
(9 ก.ย. 2569) ที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานการประชุมหารือเกี่ยวกับการจัดการพื้นที่การจัดการศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย
โดยมี นายศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ศาสตราจารย์ วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศาสตราจารย์ ฤกษ์ชัย ฟูประทีปศิริ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก ตัวแทนจากสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน เข้าร่วมการหารือ
ก่อนการประชุม นายยศชนัน เปิดเผยว่า วาระสำคัญของการประชุมครั้งนี้ คือ แผนการดูแลความปลอดภัย เพื่อเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ที่ไม่อาจนิ่งนอนใจได้ เพราะกระทบกับความน่าเชื่อถือ เศรษฐกิจ และการท่องเที่ยว รวมถึงคาดการณ์สถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น รวมถึงการย้ายมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย ออกจากพื้นที่ ซึ่งเรื่องนี้ต้องคุยกันทั้ง 2 ฝ่าย โดยจะต้องหารือกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
นายยศชนัน กล่าวอีกว่า เกี่ยวกับสถานที่จะต้องมีการเตรียมไว้เนื่องจากจะต้องมีการคืนพื้นที่ และพิจารณาตามกฎหมายความเร่งด่วน ทำอย่างไรให้เร่งด่วนได้ ซึ่งต้องยอมรับว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นมานาน มีเรื่องที่เกิดขึ้นใต้ภูเขาน้ำแข็งจำนวนมาก คาดว่าวันนี้ก็จะใช้ระยะเวลานานในการหารือ และต้องมีแนวทางที่ชัดเจนเพื่อให้คนที่รออยู่รับทราบ พร้อมย้ำว่า วันนี้จะต้องมีการเคาะเรื่องนี้ให้ชัดเจนเพราะพัวพันกับหลายส่วนและเป็นหน้าที่ของเราที่ต้องทำให้เกิดความปลอดภัยกับทุกคนที่เข้ามาเรียน เพราะที่ผ่านมา 4-5 ปีมีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ความรุนแรงกว่า 10 คน ถ้าไม่ทำให้เด็ดขาดในฐานะรัฐมนตรีก็อยู่ยาก
โดย นายยศชนัน พร้อมด้วย นายศุภชัย และ พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล แถลงภายหลังการประชุมหารือเกี่ยวกับการจัดการพื้นที่การจัดการศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย
นายยศชนัน กล่าวว่า เรื่องนี้เราพยายามที่จะปลดล็อก จึงมีความจำเป็นที่ต้องให้ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมพร้อมกัน โดยต้องดูในของกฎหมาย และดูว่าเรื่องใดที่เราจำเป็นจะต้องปลดล็อกประเด็นอ่อนไหว แล้วจะทำอย่างไรให้หลักเกณฑ์ที่พูดคุยกันบรรลุรวมถึงสานต่อ โดยไม่ทับซ้อนกับสิ่งที่เคยสั่งการไปแล้ว เพื่อสามารถต่อยอดได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
