตรง นายภราดร กล่าวว่า ก็ดี บันเทิงธิปไตย เป็นแบบไหนก็ลองถามนายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้าดู ก็ประมาณนั้น เมื่อถามว่า 18 คน ถือว่ามากเกินไปหรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า ถึงได้บอกว่ามันบันเทิงธิปไตย
เมื่อถามอีกว่า การยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีจำนวนมากแบบนี้ เหมือนเป็นการหว่านแห ไม่ได้พุ่งเป้าไปที่คนใดคนหนึ่ง ทำให้มองได้ว่าอาจจะไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนหรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า เป็นสิทธิ์ของเขา เมื่อถามว่า มั่นใจเสียงสนับสนุนของรัฐบาลใช่หรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า อย่าไปพูดว่ามั่นใจหรือไม่มั่นใจเลย คิดว่าการตัดสินใจของ สส.ทุกคนมีเอกสิทธิ์ ทุกคนต้องฟังข้อกล่าวหา และต้องฟังคำชี้แจงของรัฐบาล แล้วจึงจะใช้วิจารณญาณของตัวเอง ซึ่งการลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจจะไม่มีการครอบงำโดยพรรคการเมืองหรือมติวิปใดๆ ไปครอบงำหรือสั่งการ สส.ได้ ดังนั้น อยู่ที่ สส.เมื่อฟังสองฝ่ายแล้วจะตัดสินใจแบบไหนก็อยู่ที่ตัวเอง
ผู้สื่อข่าวถามว่า การยื่นญัตติของฝ่ายค้านครั้งนี้ ไม่มี สส.ของพรรคกล้าธรรมลงชื่อด้วย รัฐบาลอาจอุ่นใจที่ได้เสียงของพรรคกล้าธรรมมาช่วยหนุนรัฐบาลด้วยหรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า ถึงอย่างไรสุดท้ายแล้วก็อยู่ที่การอภิปรายของฝ่ายค้านและการชี้แจงของรัฐบาล และต้องดูว่าฝ่ายค้านมีข้อมูลหลักฐานเป็นไปตามข้อกล่าวหามากน้อยแค่ไหน ดังนั้น สส.ไม่ว่าพรรคไหนมีเอกสิทธิ์ที่จะลงมติด้วยตัวเองอยู่แล้ว
เมื่อถามว่า ครั้งนี้เป็นห่วงคนนอกที่จะถูกพาดพิง อย่างเช่น นายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอล บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด หรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า ทั้งหมดดำเนินตามข้อบังคับ
เมื่อถามถึงจำนวนวันที่จะใช้ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ โดยนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ จะขอเวลา 5 วัน นายภราดร กล่าวว่า ดูไปตามธรรมเนียมที่เคยปฏิบัติกันมา ปกติอยู่ที่ 3-4 วัน เพราะเราจะต้องมีการแบ่งเวลาให้กับรัฐมนตรี 18 คนในฐานะผู้ถูกกล่าวหา ได้ชี้แจงอย่างเพียงพอด้วย คุณอภิปรายเขา แน่นอนฝ่ายกล่าวหาต้องใช้เวลาเยอะกว่าอยู่แล้ว แต่ครั้งนี้มีผู้ถูกอภิปรายถึง 18 คน ก็ต้องแบ่งเวลาให้อย่างเป็นธรรมให้กับผู้ถูกอภิปรายด้วย
เมื่อถามว่า มีการเก็งข้อสอบหรือไม่ว่าจะถูกอภิปรายในประเด็นใด นายภราดร กล่าวว่า “หนังซ้ำนี่” เมื่อถามว่า มีนัยยะทางการเมืองอะไรหรือไม่ที่พุ่งเป้ามาที่รัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทยทั้งหมด 18 คน โดยไม่มีพรรคร่วมอื่นเลย นายภราดร กล่าวว่า เป็นสิทธิ์ของเขา มีนัยแบบใดก็ต้องถามผู้ยื่น อย่างไรก็ตาม เราพร้อมชี้แจง
ด้านนาย เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย กล่าวภายหลังถูกถามถึงการเป็นหนึ่งใน 18 รัฐมนตรีที่ถูกยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตามมาตรา 151 ว่า ไม่ได้รู้สึกอะไร ก่อนหน้านี้มีการอภิปรายในหัวข้อต่าง ฃๆ มีการพาดพิงมาอยู่แล้ว พร้อมยืนยันว่ายินดีที่จะชี้แจงในทุกประเด็นของเพื่อนสมาชิกฝ่ายค้าน ที่ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่ขอให้ประเด็นอยู่ในขอบเขต ทุกเรื่องสามารถตอบได้หมด
เมื่อถามว่าข้อกล่าวหารุนแรงเกินไปหรือไม่ นายเจเศรษฐ์ กล่าวว่า เขามีสิทธิ์คิด แต่สำหรับตนไม่ได้มองว่ารุนแรงหรือไม่รุนแรง ซึ่งการที่ตนทำงานมาต้องมีประเด็นที่ให้เพื่อนสมาชิกฝ่ายค้านได้แนะนำเรา อาจจะเพิ่มเติมหรือข้อบกพร่อง ซึ่งพร้อมที่จะรับฟัง แต่หากไม่ได้เป็นเรื่องเกี่ยวกับการทำงาน หรือการดำรงตำแหน่งของรัฐมนตรี ในสถานการณ์ขณะนี้คงต้องตอบไปตามความจริง แต่สิ่งที่อยากจะฟัง คือตั้งแต่เป็นรัฐมนตรีมา ตรงไหนที่ควรจะเพิ่มศักยภาพเพื่อพี่น้องประชาชน ก็อยากฟังในมุมนี้มากกว่า
เมื่อถามหนึ่งข้อกล่าวหาที่กล่าวหาว่าไร้ภาวะผู้นำนั้น นายเจเศรษฐ์ หัวเราะ ก่อนระบุว่า เขาคงรู้ประวัติผมมั้งครับ ว่าตนจบผู้นำมา ผมไม่รู้ว่าผมไร้ผู้นำหรือไม่ แต่ผมมีปริญญาตรีผู้นำสังคมเศรษฐกิจและการเมือง
ส่วนจะถูกพุ่งเป้าทางการเมืองในประเด็นใดนั้น นายเจเศรษฐ์ มองว่า อาจจะเป็นการล้มล้างโดยเฉพาะกับสิ่งที่ประชาชนชื่นชอบในรัฐบาลนี้ กล่าวคือ ชี้ให้เห็นว่า การดำรงตำแหน่งในส่วนบุคคล อะไรที่ประชาชนเห็นว่าเป็นสิ่งดี เขาก็ต้องชี้ในมุมตรงข้ามเพื่อให้ประชาชนเกิดความสงสัยในตัวบุคคลนั้น ซึ่งคิดว่านี่คือยุทธศาสตร์ของฝ่ายค้าน
ส่วนการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ไม่มีรายชื่อของรัฐมนตรีในสัดส่วนของพรรคเพื่อไทย เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ของฝ่ายค้านด้วยหรือไม่ นายเจเศรษฐ์ มองว่า ทุกอย่างต้องมียุทธศาสตร์อยู่แล้ว เขาคงไม่ทำอะไรสุ่มสี่สุ่มห้า แต่ขอไม่ก้าวล่วงในส่วนของพรรคเพื่อไทย
ส่วนกังวลหรือไม่ว่าจะถูกนำประเด็นคดีฮั้วสว. มาอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายเจเศรษฐ์ ระบุว่า “ไม่กังวลครับ”
Advertisement