
วันที่ 18 ก.ย. 69 ที่หอประชุมกองทัพเรือ กทม. พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผบ.ทร. เป็นประธานแถลงความคืบหน้าการดำเนินดำเนินโครงการจัดหาเรือฟริเกต โดยมี พล.ร.อ.กรวิทย์ ฉายะรถี ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ ประธานกรรมการบริหารโครงการจัดหาเรือฟริเกต พล.ร.ต. จุมพล นาคบัว รองเจ้ากรมยุทธการทหารเรือ พล.ร.ต.วสันต์ ไตรจิตร รองเสนาธิการกองเรือยุทธการ ในฐานะประธานคณะกรรมการจ้าง พล.ร.ต.สรรเสริญ สาโดด ผู้บัญชาการกองเรือฟริเกตที่ 1 กองเรือยุทธการ ในฐานะประธานคณะกรรมการจัดทำ TOR และ พล.ร.ต.ศราวุธ ชียางคบุตร ผู้อำนวยการสำนักบริหารการการส่งกำลังบำรุง กรมส่งกำลังบำรุงทหารเรือ ในฐานะประธานคณะกรรมการจัดทำ TOR ด้าน Offset Policy ร่วมแถลงข่าว
พล.ร.อ.ไพโรจน์ กล่าวยืนยันกองทัพเรือยึดหลัก 5 ประการ ทั้งความถูกต้อง โปร่งใส เป็นธรรม คุ้มค่า และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ ไม่มีการกีดกันหรือล็อกสเปก ทุกขั้นตอนทำด้วยเกียรติและความรับผิดชอบ พร้อมปกป้องอธิปไตยทางทะเลให้คุ้มค่าเงินภาษีประชาชนทุกบาททุกสตางค์ เปรียบเสมือนเขี้ยวเล็บที่สำคัญสร้างผลประโยชน์คืนสู่ประเทศชาติ กองทัพเรือได้เรือที่ดีที่สุด และประเทศไทยได้ผลประโยชน์สูงสุด และคุ้มค่าสูงสุด
ด้าน พล.ร.ต.วสันต์ กล่าวว่า สถานการณ์ทะเลเดือดและภัยคุกคามรอบด้านบีบกองทัพเรือต้องเร่งเสริมเขี้ยวเล็บ ทีมคณะกรรมการจัดจ้างเกรดพรีเมียม 16 นายคัดเลือกเข้มข้นตาม พ.ร.บ. จัดซื้อจัดจ้าง ยึดมาตรฐานโปร่งใส ตรวจสอบได้ และไร้การกีดกัน เพื่อพิทักษ์อธิปไตยและผลประโยชน์สูงสุดของประเทศ
ขณะที่ พล.ร.อ.กรวิทย์ ชี้แจงไขกรณีกรรมการคัดเลือกเหลือผู้ผ่านคุณสมบัติเพียงรายเดียว จำเป็นต้องเดินหน้าโครงการต่อตามไฟเขียวผู้บริหารกองทัพเรือ เพราะหากเริ่มกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างใหม่ จะเสี่ยงใช้งบประมาณปี 2569 ไม่ทันและทำงบตกไป ส่งผลกระทบต่อแผนกำลังรบและความมั่นคงทางทะเล ยืนยันทุกขั้นตอนยึดตามกติกาและโปร่งใส ทั้งนี้การเจรจาลดราคาลงกว่า 270 ล้านบาท และรับมือข้อร้องเรียนตามระเบียบการคลังอย่างเคร่งครัด
พล.ร.ต.จุมพล กล่าวว่า ผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ซึ่งมีพื้นที่มากกว่า 320,000 กิโลเมตร และบางส่วนยังคงเป็นพื้นที่ที่มีการอ้างสิทธิ์ทับซ้อน และพื้นที่พัฒนาร่วมกับเพื่อนบ้านหลายพื้นที่ที่อาจมีโอกาสเกิดข้อพิพาทได้ในอนาคต โดยมูลค่าผลประโยชน์เศรษฐกิจทางทะเลทั้งหมด จากการแสวงและใช้ประโยชน์สูงถึง 17.9 -24 ล้านบาทต่อปี
ในสภาวะเหตุการณ์ความมั่นคงปัจจุบัน เราต้องเผชิญกับภัยคุกคามต่าง ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อการรักษาความเรียบร้อยและความสงบ เช่น ปัญหาช่องแคบไต้หวัน การปิดช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงปัญหาโจรสลัดต่างๆ และความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ดังนั้นการมีเรือฟริเกตที่พร้อมและมีขีดความสามารถสูงสุด จะทำให้กองทัพเรือมีความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่ตามภารกิจที่ได้รับมอบ จึงได้กำหนดความต้องการเรือฟริเกตไว้ในยุทธศาสตร์ อย่างน้อย 8 ลำ เพื่อทำหน้าที่ดูแลทั้งอ่าวไทยและทะเลอันดามัน ซึ่งปัจจุบันเรามีเรือฟริเกตเพียง 4 ลำเท่านั้น และมีอายุใกล้ถึงเกณฑ์ปลดประจำการ ทำให้มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องจัดหาทดแทน
พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ กล่าวว่า โครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดหาเรือฟริเกตสมรรถนะสูง จำนวน 1 ลำ พร้อมระบบและอุปกรณ์ประจำเรือ อะไหล่ เครื่องมือ เอกสาร ส่วนสนับสนุน การทดสอบทดลอง การฝึกอบรม การตรวจรับ การรับประกัน และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง ภายในวงเงินไม่เกิน 17,000 ล้านบาท การจัดหาเรือฟริเกตครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนากำลังรบระยะยาวตามสมุดปกขาวของกองทัพเรือ เพื่อทดแทนเรือเดิมที่มีอายุการใช้งานสูงและจะทยอยปลดประจำการ รองรับภารกิจรักษาอธิปไตย คุ้มครองเส้นทางคมนาคมทางทะเล พื้นที่เศรษฐกิจ แหล่งพลังงาน และโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ ตลอดจนรับมือภัยคุกคามทางทะเลทั้งในปัจจุบันและอนาคต เรือฟริเกตลำใหม่จะมีขีดความสามารถในการรบครบทั้ง 3 มิติ ได้แก่ การรบผิวน้ำ การปราบเรือดำน้ำ และการป้องกันภัยทางอากาศ รวมถึงการโจมตีเป้าหมายบนฝั่ง การต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ การบัญชาการและควบคุม การเชื่อมโยงข้อมูล และการปฏิบัติการร่วมในสภาพแวดล้อมการรบสมัยใหม่
โดย คณะกรรมการจ้างฯ มีมติคัดเลือกบริษัท Hanwha Ocean Co., Ltd. จากสาธารณรัฐเกาหลี เป็นผู้ได้รับการคัดเลือกในโครงการจัดหาเรือฟริเกตสมรรถนะสูงของกองทัพเรือ โดยบริษัทฯ เสนอราคาภายหลังการต่อรองเป็นเงินทั้งสิ้น 16,730,000,000 บาท ต่ำกว่าวงเงินโครงการ 270 ล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณร้อยละ 1.6 โดยราคาดังกล่าวรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีอากรอื่น ค่าขนส่ง ค่าประกันภัย และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งปวงแล้ว การต่อรองดังกล่าวไม่ได้มุ่งลดราคาเพียงอย่างเดียว แต่ยังคงรักษาขีดความสามารถ คุณภาพ เงื่อนไขทางเทคนิค การรับประกัน และผลประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับไว้อย่างครบถ้วน
พล.ร.ต.ปารัช กล่าวว่า ประเทศได้รับประโยชน์เพิ่มเติมจากข้อเสนอขั้นสุดท้าย ภายหลังการต่อรอง บริษัท Hanwha Ocean Co., Ltd. ได้ยืนยันข้อเสนอขั้นสุดท้าย โดยมอบผลประโยชน์เพิ่มเติมให้แก่กองทัพเรือและประเทศไทย ประกอบด้วย แบบเรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง เพื่อใช้เป็นฐานองค์ความรู้และสนับสนุนการพัฒนาขีดความสามารถด้านการออกแบบและต่อเรือภายในประเทศ แบบยานผิวน้ำไร้คนขับ หรือ Unmanned Surface Vehicle: USV เพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านการตรวจการณ์และรองรับการปฏิบัติการทางเรือสมัยใหม่ รวมถึงสิทธิในการเข้าถึงองค์ความรู้และพัฒนาต่อยอดระบบสื่อสารทางยุทธวิธี หรือ Tactical Data Link และระบบอำนวยการรบ หรือ Combat Management System: CMS สิทธิและองค์ความรู้ดังกล่าวมีความสำคัญต่อการลดการพึ่งพาต่างประเทศ เปิดโอกาสให้กองทัพเรือสามารถปรับปรุง เชื่อมโยง และพัฒนาระบบให้สอดคล้องกับความต้องการของไทยได้ในอนาคต รวมถึงช่วยวางรากฐานให้อุตสาหกรรมป้องกันประเทศและบุคลากรไทยมีส่วนร่วมอย่างเป็นรูปธรรม
“การประกาศผลในวันนี้ไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่เป็นจุดเริ่มต้นของความรับผิดชอบในการเปลี่ยนข้อเสนอในเอกสารให้เป็นเรือที่มีขีดสมรรถนะครบถ้วน และเปลี่ยนข้อเสนอ Offset Policy ให้เป็นผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ประเทศไทยจะต้องได้รับ” พล.ร.ต.ปารัช กล่าว
Advertisement