ซึ่งประเด็นในครั้งนี้นอกจากเป็นเรื่องของความปลอดภัย ความขัดแย้งของทั้ง 2 ยังเป็นเรื่องของความเชื่อมั่นของประเทศไทย โซนปทุมวัน พื้นที่สยาม ที่เป็นพื้นที่ท่องเที่ยวพื้นที่ที่เยาวชนมาใช้ชีวิตร่วมกัน และพื้นที่ของการศึกษาในทุกช่วงวัย จึงจำเป็นจะต้องดูแลเรื่องความปลอดภัยอย่างใกล้ชิด ซึ่งก็ต้องขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ดูแลเรื่องนี้อย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อให้นักท่องเที่ยวมีความเชื่อถือ จึงดำเนินการอย่างเร่งด่วน ใน 4 ประเด็นหลักดังนี้
1. หลังจากนี้ 3 เดือนทันทีเราจะไม่ให้มีการจัดการเรียนการสอนในพื้นที่ที่มีข้อพิพาทของทั้งสองสถาบันอย่างน้อย 3 เดือน เพื่อดูแลความปลอดภัยของทุกคน และให้ผู้บริหารของทั้ง 2 สถาบันดูแลเรื่องการเรียนการสอนไม่กระทบคุณภาพของนักศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่ในปัจจุบัน จะดำเนินการจนกว่าจะมีการเปลี่ยนผ่านพื้นที่ให้แล้วเสร็จ โดยงดการเข้าพื้นที่ไปเรื่อยๆ
2. เทคโนโลยีปทุมวันจะต้องปฏิบัติตามข้อ 1 และในระยะยาวจะต้องหาแนวทางการเปลี่ยนผ่านในพื้นที่ และหากมีเรื่องจะต้องพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้สถาบันจะมีโมเดลให้เรียนกับภาคอุตสาหกรรมตั้งแต่ชั้นปีที่ 1 โดยได้สั่งการให้ผู้บริหารหาโมเดลที่ 2 เนื่องจากเทคโนโลยีปทุมวัน ไม่มีวิทยาเขตอื่น และในระยะยาวหากมีความจำเป็นก็จะต้องย้ายสถาบันออกนอกพื้นที่เช่นกัน
3. สำหรับในการพูดคุยกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย โดยมอบให้อธิการบดีจัดพื้นที่ใหม่ ซึ่งเป็นที่เหมาะสมไม่อยู่ในพื้นที่เดิม เพื่อลดข้อพิพาทและให้แล้วเสร็จในเวลา 3 เดือนที่กำหนดโดยห้ามเข้าพื้นที่ และหากจำเป็นต้องใช้เวลาเพิ่ม จะขยายระยะเวลาไม่ให้คนเข้ามาในวิทยาเขตที่เป็นพื้นที่พิพาท โดยให้ย้ายการเรียนการสอนไปยังสถานที่ที่มหาวิทยาลัยจัด เมื่อเปิดการเรียนการสอนก็จะย้ายไปอยู่สถานที่ใหม่ โดยเบื้องต้นอาจจะมีพื้นที่ชั่วคราว เพื่อให้เกิดการเรียนการสอนก่อนจะย้ายไปยังสถานที่ถาวร
4. พื้นที่ปัจจุบัน ที่ทางอุเทนถวายใช้อยู่ได้พูดคุยกับทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ว่าจะไม่ใช้พื้นที่นี้ไปในเชิงการค้า หรือเชิงพาณิชย์ แต่ยังคงเป็นพื้นที่อุตสาหกรรม นวัตกรรมเพื่อให้คนไทยมาใช้ประโยชน์ในพื้นที่ตรงนี้ได้ โดยการพัฒนาพื้นที่ จะรับฟังความเห็นร่วมจากทุกสถาบัน เพื่อให้มีการบริหารจัดการพื้นที่และยึดปรัชญาของพื้นที่ให้เป็นพื้นที่การศึกษา พัฒนาและนวัตกรรมเต็มรูปแบบ ยืนยันว่าทางกระทรวง อว. และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะร่วมกันบริหารจัดการพื้นที่นี้ให้ดีที่สุด เพราะจะมีทางตำรวจนครบาลดูแลความปลอดภัยในพื้นที่
