
วันที่ 14 ก.ย. 69 พล.อ.อ.มานัต วงษ์วาทย์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมเพื่อการป้องกันประเทศ และอดีตผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) กล่าวยอมรับว่า ตนได้ทำหนังสือ 2 ฉบับ ส่ง คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และ เอกอัครราชทูตเกาหลีใต้ ประจำประเทศไทย เมื่อวันที่ 10 ก.ย. ที่ผ่านมา ให้ตรวจสอบ การคัดเลือกเรือฟริเกตของกองทัพเรือ
เมื่อถามว่า เห็นความผิดปกติอะไรของการคัดเลือกบริษัทต่อเรือฟริเกตของกองทัพเรือ พล.อ.อ.มานัต กล่าวว่า ไม่ได้ผิดปกติ เพียงแต่ว่า เป็นเรื่องที่เราคุยกันมานานแล้ว อุตสาหกรรมป้องกันประเทศควรมีส่วนได้ แต่ไม่ปรากฎ Local Content หรือ สัดส่วนการใช้วัตถุดิบ ชิ้นส่วน แรงงาน หรือบริการภายในประเทศในการผลิตยุทโธปกรณ์ เพื่อลดการนำเข้าและสร้างความมั่นคงทางเทคโนโลยีให้กับกองทัพไทย
อีกทั้งกองทัพเรือก็ไม่เคยหารือกับสมาคมอุตสาหกรรมเพื่อการป้องกันประเทศ ที่ผ่านมาเราคุยเรื่องนี้กันมาหลายปีมาก ทั้งในส่วนของคณะกรรมาธิการการทหารก็มีการเรียกคุย และ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ตอนทำทีโออาร์ทำไมไม่เชิญสมาคม เพราะต้องคิดเรื่องสัดส่วนในเรื่องของการต่อเรือในประเทศมีเนื้อหาอย่างไร และ ระบบต่างๆ มีกรอบอย่างไรบ้าง
เมื่อถามว่า ก่อนไปยื่นหนังสือ เคยหารือกับกองทัพเรือหรือไม่ พล.อ.อ.มานัต กล่าวว่า ที่ผ่านมาก็ได้มีการจัดสัมมนากันเป็นประจํามีนาย วิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และในความเป็นจริงแล้ว กองทัพเรือควรจะเชิญเราไป เพราะมันมีเรื่องของ Offset Policy หรือนโยบายชดเชย หรือ มาตรการชดเชยทางเศรษฐกิจ และไม่ใช่หน้าที่ของเราที่จะต้องวิ่งไปหา
เมื่อถามว่า โดยหลักแล้ว จะต้องเชิญสมาคมไปหารือใช่หรือไม่
พล.อ.อ.มานัต กล่าาว่า ต้องถามกลับไปในห้วง 2 ปีที่ผ่านมาว่าที่เราคุยกันในชั้นกรรมาธิการทหาร ก่อนที่จะมีการพิจารณาเรือฟริเกต ก็มีการพูดคุยกันมาโดยตลอด จะมีการต่อในประเทศโดยหลักการไปคุยกับผู้บัญชาการทหารเรือคนเก่าๆ ที่เกษียณฯไป ยืนยันตรงกันว่าต้อง เชิญสมาคมมาพิจารณา ในส่วนนี้ด้วย ทั้งสมาคมอู่ต่อเรือ สมาคมอุตสาหกรรมเพื่อการป้องกันประเทศ
"เราบอกว่า system หรือ ระบบในเรือรบ ไม่ว่าจะเป็นระบบอำนวยการรบ หรือ CMS รวมถึง ระบบบสื่อสารทางยุทธวิธี หรือ data link เป็นตัวตัดสินชี้ขาดนั้น ไปเอาจากไหนมา เจ้าของเดิมเขา Integarte หรือใช้ด้วยกันได้หรือไม่
งานนี้เป็นเรื่องของประเทศ ทําไมถึงไม่ได้มีส่วนร่วม และปล่อยให้เขาทํากันแบบนี้ ในเมื่อหน่วยงานของรัฐสภาเป็นหน่วยงานของราชการ เช่นเดียวกับกระทรวงก็เป็นหน่วยงานราชการ ซึ่งเป็นของรัฐทั้งหมด แล้วทำไมเวลาทำ เอาประชาชน ภาคสังคมไปอยู่ไหน" พล.อ.อ.มานัต กล่าว
เมื่อถามว่า ติดใจเรื่องการปรับเปลี่ยน มูลค่า Offset Policy จาก 2,250 ล้าน เป็น7,000 ล้านใช่หรือไม่ พล.อ.อ.มานัต กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ ในวันสัมมนาเป็นตัวเงิน 2,250 ล้าน แต่มาวันนี้เป็น 7,000 ล้าน มันเป็นไปได้อย่างไร ตรงนี้อยากให้มีการตรวจสอบ ว่ามันทำได้จริงหรือไม่ เนื่องจากไม่ได้ทําในกองทัพเรือ แต่ต้องมาเข้าสู่ภาคของเอกชน แล้วทำไมตัวเลขถึงขนาดไปขนาดนั้น
ด้าน พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ กล่าวว่า ได้มีการตรวจสอบไปยัง 2 หน่วยงานที่ พล.อ.อ.มานัต ไปยื่นหนังสือว่าได้รับเอกสารหรือยัง ซึ่งยังไม่แจ้งมา กองทัพเรือ คงต้องรอดูเอกสารก่อน เพราะอยากเห็นฉบับจริงว่ามีเนื้อหาอย่างไร และมีเอกสารแนบ ด้วยหรือไม่ ยืนยันว่ากองทัพเรือไม่ได้กังวลอะไร เรื่องเหล่านี้จะแถลงในวันที่ 18 ก.ย.นี้อยู่แล้ว
ทั้งยอมรับว่า เมื่อมีการยื่นหนังสือหรืออุทธรณ์จะส่งผลต่อโครงการเรือฟริเกต ซึ่งอาจจะต้องหยุดชะงัก
"กองทัพเรือก็ต้องรับฟัง แต่เราก็มีความมั่นใจในสิ่งที่ทํา ว่าโปร่งใสตามกติกาที่ประกาศไว้ คณะกรรม การจัดซื้อจัดจ้างสามารถแอ่นอก พูดได้เลยว่าสิ่งที่ทำมาหลายเดือน เขาจะปลอดภัย วันนี้ไม่มีใครอยากติดคุก คงไม่มีใครเอาชีวิตราชการไปเสี่ยง ทุกอย่างที่ออกมาเป็นมติ เอกฉันท์ว่าใครตกใครได้ และเป็นเอกฉันท์ด้วยหลักฐาน และได้มีการแจ้งบริษัทต่อเรือทั้งหมดว่าเพราะอะไร สาเหตุอะไร" โฆษกกองทัพเรือกล่าว
Advertisement