นายยศชนัน กล่าวอีกว่า ในช่วง 3 เดือนนี้ก่อนจะมีการเปลี่ยนผ่านของอุเทนถวาย จะไม่ให้ทั้ง 2 ฝ่ายเข้ามาในพื้นที่เพื่อให้มั่นใจว่าพื้นที่พิพาทเป็นพื้นที่ปลอดภัยของประชาชนและนักท่องเที่ยวทุกคน
ส่วนกรณีการแก้ไขปัญหาการปลูกฝังความรุนแรงของรุ่นพี่ นายยศชนัน กล่าวว่า เรามีฝ่ายยุติธรรม ฝ่ายปกครอง ดูแลอยู่แล้ว ส่วนของกระทรวง อว. จะมีการออกคำสั่งในวันนี้ ยืนยันว่าในการสั่งย้ายสถานศึกษาจะต้องย้ายเพราะเป็นไปตามแนวทางข้อพิพาท และจะมีการสื่อสารกับทั้ง 2 สถาบันอย่างรอบคอบและต่อเนื่องเพื่อให้เห็นภาพ ซึ่งหากสามารถทำได้ก่อน 3 เดือน ก็ทำได้ โดยปัจจุบันมีตัวเลขนักศึกษาของแต่ละสถาบันเหลืออยู่ประมาณที่ละ 1,000 คน และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับความร่วมมือจากทุกคน วันนี้ทุกหน่วยงานจะทำหน้าที่ของเราภายใน 3 เดือนนี้ให้เกิดการเปลี่ยนผ่านที่ดีที่สุด
"3 เดือนคือที่แน่ๆ คือไม่มีคนเข้ามาตรงนี้ ต้องเอาเรื่องความปลอดภัยเป็นตัวตั้ง ไม่มีคนจะเข้าพิพาทเรื่องความเปลี่ยนผ่านไม่ต้องกังวล ให้เวลาไว้ 3 เดือน ถ้าบวกลบเรื่องนี้มีผลทางกฎหมาย กับคุณภาพการเรียนการสอน ถ้ายังทำไม่เสร็จ ก็จะยังไม่ได้ให้เข้าตรงนี้ เราไม่ให้เข้าแล้ว ไม่ให้มีการจัดการเรียนการสอนในพื้นที่" นายยศชนัน กล่าว
ด้าน พล.ต.ท.สยาม กล่าวว่า เพื่อให้มีการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และภาพลักษณ์ของประเทศไทย โดยบริเวณพื้นที่สยามสแควร์ ถือเป็นแลนด์มาร์กที่นักท่องเที่ยวทุกประเทศเมื่อเดินทางมาไทยแล้วจะต้องมาเช็กอินที่สยาม หากมีเหตุการณ์เหมือนที่ผ่านมาก็จะกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว ที่มาจับจ่ายใช้สอย และสร้างรายได้ให้ประเทศ เรื่องนี้ทุกฝ่ายจึงต้องช่วยกันสร้างความปลอดภัย เสริมสร้างภาพลักษณ์การท่องเที่ยว
โดยมาตรการดูแลนักศึกษาทั้ง 2 สถาบัน ทาง สน.ปทุมวัน และกองบังคับการตำรวจนครบาล 6 ในทุกวันจะทำงานประสานร่วมกันระหว่างอาจารย์ทั้ง 2 สถาบัน เรื่องการดูแลนักศึกษา และก็ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี ก็เชื่อมั่นว่า จะไม่มีปัญหา ซึ่งตามปกติหากมีความเสี่ยงทางอาจารย์ก็จะเสนอมาเองว่า ให้หยุดก่อน เพื่อหลีกเลี่ยงการกระทบกระทั่ง ซึ่งขณะนี้ทั้ง 2 สถาบัน เห็นด้วยว่าจะหยุดก่อน เพื่อไม่ให้กระทบกระทั่งกันอีก และเป็นการวางแผนในระยะยาวอย่างยั่งยืน
ส่วนกรณีศิษย์เก่าหัวรุนแรงทางตำรวจมีการขึ้นบัญชีที่ต้องเฝ้าระวังหรือไม่ พล.ต.ท.สยาม กล่าวว่า ตำรวจมีการรวบรวมรายชื่อของกลุ่มคนที่มีพฤติกรรมรุนแรง และบางส่วนที่รู้ตัวมีการจับกุมแล้ว และมีการเฝ้าระวังพฤติกรรมอย่างใกล้ชิด ซึ่งทางอาจารย์ก็ให้ความร่วมมือในการเฝ้าระวัง โดยตำรวจก็ทำงานร่วมกันทั้งอาจารย์ และสมาคมศิษย์เก่าใกล้ชิด เพราะทุกคนมีเจตนาดีที่จะช่วยกัน
Advertisement